LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความสุภาพหรือน่ารักในตอนแรกหรอก” Cate Blanchett

เคต บลันเชตต์ เคยรับบทเป็นราชินีเอลิซาเบธที่ 1, เป็นเทพีสงครามในจักรวาลมาร์เวล, เป็นหนึ่งในแก๊งนักต้มตุ๋นที่หวังโจรกรรมเพชรน้ำงาม, เป็นหญิงสาวตกอับที่จมไม่ลงจนชีวิตพินาศ, เป็นแม่และเป็นเมียที่กำลังต้องหย่ากับผัวเพราะตัวเองไปแอบรักหญิงสาวอีกคนหนึ่ง และล่าสุด เธอรับบทเป็น ฟิลลิส ชลาฟลาย นักกิจกรรมหญิงขวาจัดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่มีส่วนในการสั่นคลอนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีคลื่นลูกที่สองอย่างรุนแรงในยุค 70s

บทบาททั้งหมดทั้งมวลส่งให้บลันเชตต์กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงแถวหน้าที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในอุตสาหกรรม เธอเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งสิ้นเจ็ดครั้ง และคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงกลับบ้านด้วยกันสองครั้งจาก The Aviator (2004), Blue Jasmine (2013) ดังนั้น การมารับบทเป็นนักกิจกรรมหญิงที่คนอเมริกันทั้งรักทั้งชังอย่างชลาฟลายในมินิซีรีส์ Mrs. America (2020) จึงทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจอีกครั้งในรอบสองสามปีที่ผ่านมา และสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ มันเป็นบทบาทที่เปิดโอกาสให้เธอได้สำรวจและเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของผู้หญิง ทั้งในมุมมองของชลาฟลายและตัวเธอเองด้วย

ที่ผ่านมา บลันเชตต์เป็นหนึ่งในนักแสดงที่เรียกร้อง และออกมาแสดงความเห็นเรื่องความเท่าเทียมในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอยู่เสมอ โดยครั้งที่สั่นสะเทือนวงการมากที่สุดครั้งหนึ่งคือ กระแส #Metoo ในเดือนตุลาคม 2017 เมื่ออดีตโปรดิวเซอร์ยักษ์ใหญ่ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โดนแฉว่าเคยล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงนับร้อยชีวิต ในจำนวนนั้นเป็นนักแสดงชื่อดังมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่ออกมาเปล่งเสียงของพวกเธอเพื่อให้รู้ว่าจะไม่ยอมจำนนต่อความเงียบและความกลัวอีกต่อไป บลันเชตต์เองก็เช่นกัน เธอเปิดเผยเรื่องราวการเผชิญหน้ากับไวน์สตีนสมัยที่เธอยังเป็นนักแสดงไร้ชื่อเสียงจากออสเตรเลีย บ้านเกิดของเธอ และกำลังหาที่ทางในฮอลลีวูดอยู่

"ฉันว่าเขาเสาะหาคนที่ดูเปราะบางตลอดเวลา ก็คงเหมือนพวกนักล่าทั่วไปนั่นแหละ" เธอบอก "ฉันไม่ค่อยรู้สึกชอบใจเขาเท่าไร เพราะเขาพูดใส่หน้าฉันว่า 'ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอนะ' เสมอเลย เป็นเพราะว่าฉันไม่ยอมทำตามสิ่งที่เขาอยากให้ฉันทำน่ะ"

แรงสะเทือนจาก #Metoo ทำให้หลายคนลุกมาตั้งคำถามต่อการถูกคุกคามของผู้หญิงในแวดวงอื่นๆ บลันเชตต์ชี้ว่า "เราไม่กลับไปที่เดิมแล้วล่ะ ประเด็นนี้มันเต็มไปด้วยเรื่องราวเฉพาะตัวของผู้หญิงหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายสถานที่ กินระยะเวลาตั้งเป็นสิบปี สิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปจากแต่ก่อนคือมันเต็มไปด้วยเรื่องเล่า ด้วยการเคลื่อนไหวของคนที่เผชิญเรื่องราวแบบเดียวกันจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย"

