LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Laetitia Ky. ศิลปินแอฟริกันผู้ใช้ ‘ผม’ ของตัวเอง ถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญ

ตราบใดที่ยังมีการเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ เหยียดสีผิว และอีกหลายสารพัดการกดทับซึ่งนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงทางร่างกาย และจิตใจ เมื่อคนเรามองมนุษย์ทุกคนไม่เท่ากัน นั่นแปลว่า เรายังไม่ได้เข้าใกล้คำว่า ‘ความเท่าเทียม’ สักเท่าไร หรืออาจหมายถึง เหตุผลที่การต่อสู้ และขับเคลื่อนของผู้คน เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมนั้นยังไหลเวียนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

นอกจากจะลงชื่อเรียกร้อง ใช้โซเชียลมีเดียพูดถึงปัญหา หรือออกไปร่วมประท้วงแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวโดยใช้ศิลปะในการต่อสู้ และศิลปินที่เรากำลังพูดถึงคือคนที่ใช้ ‘ผม’ ของตัวเอง สร้างสรรค์งานศิลปะเรียกร้องเรื่องสิทธิสตรี ประหนึ่งยิ่งถูกกดทับมากเท่าไร ผู้หญิงก็สามารถใช้ร่างกายของตัวเองต่อสู้กลับได้เช่นกัน!

ชื่อของเธอคือ Laetitia Ky. ศิลปิน และนักเคลื่อนไหววัย 25 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองอาบิดจาน ในเขตไอวอรี่โคสต์ของแอฟริกาตะวันตก เธอสร้างประติมากรรมบนผมของเธอ เป็นรูปปั้นในรูปแบบต่างๆ โดยมีอุปกรณ์แค่ 4 อย่างคือ ผม ลวด เข็ม และด้าย เพื่อสื่อสารประสบการณ์ที่ผู้หญิงถูกกดทับ อคติต่อคนผิวดำ ความไม่ยุติธรรมในสังคม การถูกคุกคามทางเพศ รวมไปถึงการโอบกอดให้ทุกคนอย่าลืมรักตัวเอง ลงบนแอคเคานต์อินสตาแกรม @laetitiaky และ TikTok ในชื่อเดียวกัน แถมล่าสุด เธอออกหนังสือ LOVE AND JUSTICE (https://papress.com/pages/love-and-justice) ที่เปรียบเสมือนไดอารี่ชีวิตของเธอในฐานะคนผิวดำ และฐานะผู้หญิง

ผลงานทุกชิ้นของ Ky. เน้นบอกเล่า ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งสิ่งที่เธอพบเจอเอง สถานการณ์ในสังคม รวมไปถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางจิตวิญญาณ ซึ่งเปิดให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มาบอกเล่าเรื่องราวโดยไม่เปิดเผยชื่อ และแปลงคำพูดเหล่านั้นเป็นงานศิลปะ

“คนหลายพันคนสามารถพูดสิ่งเดียวกันได้โดยที่สร้างอิมแพคต์ที่ต่างกัน เพราะสิ่งที่ทำให้ต่างจริงๆ คือวิธีที่คุณพูดต่างหาก”

“เพื่อนของฉันบอกฉันว่าเธอรอดพ้นจากการข่มขืนอย่างหวุดหวิดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้ฉันเดือด เพราะนี่ไม่ใช่ผู้หญิงรอบตัวฉันเพียงคนเดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ฉันเลยต้องกรีดร้องเสียงดังว่า เรื่องนี้มันไม่ปกติ”

“ดังนั้นในฐานะเฟมินิสต์ ฉันทัชกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ผู้หญิงเผชิญ รวมถึงความรุนแรงที่พวกเธอเจอก็จริง แต่ฉันไม่ได้คิดว่า ใครคนหนึ่งจะต้องเป็นเฟมินิสต์เท่านั้น ถึงจะรู้สึกได้ว่าปัญหาเหล่านั้นมันส่งผลกระทบต่อชีวิตใคร จริงๆ แค่คุณเป็นมนุษย์ก็พอแล้วนะ”

การต่อสู้ของ Ky. ไม่ได้มีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยพลังการต่อสู้ที่น่าสนใจ เราจึงชวนดู 7 ตัวอย่างงานศิลปะจากผมของเธอ พร้อมอ่านคำบรรยายที่เธอตั้งใจเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนที่อยู่บนโลกที่ยังไม่เท่าเทียมใบนี้

