LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

"Kiko Mizuhara" นักแสดงที่พูดถึงการกดทับในวงการบันเทิงญี่ปุ่น อย่างตรงไปตรงมาที่สุดคนหนึ่ง

หลายคนคงรู้สึกหัวใจสลายระคนแค้นเคืองเมื่อเห็น กิโกะ มิซูฮาระ นักแสดง นางแบบชาวญี่ปุ่น-อเมริกัน ออกมาร่ำไห้ผ่านการไลฟ์ทางอินสตาแกรมของเธอ โดยมิซูฮาระระบุว่า เธอต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศตลอดจนการไม่ได้รับความเคารพจากทีมงานรวมถึงผู้กำกับระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Ride or Die (2021)

Ride or Die กำกับโดย ริวอิจิ ฮิโรกิ จับจ้องไปยังความสัมพันธ์ของหญิงสาวสองคน นานาเอะ (โฮนามิ ซาโตะ) ถูกสามีทำร้ายจนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงที่สุดแล้ว เรย์ (มิซูฮาระ) เพื่อนเลสเบี้ยนของเธอจึงยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการสังหารสามีของนานาเอะเสีย ก่อนจะออกเดินทางหนีไปเสียจากโลกอันแสนโหดร้ายต่อพวกเธอในที่สุด

หากใครได้ดูหนังคงอดสังเกตไม่ได้ว่า Ride or Die เต็มไปด้วยฉากเปิดเปลือยเรือนร่าง รวมทั้งฉากเซ็กซ์ที่รุนแรง ดุเดือดซึ่งไม่เล่าเรื่องและบ่อยครั้งก็ปราศจากความสมเหตุสมผลจนนักวิจารณ์บางคนลงความเห็นว่าหนังเต็มไปด้วย male gaze หรือการจับจ้องผู้หญิงผ่านสายตาของผู้ชาย (ทั้งที่หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงที่ต้องต่อสู้อยู่ในโลกที่พวกเธอถูกผู้ชายทำความรุนแรงใส่!) โดยมิซูฮาระบอกว่า หนังมีฉากเซ็กซ์ระหว่างเธอกับนักแสดงชายคนหนึ่ง และเธอเรียกร้องฮิโรกิซึ่งเป็นผู้กำกับว่าให้นักแสดงชายหาสิ่งของมาปิดท่อนล่างระหว่างเข้าฉากกับเธอ แต่ฮิโรกิปฏิเสธทั้งยังให้เธอเข้าฉากแสดงหนังต่อ

ทั้งนี้ มิซูฮาระเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในแวดวงภาพยนตร์และแฟชั่นทั้งในญี่ปุ่นและในระดับสากล ภายหลังแจ้งเกิดจากงานถ่ายแบบ (ที่ว่ากันว่าฟาดปกนิตยสารเกือบทุกหัวแล้ว) งานแสดงเรื่องแรกของเธอ (และเชื่อว่าเป็นงานที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักเธอมาจนถึงทุกวันนี้) คือ Norwegian Wood (2010) หนังที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ฮารูกิ มูราคามิ โดยเธอรับบทเป็น มิโดริ หญิงสาวผู้ 'สว่างไสว' ในโลกของ วาตานาเบะ (เคนอิจิ มัตสึยามะ) ชายหนุ่มที่ยังมีสัมพันธ์ค้างคากับเพื่อนสมัยเด็กของเขา นาโอโกะ (รินโกะ คิคุจิ) แล้วจากนั้นมิซูฮาระจึงไปปรากฏตัวในบทสมทบในหนัง Helter Skelter (2012) ดัดแปลงจากมังงะรางวัล Grand Prize ของเวที Tezuka Osamu Cultural Prizes ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่ของฝั่งญี่ปุ่น รวมทั้งเธอยังปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ I Feel It Coming ของ The Weeknd ด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่มิซูฮาระผ่านงานทั้งนางแบบและนักแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย ด้านหนึ่งมันส่งให้เธอประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นวงกว้าง แต่อีกด้าน มันก็ทำให้เธอเห็นความเลวร้ายดำมืดอย่างเหตุการณ์ในกองถ่าย Ride or Die ไปจนถึงการถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น 

"ในอุตสาหกรรมบันเทิงมีเรื่องราวแบบนี้อยู่เสมอ ฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องการคุกคามทางเพศโดยผู้กำกับชายมาบ้าง" เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น "บางคนก็บอกว่าพวกผู้กำกับพวกนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่พวกเราก็ยังรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมเรื่อยมาอยู่ดี แล้ววิธีคิดแบบนี้แหละที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้มองว่านักแสดงที่กล้าเล่นบทเปลือยคือนักแสดงที่ดีน่ะ"