ขยับมาจากเรื่องการคุกคามทางเพศในแวดวงฮอลลีวูด บลันเชตต์ยังตั้งคำถามถึงเรื่องค่าแรง และพื้นที่ของเหล่าคนทำงานหญิงในแวดวงนี้ -ไม่เพียงแต่นักแสดง หากยังรวมถึงกลุ่มคนทำงานเบื้องหลังซึ่งแทบไม่เคยมีพื้นที่สื่อในการออกมาเรียกร้องสวัสดิภาพของตัวเอง- "ก่อนหน้านี้ฉันไปร่วมโปรเจกต์เจ๋งๆ มาโปรเจกต์หนึ่ง แล้วต้องถ่ายภาพโปสเตอร์กันซึ่งจู่ๆ ฉันก็บอกทุกคนไปว่า 'ขอโทษทีนะ แต่ฉันเดาได้เลยล่ะว่าภาพมันจะออกมาเป็นแบบไหน' ฉันรู้อยู่แก่ใจเลยว่ามันต้องออกมาเป็นภาพที่ฉันยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนนักแสดงชาย มีชื่อพวกเราตัวเบ้อเร่อวางอยู่ข้างใต้ ตอนนั้นแหละที่ฉันเริ่มตระหนักถึงมูลค่าของตัวเอง จริงๆ มันเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก แต่ฉันไม่ได้ถูก 'ขาย' ในมูลค่าเดียวกันกับเพื่อนนักแสดงชาย ทั้งที่เราต่างก็ทำงานหนักเท่ากัน จำไม่ได้หรอกว่าทำไมฉันจึงได้รับค่าตอบแทนไม่เท่าเขา แต่พอไม่มีใครพูดอะไร ฉันจึงไม่ได้ลงมือทำอะไรด้วย

"และนี่แหละค่ะคือเรื่องที่ยากมากๆ เพราะมันมักจะมีนักแสดงหญิงที่พูดเรื่องค่าตอบแทนแล้วถูกด่าว่ากลับมาเสมอ ทำนองว่า 'นี่กล้าดียังไงมาพูดเรื่องเงินทองกัน' นึกถึงสิ่งที่ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เจอสมัยที่เธอออกมาพูดเรื่องนี้สิ โดนด่าว่าโอหังแถมยังละโมบ นี่สมมติว่าถ้าพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมขุดน้ำมัน -ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันหรือวงการธนาคาร- ที่มีอัตราการกระจายกำไรอย่างทั่วถึง เช่นหากนักแสดงสักคนมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำโปรเจกต์ใดๆ ก็ตาม พวกเขาก็สมควรได้รับค่าตอบแทนตามนั้น และหากว่าค่าตอบแทนที่เราได้รับมันแตกต่างกันออกไปเพราะเรื่องเพศ มันก็ไม่ไหวแล้ว เพราะมันเป็นตัวบ่งชี้ว่าเรามีคุณค่ามากแค่ไหนกับงานนี้ แล้วเราต่างก็อยากมีคุณค่าในงานของตัวเองทั้งนั้นใช่ไหม"

บลันเชตต์นิยามตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เธอสนใจเรื่องสิทธิของผู้หญิงตลอดจนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรีในระลอกต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน "ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมการเรียกตัวเองเป็นเฟมินิสต์จึงดูมีตราบาปอะไรมากมายขนาดนั้น เพราะมันก็คือการเรียกร้องความเท่าเทียมโดยตรง ไม่ได้ไปสร้างอำนาจนำให้ผู้หญิงเป็นใหญ่กว่า แม้ว่าที่ผ่านมาเราต้องสู้รบตบมืออยู่ภายใต้ระบบปิตาธิปไตยมาตั้งเป็นพันๆ ปีก็ตาม”

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของสตรีในแวดวงฮอลลีวูด (และอาจจะรวมถึงทั่วโลก) ดูจะยังเป็นเรื่องที่ต้องสู้กันต่อไปอีกยาวนาน โดยเฉพาะหากมองในแง่ที่ว่า ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนของคนทำงานผู้หญิง รวมทั้งเพศหลากหลายนั้นดูจะยังไม่ใกล้กันกับคำว่าเท่าเทียมแม้แต่น้อย "การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างมันไม่ได้เกิดขึ้นจากความสุภาพหรือน่ารักในตอนแรกหรอก เวลานี้ฉันรู้สึกว่าเขื่อนมันแตกออก เหมือนว่าจริงๆ เขื่อนนี้มันมีรอยปริร้าวมานานมากๆ เราแค่พยายามอุดรูมันไปเรื่อยๆ ด้วยการบอกกันและกันว่า 'แค่นี้เราไหวน่า' แต่มันไม่ใช่แค่ผู้หญิงไง มันเป็นเรื่องของผู้ชายด้วย"

และแม้หนทางในการเรียกร้องความเท่าเทียมของบลันเชตต์อาจจะดูอีกยาวไกล หากแต่มองในภาพรวม เราคงเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นแล้ว อย่างช้าๆ และหนักแน่น ซึ่งนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บลันเชตต์ยังออกมาพูดและเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เสมอ "เพราะถ้าฉันไม่ใช้เสียงของตัวเองในการเปลี่ยนแปลง หรือผลักดันคนอื่นๆ ฉันคิดว่านั่นน่ะแสนจะเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดเลยล่ะ" เธอว่า

Author

MAN ON FILM

Content Creator

Related Stories

ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง  หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

life

ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

BY KIMBEEL 24 JAN 2022

MIRROR'sGuide