01

ปี 2021 รัฐสภาเบนินเพิ่งโหวตให้การทำแท้งในแอฟริกาตะวันตกถูกกฎหมายทุกกรณี แต่ที่ผ่านมา ตามรายงานของ Guttmacher Institute องค์กรวิจัยเพื่อพัฒนาสุขภาพและสิทธิทางเพศและการเจริญพันธุ์ ระบุว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 92% ในทวีปนี้อาศัยอยู่ในประเทศที่มีข้อจำกัดในการทำแท้งในระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง เราจึงย้อนไปถึงโพสต์ของ Ky. ในปี 2019 ที่พูดถึงกฎหมายทำแท้งในบ้านเกิดของเธอ

“ถึง มดลูก, คุณมีอะไรจะพูดกับคนพวกนั้นที่อยากจะควบคุม และตัดสินใจแทนคุณไหม??? มดลูก:  F.U.C.K Y.A.L.L.”

“กลุ่มคนที่ติดตามฉันมากที่สุดคือผู้หญิงอเมริกัน ดังนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉันที่ต้องทำบางอย่างเพื่อแสดงการสนับสนุนในการต่อสู้ที่พวกเขาเป็นอยู่ตอนนี้...คุณอาจไม่รู้ว่ารัฐบางแห่งที่นั่น ยังจำกัดกฎหมายการทำแท้งอยู่ และฉันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด...เพราะในประเทศของฉัน เราไม่เคยมีสิทธิ์ทำแท้งเสรี…ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจำนวนมากจึงเสียชีวิตทุกวัน เมื่อพวกเขาพยายามที่จะทำแท้งผิดกฎหมาย…เพราะมันผิดกฎหมายไง พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าถึงวิธีที่ปลอดภัย ต้องใช้อุปกรณ์ที่อันตรายต่อพวกเขา”

“ฉันนึกไม่ออกเลย ว่าหลังจากการต่อสู้ทั้งหมดจบลง จะมีกฎหมายนี้ หรือไม่มีอยู่ดี เพราะยังมีผู้ชายบางคนตัดสินใจว่าเราควรทำอย่างไรกับร่างกายของเรา ดังนั้นเพื่อให้ได้สิทธิ์นั้นมา เราก็ต้องสู้กันต่อไป ถึงมันจะเศร้า แต่เราก็ต้องสู้ต่อไป…สิทธิ์การทำแท้ง คือสิทธิ์ของผู้หญิง”

02

การโทษผู้หญิงว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย จึงโดนล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นทั่วโลก เด็กนักเรียนหลายต่อหลายคน ถูกบังคับให้ใส่กระโปรงยาว เพื่อยุติความใคร่ของผู้ชาย…ดูจะผิดฝาผิดตัวไปซะหมด เพราะต้นตอปัญหามันอยู่ที่คนกระทำไม่ใช่หรือ

“ไม่นานมานี้ โรงเรียนมัธยมปลายในไอวอรี่โคสต์ เกิดกระแสไวรัลขึ้น เนื่องจากมีการบังคับให้นักเรียนหญิงใส่กระโปรงเพื่อแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน สิ่งที่แย่ที่สุดคือไม่ใช่แค่โรงเรียนแห่งนี้แห่งเดียวที่มีตรรกะแบบนี้”

“ความรับผิดชอบเรื่องการตั้งครรภ์ ถูกโยนลงบนร่างของเด็กสาวเหล่านี้ ด้วยเหตุผลว่าเซ็กซี่เกินไปสำหรับผู้ชายที่ควบคุมตัวไม่ได้ กลับกันไม่มีใครทำอะไรกับเด็กหนุ่มที่ทำให้พวกเธอท้อง หรือครูอาชญากรที่ฉวยโอกาสจากความไร้เดียงสาของเด็ก”

“จึงเป็นเรื่องตลกที่คิดว่ากระโปรงยาวๆ คงเพียงพอที่จะหยุดเรื่องเซ็กซ์ได้ หรือเพียงพอที่จะป้องกันผู้ใหญ่เลวๆ ที่ทำกับเด็กสาวได้! สิ่งที่หนุ่มสาวต้องการคือการสอนเพศศึกษาที่ถูกต้อง ซึ่งสอนให้พวกเขารู้จักการยินยอม วิธีป้องกันตนเอง และความรับผิดชอบ แต่ข้อห้ามเกี่ยวกับเพศศึกษาในแอฟริกานี่ไร้สาระไปไหม! ที่บอกลูกๆ แค่ว่า อย่ามีเซ็กซ์เลย โดยไม่ได้สอนอะไรพวกเขาต่อ”

“การให้ความรู้พวกเขา มันหมายถึงการปกป้องพวกเขา ปกป้องผู้อื่น และให้วิธีการที่จะรับผิดชอบเมื่อพวกเขามีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาเชื่อใจคุณมากพอที่จะเปิดใจกับคุณในเรื่องที่พวกเขาต้องการ เพราะเด็กผู้หญิงหลายคนที่ถูกทารุณกรรมไม่เคยบอกพ่อแม่เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิ”

03

Ky. เปิดให้ผู้ติดตามของเธอ มาแชร์ประสบการณ์ของพวกเขา โดยประสบการณ์แรกที่เราอยากเอามาแชร์คือ การถูกคนที่เราไว้ใจข่มขืน และนี่คือเรื่องราวของหญิงสาวไม่ระบุชื่อ

“ฉันขอไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากการพิจารณาคดียังไม่มาถึง ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 ฉันถูกข่มขืน และถูกทำร้ายโดยผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่าเป็นครอบครัวของฉัน ผู้ชายที่อายุมากกว่าฉัน 50 ปี ฉันรู้จักเขามา 7 ปี เจอเขาครั้งแรกตอนอายุ 19 เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย และตอนฉัน 27 เขาเป็นทรัสตีของร้านการกุศลในท้องที่ ซึ่งฉันเป็นอาสาสมัครในร้านนี้มา 5 ปี วันนั้นเพื่อนสนิท และคนที่ฉันรักได้จากไป เขาจึงชวนฉันไปดูหนัง และกินอาหารเย็น เราคุยกันถึงความสูญเสีย และรับฟังฉัน”

“ฉันจำได้ว่าเขาทำอาหาร ซึ่งมันค่อนข้างแปลก เขาใช้ที่บดมันฝรั่ง ผสมอะไรสักอย่างกับอาหารเข้าด้วยกัน แม้ฉันจะคิดว่าแปลกๆ แต่สมองของฉันก็รู้สึกว่านี่คือคนที่ฉันไว้ใจ ทำไมต้องตั้งคำถามต่อเขาด้วย และแล้วฉันก็ดูหนัง และหลังจากกินอาหาร ก็เหลือเพียงภาพว่างเปล่า ตื่นขึ้นมา ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำที่แขน ขา มีกลิ่นแปลกๆ ออกมาจากช่องคลอด”

04

ถัดจากโดนคนไว้ใจทำร้ายแล้ว Ky. นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวนิรนาม ที่ต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ซึ่งสำหรับบางคนแล้ว มันยากที่จะออกมา

“สามปีที่แล้วฉันสมัครงานในบริษัทการตลาด หลังจากหางานมานานมาก ก่อนหน้านี้ฉันอยู่กับเพื่อนและยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นภาระของเธอ ฉันจึงต้องหางานทำ และหาอพาร์ตเมนต์ใหม่ ตอนนั้นฉันส่งเรซูเม่สำหรับตำแหน่งผู้ช่วย CEO ของบริษัทไป เงินเดือนน่าสนใจ และฉันภาวนาให้ได้งานนี้ ซึ่งฉันก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ซึ่งฉันมีความสุขมาก และเตรียมตัวอย่างดี”

“เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันไปถึงที่นั่นก่อนเวลาหลายชั่วโมง เมื่อฉันเดินเข้าไปในห้องของ CEO ฉันรู้สึกเครียดแต่ก็มุ่งมั่น เขาทักทายฉันด้วยรอยยิ้มกว้าง และขอให้ฉันทำตัวตามสบาย ฉันคาดว่าจะมีการสัมภาษณ์ที่เป็นทางการ แต่ก็เหมือนกับการสนทนาง่ายๆ ที่มีความคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ฉันต้องการงานนี้จนไม่สังเกตสัญญาณอันตรายที่เขาจ้องมาที่ขาของฉัน (แม้กระโปรงของฉันจะยาวถึงเข่า) หรือวิธีที่เขาเอาแต่พูดว่าฉันสวย และสิ่งที่ฉันตื่นตระหนกที่สุดคือเมื่อเขาถามว่าฉันพร้อมที่จะทำดีกับเขาไหม เขาบอกว่ามีผู้สมัครเป็นผู้หญิงจำนวนมาก และเขาจะเลือกฉัน ถ้าฉันสัญญาว่าจะเป็นคนดี ความไร้เดียงสา และความอยากได้งานของฉันทำให้ฉันคิดว่าความใจดีที่เขาพูดถึงนั้นหมายถึงบุคลิกที่เป็นกันเอง และยืดหยุ่นได้ เขาจึงยืนยันจะรับฉันเข้าทำงาน"