"ถ้าคุณได้ดูรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ก็คงเห็นว่ามันเต็มไปด้วยการเหยียดเพศ ซึ่งมันน่าเศร้านะเพราะมันกึ่งๆ จะได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปแล้ว ในญี่ปุ่น เด็กสาวมากมายฝันอยากเติบใหญ่มาเป็นเมียที่ดี ซึ่งอันที่จริงก็น่ารักอยู่หรอก แต่เราถูกสื่อกับโรงเรียนล้างสมองให้คิดแบบนี้มาน่ะ ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะทำอะไรกับประเด็นนี้ได้บ้าง แต่หวังว่าการแสดงออกถึงความปรารถนาของตัวเองและเมินเฉยต่อกระแสลบๆ มันจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสาวคนอื่นได้บ้าง 

"มีผู้ชายคนนึงบอกฉันว่าหากฉันเป็นโสดนานเกินไป (ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 25 ปี) อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะไม่มีผู้ชายที่ไหนมาสนใจฉันแล้วเพราะฉันแก่เกิน ฉันเลยบอกเขาไปว่า ฉันจะยิ่งแซบกว่านี้อีกนะตอนอายุ 50!" 

ตัวมิซูฮาระเองอาจถูกจัดว่าเป็นนักแสดงที่กล้าแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมามากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะพ้นไปจากการพูดถึงค่านิยมและการถูกเลือกปฏิบัติในอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้ว เธอยังเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดอันดับ 'หญิงสาวที่สวยที่สุดในโลก' ซึ่งเห็นได้ดาษดื่นตามสื่อต่างๆ ในแต่ละปี โดยในปี 2020 เธอโพสต์ผ่านอินสตาแกรมว่า "ฉันว่าการจัดอันดับแบบนี้มันหยาบคายมากเลยนะ ประหลาดจังที่ต้องมาเห็นการจัดอันดับโดยวัดจากใบหน้ากันเนี่ยนะ นี่มันปี 2020 แล้ว แต่สื่อต่างๆ ก็ยังเล่นเรื่องนี้อยู่อีก มาตรฐานความงามของแต่ละคนมันก็แตกต่างกันออกไปนะ การทำอะไรแบบนี้มันประหลาดชะมัด"

สำหรับการออกมาแสดงความอัดอั้นจากเหตุการณ์ในกองถ่าย Ride or Die ซึ่งมีทั้งคนเห็นใจเธอและโจมตีเธอต่างๆ นานา ความที่มิซูฮาระเป็นลูกครึ่งเกาหลี หลายคอมเมนต์จึงไล่ให้เธอกลับไปอยู่และทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีแทน และมิซูฮาระอธิบายอย่างอดทนว่า "ฉันคิดว่าการออกมาพูดเรื่องการคุกคามทางเพศในอุตสาหกรรมบันเทิงมันเป็นเรื่องที่ถูกควรนะคะ แต่คนก็โจมตีฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะว่าฉันเป็นลูกครึ่งเกาหลี และฉันรู้ดีค่ะว่าฉันทำอะไรกับประเด็นนี้ไม่ได้เลย ไม่ได้ทั้งนั้น แต่มันก็ทำฉันเจ็บมากนะ ช่างน่ากลัวและคุกคามอะไรเช่นนี้"

เหตุการณ์ที่มิซูฮาระต้องเผชิญจนเธอต้องออกมาหลั่งน้ำตานั้น สอดรับกันกับข่าวการคุกคามทางเพศของ ไซออน โซโนะ คนทำหนังชาวญี่ปุ่นชื่อดังที่เพิ่งถูกเปิดโปงพฤติกรรมไปไม่กี่สัปดาห์ก่อน และทั้งหมดนี้นำมาสู่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ที่อาจยังคละคลุ้งไปด้วยการกดขี่ทางเพศและความไม่เท่าเทียมในหลายมิติ ซึ่งอาจต้องอาศัยการขับเคลื่อนและแรงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากคนในและคนนอกวงการบันเทิงในการจะทำลายกำแพงนี้ลง -และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง และผ่านการเสียสละ ความกล้าหาญอย่างยิ่ง ก็มาจากมิซูฮาระนี่เอง

Author

MAN ON FILM

Content Creator

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide