LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

อคติทางเพศที่นักการเมืองหญิงต้องเผชิญ

ขึ้นชื่อว่าตำแหน่งที่มีพ่วงท้ายว่าเป็นหญิง นักการเมืองหญิง นายกฯ หญิง ส.ส.หญิง ประธานาธิบดีหญิง หรือรองประธานาธิบดีหญิง ไม่ว่าจะลุก นั่ง ยืน พูด หรืออภิปราย มักถูกจับจ้องด้วยสายตาทั้งคนในและนอกสภาฯ แถมจับจ้องในที่นี้ ไม่เคยจบที่วิจารณ์การทำงานตามหลักประชาธิปไตย แต่หลายครั้งก็ลามไปถึง ถูกจับผิดรูปลักษณ์ภายนอกตั้งแต่หัวจรดเท้า โดนเหยียด โดนแซว ล่วงละเมิดทางเพศทั้งคำพูด และการกระทำ ราวกับต้องการจะตอกย้ำว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเธอ”

ดูเหมือนว่าแวดวงการเมืองยังไม่ก้าวข้ามการสเตริโอไทป์ว่างานบริหารบ้านเมืองเป็นงานของผู้ชาย มองผู้หญิงเป็นตุ๊กตาในสภาฯ หรือไม้ประดับซึ่งเป็นสีสันให้คนนินทา กังขาว่าพวกเธอมีปัญหา อ่อนแอ ไม่ก็เสียงดัง หัวรุนแรง ไม่เก่งเท่าผู้ชาย ฯลฯ มากกว่ามองพวกเธอเป็นนักการเมือง กลับกัน สำหรับนักการเมืองชายแทบไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามหรือมีปัญหาเรื่อง ‘เพศ’ ของเขาในสภาฯ

เราจึงอยากลองชวนไปดูว่านักการเมืองหญิงต้องเผชิญกับอะไรบ้าง นอกเหนือจากเรื่องเนื้องานของพวกเธอ และตัวอย่าง 9 นักการเมืองหญิง จากสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไทย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่เรายกมาเล่านี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของอคติทางเพศต่อผู้หญิงที่ยังไม่หมดไปในสังคม ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีนักการเมืองหญิงอีกหลายคน และหลายประเทศที่ถูกกระทำเช่นเดียวกัน แต่ถ้าให้เราเล่าวันเดียว ก็คงจะเล่าไม่หมดแน่ๆ เพราะมันเยอะจนน่าใจหายเลยทีเดียว

กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) คือ ‘คนแรก’ ในหลายประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่ได้เป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นอัยการเขตของซานฟรานซิสโก
ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันคนแรก และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย (เธอเป็นลูกครึ่งอินเดีย) คนแรกที่รับตำแหน่งอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย

แม้แฮร์ริสจะพิสูจน์ความสามารถด้วยตำแหน่งที่ผ่านมามากมาย แต่เธอยังเผชิญคำถามว่า ‘ผู้หญิง’ คนนี้จะมาบริหารบ้านเมืองได้จริงหรือ

“น่ารังเกียจ (Nasty)” “ขาวีน (Angry)” และ “นังผู้หญิงบ้า (Mad Woman)” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พ่นวาจาเหล่านี้ใส่เธอในเวลาน้อยกว่า 48 ชั่วโมงหลังจากแฮร์ริส ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีจากโจ ไบเดน (ที่ตอนนี้เป็นประธานาธิบดีคนล่าสุด) ประจำพรรคเดโมแครต

“ใฝ่สูงเกินไป (Too Ambitious)” แม้แต่พันธมิตรของไบเดนเองก็ยังดูถูกแฮร์ริส และความคิดเห็นเชิงเหยียดทำนองนี้ก็อยู่บนรายการทีวี ‘The Bachelor’ ด้วย

ผู้หญิงที่กล้าพูดตรงๆ ฉะแรงๆ ที่ชื่อว่าแฮร์ริสผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตาม และต่อต้านการเหยียดสีผิว Black Lives Matter ลุกขึ้นประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ หลังปฏิบัติหน้าที่แบบสองมาตรฐาน ระหว่างคนผิวดำ และผิวขาว แถมยังกล้าตั้งคำถามต่อโจ ไบเดน ในอดีตที่เคยโหวตต่อต้านนโยบายการบังคับให้เด็กผิวขาว และผิวดำเรียนรวมกันโดยมีรถโรงเรียนไปรับทุกคนอย่างเท่าเทียม