“ในวันแรกของการทำงาน ฉันสวมชุดสูท กับกางเกงขายาว ทันทีที่เขามาถึง สิ่งแรกที่เขาพูดคือ แย่จังที่จะซ่อนขาสวยๆ ไว้ในกางเกง ผมชอบชุดของคุณวันสัมภาษณ์มากกว่านะ ตอนนั้นฉันรู้สึกอาย และเขาก็ขอให้ฉันไม่ใส่กางเกงอีกต่อไป ฉันก็พยักหน้าอย่างโง่เขลา แทนที่จะขัด หลังจากนั้นเขาก็แสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมกับฉันทุกวัน เช่น ชุดนี้ทำให้ก้นดูเซ็กซี่ หรือขาของเธอทำให้ฉันเงี่ยน ซึ่งฉันก็ทำได้แต่เงียบ เพราะไม่สามารถตอบโต้เขาได้”

05

เรื่องราวต่อไป เป็นเรื่องเกี่ยวกับอคติต่อ ‘เมนส์’ ในบริบทของครอบครัวชาวมุสลิมผ่านเรื่องเล่าของผู้หญิงนิรนาม ที่เราก็รู้กันอยู่ว่า ปัจจุบัน ยังมีความเกลียดชังผู้หญิง ผ่านความเชื่อว่าเมนส์เป็นสิ่งไม่ดีอยู่

“เมื่อฉันสูญเสียพ่อแม่ไป ฉันต้องอาศัยอยู่กับป้าที่เป็นพี่สาวของแม่ ซึ่งแต่งงานกับผู้ชายมุสลิม เขามีภรรยาอีกสองคนนอกเหนือจากป้าของฉัน และลูกๆ หลายคนในวัยต่างกัน ชีวิตประจำวันของฉันเปลี่ยนไปอย่างมาก ฉันถูกห้ามใส่เสื้อผ้าบางชิ้นที่ฉันเคยใส่ สาวๆ ในบ้านทุกคนต้องจัดการงานบ้านทั้งหมด เด็กผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนหลังเลิกเรียน ช่วงเวลาเดียวที่ทำให้ฉันไม่ต้องทำงานบ้าน กลายเป็นตอนฉันเป็นเมนส์”

“สามีของป้าเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก ถ้าคนในบ้านมีเมนส์ จะห้ามให้สัมผัสกับผู้ชายคนอื่น ห้ามทำอาหาร ห้ามจับของใช้ส่วนตัวของผู้ชาย ห้ามสวดมนต์ ต้องใช้ช้อนส้อมแยกกับคนอื่น จริงๆ ข้อดีคือทำให้ฉันว่างอยู่พักหนึ่ง ฉันก็เลยชอบตอนเป็นเมนส์นะ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันแอบเข้าครัว เพราะอยากทำแซนด์วิชกิน แล้วผู้ชายในบ้านตะโกนโห่ไล่ฉันออกไป ฉันถึงได้รู้ว่านั่นคือความเลวร้ายที่สุด”

06

และอีกชิ้นงานของ Ky. ที่เราอยากพูดถึง คือการเหยียดรูปลักษณ์ของผู้หญิง ซึ่งยิ่งเป็น Sex Worker แล้ว มาตรฐานความงามของหญิงสาว กลับทำให้คนที่ไม่อยู่ในกรอบที่ผู้ชายมองว่าสวย โดนทำร้ายได้อย่างไม่ยุติธรรม เหมือนที่หญิงสาวไม่ระบุชื่อคนนี้โดน

“ฉันสูญเสียพ่อแม่ไปตอนอายุ 24 ปี และหยุดเรียน เพราะไม่มีเงิน แต่ฉันมีน้องสาว 2 คน ที่ต้องดูแล แม้ฉันจะลองมาหลายตัวเลือก แต่สุดท้ายทุกวันที่ไม่มีอาหารบนโต๊ะ มองดูน้องสาวร้องไห้ วันที่เจ้าของบ้านขู่จะไล่ออกเพราะไม่จ่ายค่าเช่า ฉันไม่มีทางเลือก และมาจบที่ค้าประเวณี ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดของฉัน เพราะฉันได้เห็นการดูหมิ่น และความรุนแรงทุกประเภท ซึ่งทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจในตัวเองทั้งหมด”