"คุณรู้ไหม มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองชั้นสองที่จะได้ร่วมเรียนในโรงเรียนรัฐบาลและเธอต้องขึ้นรถบัสไปโรงเรียนทุกวัน และเด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง" แฮร์ริสกล่าว

แม้ตอนนี้เธอเองได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าในฐานะผู้นำ ยังมีคนกังขาอยู่ เหมือนที่อลิซ อีเกิล (Alice Eagly) นักจิตวิทยาจาก Northwestern University กล่าวว่า “ผู้หญิงมักถูกสเตริโอไทป์ว่าพึ่งไม่ได้ ไม่เด็ดขาด ไม่มีอำนาจ เสียงไม่ดัง ตัวก็เล็ก”

ดังนั้นแล้ว หาเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะนักการเมืองสักคนหนึ่ง มันคงเป็นเรื่องปกติ สามารถคุยกันได้เป็นกรณีต่อกรณี ว่างานไหนเธอทำได้ดีหรือทำได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อไรก็ตามที่เธอยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะ “นักการเมืองหญิง” นั่นย่อมหมายถึงอคติทางเพศที่ไม่จบไม่สิ้นกันสักที และนั่นก็เป็นเหตุให้เธอยังคงต้องวีนอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ (Alexandria Ocasio-Cortez) หรือ AOC ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุดในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ที่เคยสร้างความแรงกระเพื่อมทางสังคม หลังปรากฎตัวในชุดเดรสยาวสีขาว เพนต์ข้อความสีแดง ‘Tax the Rich’ เพื่อเรียกร้องการเก็บภาษีคนรวย บนพรมแดงงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Met Gala

เลือดเจนเนอเรชันใหม่ไฟแรงของ AOC และความจริงจังของเธอถูกลบล้างด้วยความเป็นหญิง เธอถูกคนในแวดวงสื่อคุกคามทางเพศ บ่อนทำลาย และโดนนักการเมืองต่างพรรคโจมตี แถมตอนลุกมาปกป้องตัวเองยังถูกคนมองว่าไร้มารยาท

แกรนท์ สติทช์ฟิลด์ (Grant Stinchfield) จากช่อง NRATV วิจารณ์ AOC อย่างสนุกปากกับแขกรับเชิญผู้ชายอย่าง เจสซี่ เคลลี่ (Jesse Kelly) ด้วยการเปิดภาพของเธอมาวิเคราะห์ว่า “คุณลองนึกภาพตอนเธอโกรธคุณเพราะคุณไม่ได้เอาขยะไปทิ้งสิ” สติทช์ฟิลด์พูด ส่วนเคลลี่ตอบกลับว่า "คุณต้องสูญเสียการได้ยินแหงๆ" ไม่เพียงแค่นั้นสื่อที่ขึ้นชื่อว่า ‘สำนักข่าว’ ยังแสดงพฤติกรรมเหยียดเพศต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา

Red State เรียก AOC ว่า “คนสวย (Sweetheart)”  Blaze เรียกว่า “สาวสวยนักสังคมนิยม (Socialist Sweetheart)” Fox News เรียกว่า “แฟนสาวเสรีนิยม (Liberal Darling)” และนักข่าวจาก The Federalist วิพากษ์วิจารณ์เธอว่าเป็นคนแปลกประหลาด แต่ ‘น่ารัก’ ขณะที่เรื่องอัตราภาษีคนรวยที่เธอพยายามขับเคลื่อน กลับได้รับความสนใจน้อยกว่าคำพูดเกี่ยวกับเพศสภาพของเธอ

นอกเกมการเมืองว่าโดนหนักแล้ว คนในสายการเมืองก็โจมตีเธอหนักไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ เอ็ดเวิร์ดโรลลินส์ (Ed Rollins) ประธาน Pro-Trump Great America เรียก AOC ว่า "เด็กหญิงตัวเล็กๆ (Little Girl)" และที่เป็นข่าวอยู่พักหนึ่ง กรณี เทด โยโฮ (Ted Yoho) จากพรรครีพับลิกันที่ด่าเธอบนขั้นบันไดของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ

โยโฮ พูดขึ้นมาว่า “น่าขยะแขยง (Disgusting)” “เธอบ้าไปแล้ว (you are out of your freaking mind)" หลัง AOC อภิปรายเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับความยากจน แถมนักข่าวละแวกนั้นยังได้ยินว่าเขาพูดว่า “ร่าน (Bitch)” ใส่เธอ

“คุณโยโฮมีภรรยา และลูกสาวสองคน ซึ่งฉันอายุน้อยกว่าลูกสาวคนเล็กของคุณสองปี และฉันก็เป็นลูกสาวของใครบางคน โชคดีที่พ่อของฉันไม่มีชีวิตอยู่เพื่อดูว่าคุณมาปฏิบัติต่อลูกสาวท่านอย่างไร”

“ฉันมาพูดเพราะต้องแสดงให้พ่อแม่ของฉันเห็นว่าฉันเป็นลูกสาวของพวกเขา และพวกเขาไม่ได้เลี้ยงดูฉันให้ยอมรับการล่วงละเมิดจากผู้ชาย การใช้ภาษาแบบนั้นต่อหน้าสื่อ คุณรู้ไหมว่า กำลังอนุญาตให้คนอื่นพูดแบบนั้นกับภรรยา ลูกสาว หรือผู้หญิงรอบตัว ซึ่งฉันต้องยืนกรานว่า มันไม่ควรเป็นที่ยอมรับ”

AOC ยังกล่าวอีกว่า “ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับความรุนแรงและภาษาที่รุนแรงต่อผู้หญิง” และคงไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงซึ่งก้าวมาอยู่ในพื้นที่สื่อเพราะทำงานด้านการเมืองต้องเผชิญเลย อันที่จริง ไม่มีใครควรต้องเผชิญกับมันทั้งนั้นแหละ

รยู โฮจอง (Ryu Ho-Jeong) ส.ส.หญิงจากพรรค Justice Party เป็นนักการเมืองเกาหลีใต้ที่อายุน้อยที่สุดในรัฐสภา และอย่างที่ทราบว่าเกาหลีใต้ยังคงเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ มีผู้แทนเพียง 19 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวเลขนั้น เธอจึงเข้าไปแสดงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงถึงอิสรภาพของผู้หญิง

มินิเดรสสีแดง แขนสั้น ผ้าพริ้ว ที่รยูเลือกใส่เข้าสภาฯ เธอบอกว่าจงใจใส่เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ขัดขวางประเพณีของชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทเหมือนกันในที่ประชุม 300 ที่นั่ง ขณะที่หญิงมีแค่ 19 เปอร์เซ็นต์ที่ได้นั่งอยู่ในนั้น

กระแสโจมตีโถมเข้าใส่ รยูถูกต่อว่าจากนักวิจารณ์ “อีกไม่นานเธอคงมาทำงานด้วยชุดบิกินี่” และ “สภาฯ เป็นบาร์หรือไง?”

“ในทุกการประชุมใหญ่ สมาชิกสภานิติบัญญัติทั้งชาย และวัยกลางคน ปรากฏตัวในชุดสูท และผูกเน็คไท ดังนั้นฉันจึงต้องการทำลายประเพณีนั้น เพราะอำนาจของสมัชชาแห่งชาติไม่ได้สร้างขึ้นจากชุดเหล่านั้นนี่คะ” รยูกล่าวกับสำนักข่าวเกาหลีใต้

ที่สำคัญพรรค Justice Party ออกแถลงการณ์ปกป้องรยู และประณามนักวิจารณ์ที่ตัดสินเธอจากรูปลักษณ์มากกว่างานของเธอว่า “เราไม่เห็นด้วยกับการแปะป้ายนักการเมืองหญิงว่าขาดคุณสมบัติโดยประเมินรูปลักษณ์ หรือภาพลักษณ์ของเธอมากกว่างานด้านกฎหมายที่เธอทำ”

รยู ชัดเจนในแนวทางของเธอ ที่ต้องการทำลายความไม่เท่าเทียม ความเข้มงวดของสังคมอนุรักษ์นิยม และอำนาจนิยมที่มากเกินไปในสังคมเกาหลี นอกจากการแต่งตัวที่ตอกย้ำอิสระทางร่างกายแล้ว เธอยังเคยเรียกร้องให้ช่างสักถูกกฎหมาย ด้วยการจัดอีเวนต์หน้ารัฐสภา ชวนคนมาติดสติกเกอร์แทททูแบบล้างออกได้ เพื่อให้คนมองว่าเรื่องสักเป็นเรื่องปกติ (ตามอ่านได้ที่ www.mirrorthailand.com/life/100174

เรื่องวิจารณ์เสื้อผ้านักการเมืองหญิง ทำให้เรานึกถึงกรณี ช่อ-พรรณิการ์ วานิช นักการเมืองหญิงที่ถูกต่อว่าเรื่องชุดใส่ไปสภาฯ และถูกนายกฯ แซว เพราะสังคมบ้านเราก็ยังมีความบ้ง และชายเป็นใหญ่ไม่แพ้ชาติอื่นเหมือนกัน

หลายคนคงจำชุดสูทออมเบรสีขาวดำแบรนด์ POEM ที่พรรณิการ์ วานิช ซึ่งตอนนั้นรับตำแหน่งเป็นโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ใส่เข้าสภาฯ กันได้ เพราะติดเทรนด์ทวิตเตอร์กันอยู่หลายวัน เนื่องจากคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์อินสตาแกรมตำหนิการแต่งกายว่าไม่เหมาะสม

“วันนี้ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอการเลือกนายกรัฐมนตรี การแสดงวิสัยทัศน์มากกว่า ดังนั้น หากจะดิสเครดิตจริงๆ ควรดูกันที่เหตุและผล ไม่ใช่เรื่องเครื่องแต่งกาย” เธอตอบกลับหมอพรทิพย์

สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สุภาพ ไม่สุภาพ เหมาะสม ไม่เหมาะสม แต่อยู่ที่ เรื่องภาพลักษณ์ของผู้หญิง ไม่ควรถูกยกมาพูดตั้งแต่แรกเลยต่างหาก เพราะสกิลการทำงานไม่ได้วัดกันที่ ‘ลุค’

นอกจากนี้เรื่องการคุกคามทางเพศก็เคยเกิดขึ้นกับพรรณิการ์ เธอเคยทวีตว่า “เข้าสภามาแค่ 2 วัน เจอผู้แทนฯชายที่ยังเคยชินกับวัฒนธรรมเดิมๆ พูดจาแทะโลมแซวผู้แทนฯหญิง หลายคน นี่คือหนึ่งในประเด็นที่ #อนาคตใหม่ ต้องการผลักดัน สภาคือสถานที่สำคัญของประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยคือคนเท่ากัน พฤติกรรมเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ จะต้องไม่เกิดขึ้นที่นี่”

ไม่ใช่แค่ผู้แทนฯชาย แต่ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดกับพรรณิการ์กลางการประชุมสภาฯ ว่า “คนสวย” ด้วยเหมือนกัน

ด้านเรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา และผู้ประสานงานขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย มีความคิดเห็นต่อบทบาทนักการเมืองหญิงในไทยว่า “มันเป็นการตอกย้ำว่านักการเมืองหญิงเป็นเพียงไม้ประดับ เนื่องจากสังคมไทยยังมองผู้หญิงแบบเหมารวมและสองมาตรฐาน เพราะในพฤติกรรมเดียวกันกับผู้ชาย ผู้หญิงจะถูกตำหนิมากกว่า เช่น ผู้ชายมีเมียน้อย สังคมมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากผู้หญิงมีผัวน้อย สังคมจะประณามหนักมาก เช่นเดียวกับความก้าวร้าวของผู้หญิง ที่ถูกมองเป็นเรื่องแย่มากกว่าผู้ชาย ฉะนั้น สังคมจึงคาดหวังผู้หญิงต้องมีมารยาทในสังคม”

ดังนั้นใครที่เถียงว่าเรื่องบทบาททางเพศไม่ได้สำคัญในบ้านเราขนาดนั้นแล้ว เราคงต้องเถียงหัวชนฝา

หนึ่งตำนานนักการเมืองหญิงไทย ที่ถูกโจมตีหนักที่สุด ตั้งแต่ด่าซึ่งๆ หน้า ลากไปถึงคุกคามคนในครอบครัว ซึ่งเราไม่พูดถึง ก็คงไม่ได้ คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนเดียวในไทยตอนนี้

ยิ่งลักษณ์ ถูกตีตราว่าเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในยุคที่มีการแบ่งสีเสื้อกันอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเอาเลนส์การเมืองออก และโฟกัสที่เพศของเธอ จะพบว่า การถูกมองว่าไร้ความสามารถและเป็นเพียงเงาของพี่ชาย ก็นับเป็นการเหยียดเพศอย่างหนึ่ง ที่สำคัญยังถูกจดจำว่าเป็นน้องสาวของอดีตนายกฯ มากกว่าการเป็นนายกฯ อีกด้วยซ้ำ

“สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ  และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน...หลักๆ คือขายบริการ ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรเหมาะแก่คุณ?” นี่คือข้อความที่ เอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงิน ผู้เคยต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ได้เคยกล่าวเอาไว้

“วันนี้เห็นบอกว่า ดร.เสรี และพี่ปองไปที่บ้านนายกฯ ผมบอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถ้าไปไล่น่ะ พี่ปองกับอาจารย์เสรีไปได้ แต่ถ้าไปล่อนะ...รอบหน้าจัดเฉพาะหนุ่มๆ หน้าตาดีๆ ส่งไปล่อให้ดีๆ แล้วได้ตัวครับ เชื่อเถอะครับ มั่นใจครับ...และมั่นใจว่าผมน่าจะติดหนึ่งในห้าสิบ เข้าไปบ้างนะ ผมว่า...ขอไปล่อเพื่อชาติหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่” จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวบนเวที กปปส.

นอกจากดูถูก และพูดวาจาล่วงละเมิดทางเพศแบบนี้แล้ว คนที่แอนตี้ยิ่งลักษณ์ ยังไปคุกคามลูกชายของเธอ (น้องไปป์) ด้วยการเป่านกหวีดใส่ ซึ่งครูใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ต้องส่งอีเมล์ถึงผู้ปกครองของนักเรียนทุกคน เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยส่วนหนึ่งของจดหมายระบุว่า “ผมรู้สึกผิดหวังที่ได้ยินว่ามีการเป่านกหวีดและมีการเรียกชื่อเด็กนักเรียนในชั้นเตรียมมัธยม และทีมงานรักษาความปลอดภัยของเด็กดังกล่าว นอกจากกรณีนี้แล้ว ยังมีกรณีของผู้อื่นที่ถูกแอบถ่ายรูปในโรงเรียน รวมถึงการทำให้ตื่นตระหนกในรูปแบบต่างๆ

ที่สุดแล้ว วาทกรรม “หญิงชั่ว” “กะหรี่” “โง่” ติดตัวยิ่งลักษณ์อย่างไม่ยุติธรรม เช่นเดิมเธอโดนดูถูกในความเป็นหญิง มากกว่าโดนวิจารณ์การทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ลองนึกภาพว่าในเพอร์ฟอร์มานซ์เดียวกัน หากยิ่งลักษณ์เป็นชาย คำวิจารณ์ต่อตัวนายกฯ คนนี้อาจเป็นไปในทิศทางอื่น ซึ่งอาจไม่มีหยิบเรื่องเพศขึ้นมาโจมตีเลยก็ได้

จาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ที่นิตยสาร Fortune เลือกให้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันดับ 1 จาก 50 คน จากทั่วโลกในปี 2021 ซึ่งไม่มีอะไรค้านสายตาสักนิด เพราะเธอเป็นนายกฯ ที่ขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้หญิง LGBTQ+ หรือความหลากหลายทางเชื้อชาติ ซึ่งสิ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับเธอ คือการยอมละทิ้งความเชื่อทางศาสนาที่เธอมีต่อศริสตศาสนานิกายมอร์มอน เพราะนิกายนี้แอนตี้การแต่งงานในเพศเดียวกัน รวมถึงบอกกับครอบครัวมุสลิมที่เป็นเหยื่อการก่อการร้ายว่า “เราไม่สามารถรู้ถึงความเจ็บปวดของพวกคุณ แต่เราสามารถเดินร่วมไปกับคุณในทุกก้าว”

ทว่าเมื่อมีชื่ออาร์เดิร์นอยู่ในบทความนี้ แสดงว่าเธอก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองหญิงที่ไม่อาจหลบหลีกอคติทางเพศได้อยู่ดี

ชาร์ลส์ วูลีย์ (Charles Wooley) นักข่าวรายการ 60 Minutes ของออสเตรเลีย สัมภาษณ์อาร์เดิร์นออกรายการ แต่ในช่วงเกริ่นนำ เขาแสดงความเกลียดชังผู้หญิงคนอื่นๆ ผ่านคำพูดของเขา “ผมเคยได้พบกับนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่ไม่มีใครอายุน้อย ฉลาด หรือมีสเน่ห์สักคน” ก่อนกล้องจะแพลนไปที่อาร์เดิร์น จนชาวนิวซีแลนด์แสดงความไม่พอใจในคำพูดเหยียดของเขา

แค่นั้นยังไม่พอ อาร์เดิร์นถูกถามเรื่องส่วนตัว มากกว่าคำถามทางการเมืองที่เธออยากแสดงทัศนะ และโดนนักข่าวชายคนดังกล่าวหยอกล้ออย่างไม่มีมารยาทว่า “คำถามทางการเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่งที่อยากจะถามคุณ…คือวันที่ครบกำหนดคลอดลูกคือวันไหนนะครับ” เมื่ออาร์เดิร์นตอบวันที่ไป เขาก็พูดอีก “มีคนจำนวนมากที่รอนับถอยหลังการมีเซ็กซ์อีกครั้ง”

จริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้ชายเหยียดผู้หญิง แต่ผู้หญิงเหยียดผู้หญิงด้วยกันเองก็มีเหมือนกัน เพราะอาร์เดิร์นก็ถูกผู้หญิงโจมตีอยู่หลายครั้ง พอลล่า เบนเน็ต (Paula Bennett) รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคม พูดใส่กลางสภาฯ ว่า “รูดซิปปากซะ ที่รัก (Zip it, sweetie)”  และโดน แม็กกี้ แบร์รี่ (Maggie Barry) สมาชิกพรรค National Party แนะนำว่าอาร์เดิร์นไม่มีคุณสมบัติที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง โดยถามกลับว่า “คุณมีลูกกี่คนกัน อย่าทำตัวมีค่าให้มากนักเลย แม่ดอกไม้”

จะเห็นได้ว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงในการเมืองนั้นแทบไม่มี อาร์เดิร์นมักถูกคุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวอย่างเรื่อง ‘ลูก’ หรือ ‘สามี’ ขึ้นมาอีกหลายครั้ง ราวกับการเป็นแม่และเป็นภรรยากลายเป็นข้อจำกัดไม่ให้เธอสามารถเป็นอย่างอื่นได้ดีเสียอย่างนั้น

การล่วงละเมิดทางเพศ และปล่อยเฟคนิวส์เรื่องเซ็กซ์ใส่นักการเมืองหญิง เป็นปัญหาน่าเป็นห่วงในญี่ปุ่น เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างเพศของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีผู้หญิงเพียง 9.9 เปอร์เซ็นต์ ในสภาฯ

มารี ยาสุดะ (Mari Yasuda) นักการเมืองหญิงญี่ปุ่นจากพรรค Constitutional Democratic Party of Japan กลัวที่จะเข้าโซเชียลมีเดีย เนื่องจากรายการทีวีเรียกผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเธอว่าเป็น “คนที่ต้องจับตามอง” ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่น เป็นไปตามที่ยาสุดะกลัว เธอถูกผู้สื่อข่าวนิรนามบอกว่าในฐานะที่เป็นผู้หญิง เธอไม่ควรลงสมัครรับเลือกตั้งในรัฐสภาตั้งแต่แรก และคุกคามทางเพศเธอ

“พวกเขากล่าวหาว่าฉันนอนกับผู้ชายที่มีอำนาจเพื่อความก้าวหน้า หรือโทรมาที่สำนักงานเพื่อแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม และฉันก็ได้รับอีเมลจากผู้ชายที่พูดถึงรูปร่างหน้าตาของฉัน หรือขอนัดเดท” ยาสุดะว่า

นี่คือความจริงของนักการเมืองหญิงในญี่ปุ่น ที่ถูกคุกคามทางเพศ ซึ่งยาสุดะไม่ใช่คนเดียวที่โดน เพราะเมื่อต้นปี 2564 สำนักงานคณะรัฐมนตรีเปิดเผยว่านักการเมืองหญิง และผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศ รวมถึงการสัมผัส และคำพูดที่ไม่เหมาะสมโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาย ซึ่งจากการสำรวจสมาชิกสภาท้องถิ่นที่เป็นผู้หญิงจำนวน 1,247 คน มีถึง 57.6 เปอร์เซ็นต์ (ยังไม่รวมคนที่อาจจะไม่กล้าเปิดเผยอีกนะ) ที่กล่าวว่าถูกคุกคามทางเพศโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สนับสนุน หรือสมาชิกสภาคนอื่นๆ

“มีอีกหลายพื้นที่ในชีวิตชาวญี่ปุ่น ที่ผู้หญิงมีบทบาทน้อย และรู้สึกว่าไม่สามารถแสดงออกได้ แต่สิ่งนี้ (การคุกคามทางเพศ) มันแพร่หลายมากทางการเมือง” นอกจากยาสุดะจะลุกมาพูดเรื่องการคุกคามทางเพศแล้ว เธอยังตั้งคำถามต่อจำนวนผู้สมัครเลือกตั้งหญิงที่ถูกเลือกเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ จากผู้สมัคร 1,051 คน ซึ่งขัดแย้งกับบทบัญญัติในปี 2018 ของกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศที่ส่งเสริมให้ฝ่ายต่างๆ เลือกผู้สมัครทั้งชาย และหญิงในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน

“ถ้าคนธรรมดารู้สึกว่าการเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเขามากขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงจะได้รับเลือกมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกห่างไกลจากนักการเมือง ราวกับว่าการเมืองเป็นเรื่องของคนที่มี ‘สิทธิพิเศษ’…และในกรณีของญี่ปุ่น คือชายวัยกลางคน และผู้สูงอายุ”

อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี นานถึง 16 ปี ชนะการเลือกตั้งติดต่อกัน 4 ครั้ง โดยเป็นนายกฯ นานที่สุดอันดับสองของประเทศ ก่อนจะโบกมือลาเก้าอี้ และนิตยสาร Forbes ยกให้เธอเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกติดต่อกัน 10 ปี แมร์เคิลเด่นชัดในนโยบายที่มีความเป็นมนุษย์สูง ความเป็นมนุษย์ในที่นี้ หมายถึง เข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งการเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากวิกฤตในบอลข่านเข้าประเทศเกือบล้านคน และให้ที่พักพิงแก่ชาวซีเรียที่หนีภัยสงครามกลางเมือง ขณะที่หลายประเทศในยุโรปไม่ได้ยื่นมือช่วย

ถึงแมร์เคิลจะเป็นตำนานนักการเมืองหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แต่ก่อนคนจะยอมรับว่าเธอเก่ง ฉลาด และสมมงนายกฯ จนคนเลือกเธอติดกันหลายสมัย แต่ก่อนหน้านั้นอคติทางเพศก็เรียกร้องให้เธอต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เป็นเวลานาน

ในช่วงปี 1990 เธอเข้ามาในแวดวงการเมืองในฐานผู้หญิงจากเยอรมนีตะวันออกท่ามกลางนักการเมืองชายเยอรมนีตะวันตก ทำให้เธอโดนดูถูก และพวกเขาประเมินความสามารถของเธอเอาไว้ต่ำทีเดียว

คนในสภาฯ โจมตีแมร์เคิลเรื่องภาพลักษณ์ ตามที่ ริต้า ซึสส์มุธ (Rita Süssmuth) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีระหว่างปี 1988 ถึง 1998 บอกว่าตอนนั้นมีการอภิปรายเกี่ยวกับทรงผม ลักษณะภายนอก การแสดงออกทางสีหน้า การขยับมือ และอีกมากมาย ที่มากกว่าการถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อหาทางการเมือง และคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยในสภาฯ คือ “ผู้หญิงคนนั้นจะทำได้เหรอ?”

ปี 2004 หนังสือพิมพ์ Die Presse ของออสเตรีย เขียนถึงแมร์เคิล ว่าทำไมเธอต้องเผชิญกับสื่อที่โจมตีเธอว่า “เพราะเธอเป็นผู้หญิง และมาจากตะวันออก และนั่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันทางการเมืองที่ชายชาวเยอรมันตะวันตกจะยินดี”

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2005 สื่อเยอรมนีวิเคราะห์รูปลักษณ์ภายนอกของแมร์เคิล เริ่มจากมุมปาก ทรงผม และปิดท้ายด้วยกางเกงใน ซึ่งจะมีนักการเมืองชายที่ไหนโดนล่วงเกินไปถึงกางเกงในแบบนี้ล่ะ จริงไหม?

ที่สำคัญชาวเยอรมันยังล้อชื่อของมาร์เคิลเป็น Mutti หรือ แม่ ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้เราอาจจะมองว่าคำว่าแม่ เป็นคำเรียกทั่วไป ที่เพื่อนเรียกกัน แต่เดิมทีในยุคนั้นมันเป็นคำเย้ยหยันที่หัวโบราณมากทีเดียว

ผลัดเปลี่ยนจากยุคแมร์เคิล มาถึงนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ แอนนาลีน่า แบร์บอค (Annalena Baerbock) ที่แม้เธอจะไม่ได้รับตำแหน่งนายกฯ คนปัจจุบันแทนแมร์เคิล แต่เรื่องราวการกีดกันทางเพศ และถูกโจมตีด้วยเรื่องเพศก็เกิดขึ้นกับเธอเช่นกัน

ไม่นานหลังประกาศว่า แบร์บอค จากพรรคกรีน (Green Party) เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โลกออนไลน์เต็มไปด้วยคอมเมนต์กังขาว่า แม่ลูกสองคนนี้จะมาเป็นนายกฯ ได้เหรอ ไม่ใช่แค่ในฐานะแม่ แต่ด้วยอายุที่น้อยกว่าแมร์เคิลมาก ทำให้เธอถูกกังขาเรื่องประสบการณ์

แถมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดใน CV หรือประวัติย่อๆ ของเธอ เช่น การชี้แจงเรื่องรายได้ที่ล่าช้า มีข่าวเรื่องการลอกเลียนเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลโดยไม่ให้เครดิตในหนังสือของเธอเรื่อง ‘Now. How We Renew Our Country’ ข้อผิดพลาดของเธอครั้งนี้ทำให้เธอโดนโจมตีมากขึ้นไปอีก

การวิจารณ์เรื่องความผิดของนักการเมืองเป็นเรื่องที่พูดได้ เราทราบกันดีอยู่ แต่สำหรับนักการเมืองหญิง เรื่องไม่เคยจบแค่สิ่งที่เธอผิด เพราะลามปามไปถึงการตัดต่อภาพของแบร์บอคเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ รวมถึงภาพถ่าย Deepfake ซึ่งตัดต่อหน้าของเธอไปเผยแพร่ และส่งต่อผ่าน Telegram ซึ่งคนที่ทำเรื่องแบบนี้ ก็คือกลุ่มขวาจัดที่เกลียดชังเธอ

การสำรวจโดย Report München พบว่า 87 เปอร์เซ็นต์ ของนักการเมืองหญิงเยอรมันพบความเกลียดชัง และการคุกคามเกือบทุกวัน และ 57 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเพื่อโจมตีทางเพศ

เราคงต้องถามซ้ำอีกครั้ง ว่าหากนักการเมืองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพศหญิง พวกเธอจะยังต้องเผชิญกับอคติเหล่านี้หรือไม่? เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นภาพตรงกัน



อ้างอิง:

https://abcnews.go.com/GMA/News/womens-groups-sexist-attacks-stop-kamala-harriss-historic/story?id=72329604

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-53521143

https://www.bbc.com/thai/international-54451261 

https://www.bbc.com/thai/international-58664545

https://www.bbc.com/worklife/article/20210108-why-do-we-still-distrust-women-leaders

https://www.fairobserver.com/region/europe/kiran-bowry-angela-merkel-annalena-baerbock-female-politicians-sexism-germany-elections-news-12661/ 

https://www.independent.co.uk/news/world/asia/south-korea-mp-dress-parliament-sexism-ryu-ho-jeong-a9659391.html

https://www.matichon.co.th/lifestyle/social-women/news_1522965

https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1525252


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/103652

https://prachatai.com/journal/2016/05/65555

https://www.sanook.com/news/1352146/

https://siamrath.co.th/n/92969

https://slate.com/news-and-politics/2019/01/alexandria-ocasio-cortez-sexism-female-politicians-looks-beauty.amp

https://thaipublica.org/2021/05/pridi247/


https://www.theguardian.com/world/2018/feb/26/sexist-creepy-jacinda-ardern-60-minutes-interview-angers-new-zealand

https://www.theguardian.com/world/2021/oct/27/being-a-woman-in-japanese-politics

https://theprint.in/pageturner/excerpt/zip-it-sweetie-pm-jacinda-ardern-had-to-face-sexism-not-just-from-men-but-women-too/664914/

https://thestandard.co/joe-biden-and-kamala-harris-condemn-us-officer/

https://www.voicetv.co.th/read/ommwAQ1R4 

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

อคติทางเพศที่นักการเมืองหญิงต้องเผชิญ

culture

อคติทางเพศที่นักการเมืองหญิงต้องเผชิญ

MIRROR'sGuide