“ไม่ว่าจะความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกายของฉัน ตอนเปลื้องผ้า อย่าง “ฉันเคยเห็นร่างกายที่ดีกว่านี้ในราคานี้นะ”, “ทำไมเธอช่วงล่างเธอดูตัวใหญ่จัง”, “ฉันอยากได้ผู้หญิงที่ไม่ใช่วัว”...ฉันยอมรับการถูกเหยียด และการทำร้ายร่างกายด้วยการตบ การกระทำที่โหดร้าย หรือแม้กระทั่งฉี่ใส่ แต่ก็ไม่เคยบ่นเพราะฉันต้องการเงิน และการสูญเสียลูกค้าอาจหมายถึงวันนี้ฉันไม่มีอะไรจะกิน”

“ฉันเคยถูกดูหมิ่น ดูถูก ลวนลาม ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยอย่างน่าขัน และฉันก็สามารถออกจากที่นี่ได้ เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งเสนองานใหม่ให้ฉัน ซึ่งฉันไม่มีทางขอบคุณเธอได้หมด เธอทำให้ฉันได้เจอ และแต่งงานกับผู้ชายที่รู้อดีตของฉัน ไม่ตัดสินฉันในเรื่องนั้น และพาฉันเอาชนะบาดแผลที่ฉันมีได้”

07

BLM ย่อมาจาก #BLACKLIVESMATTER หรือการรณรงค์เลิกเหยียดเชื้อชาติ ในฐานะที่ Ky. เป็นคนดำ ที่รักในสีผิวของตัวเอง จนไม่เคยคิดว่าชีวิตต้องเจอการถูกเหยียด แต่ในความจริง เมื่อโตขึ้น เธอถึงได้รู้ว่า นอกจากถูกเหยียดเพราะเป็นผู้หญิงแล้ว ดูเหมือนสีผิวของเธอจะมีปัญหากับใครหลายคนด้วยเช่นกัน

“ฉันเกิด และโตในไอวอรี่โคสต์ แอฟริกา แม้จะรู้อยู่แล้วว่าการเหยียดเชื้อชาติมันหมายถึงอะไร แต่กลับเผชิญกับมันค่อนข้างช้า ฉันใช้ชีวิตที่หอมหวานมาตลอดก็จริง แต่หลายครั้งก็กลัวชีวิตตัวเองเพราะเกิดเป็นผู้หญิง แต่ไม่เคยกลัวเลยกับการเป็นคนดำ ทว่าคนทั่วโลกที่เป็นคนดำเหมือนฉัน ต้องตาย ถูกคุมขังอย่างไม่ยุติธรรม ถูกข่มเหงรังแก ถูกเลือกปฏิบัติในทุกด้านของชีวิต เพียงเพราะสีผิวของพวกเขา”

“สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น Adama หนุ่มวัย 24 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าในฝรั่งเศส โดยคำพูดสุดท้ายของเขาเหมือนกับที่ George Floyd พูดว่า หายใจไม่ออก ดังนั้นความรุนแรงต่อคนผิวดำมักเกิดขึ้นในทุกประเทศโดยคนผิวสีอื่น…พอได้แล้วไหม จริงๆ ฉันก็มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะได้ไปต่างประเทศนะ แต่ตอนนี้ฉันก็กลัวที่จะตายขณะที่ฉันวิ่งตามความฝันของฉัน เพราะฉันดำ”


อ้างอิง:

https://www.elle.com/culture/art-design/a13958086/laetitia-ky-me-too-hair-art-instagram/ 

https://www.instagram.com/laetitiaky/

https://www.nylon.com/beauty/laetitia-ky-viral-tiktok-hair-artist-sculptures-activism

https://theconversation.com/benins-groundbreaking-new-abortion-law-will-save-the-lives-of-many-women-170901 

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

Laetitia Ky. ศิลปินแอฟริกันผู้ใช้ ‘ผม’ ของตัวเอง ถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญ

culture

Laetitia Ky. ศิลปินแอฟริกันผู้ใช้ ‘ผม’ ของตัวเอง ถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญ

MIRROR'sGuide