LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

เสียหายกันไปเท่าไหร่เพื่อสุดยอดการแสดง เมื่อผู้กำกับชายใช้อำนาจกับนักแสดงหญิงจนเข้าขั้นคุกคาม

คุณจะรู้สึกยังไง ถ้าการแสดงสุดเรียลที่เคยชื่นชม แลกมากับสุขภาพจิตและชีวิตที่พลังทลายของนักแสดงคนนั้น

"ผมกับมาร์ลอน (แบรนโด) กำลังกินอาหารเช้ากันอยู่ที่แฟลตที่ผมถ่ายหนังอยู่ มีขนมปังและก้อนเนยวางอยู่ เรามองหน้ากัน และไม่ต้องพูดสักคำ พวกเราก็รู้กันว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเราต้องการ" เบอร์นาโด แบร์โตลุชชี ผู้กำกับชาวอิตาเลียนกล่าวถึงเช้าวันถ่ายทำฉากข่มขืนทางประตูหลังอันลือลั่นใน Last Tango in Paris (1972) 

มันเป็นฉากหนุ่มใหญ่มีอะไรกับสาววัย 19 ที่แสดงโดยมาเรีย ชไนเดอร์ เธอออกมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกในปี 2000 ว่าแม้จะไม่ได้ถูกข่มขืนหรือมีเซ็กส์เกิดขึ้นจริงตอนถ่ายทำ แต่ที่เธอไม่รู้มาก่อนว่าพวกเขาจะถ่ายทำฉากนั้นและจะใช้เนยเป็นสิ่งหล่อลื่น ก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับโดนข่มขืนและร้องไห้ออกมาจริงๆ ตอนนั้นเธอก็เด็กเกินกว่าจะรู้ว่าควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้นอย่างไร หลังจบการถ่ายทำ ชไนเดอร์ติดยาและพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง เป็นเวลาหลายปีกว่าจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้

สิ่งที่เธอพูดในปีนั้นและอีกครั้งในหลายปีผ่านมาแทบไม่มีคนรับฟัง จนกระทั่งคลิปในยูทูปที่แบร์โตลุชชีไปบรรยายที่ Cinémathèque Française ในปี 2013 (ว่าทำเพราะอยากได้การแสดงที่สมจริง) ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในปี 2016 ทำให้เห็นว่า ระหว่างผู้กำกับชายและนักแสดงหญิง ไม่ได้มีแค่การล่วงละเมิดทางเพศในชีวิตจริงอย่างที่ได้ยินกันบ่อยๆ แต่ยังมีการล่วงละเมิดทางร่างกายและจิตใจในช่วงเวลาทำงาน โดยใช้อำนาจในตำแหน่งนั้นเป็นเครื่องมือเอาเปรียบอีกฝ่ายด้วย

กรณีอื่นที่อื้อฉาวก็เช่นสแตนลีย์ คูบริค กับนักแสดงสาว แชลลีย์ ดูวาล ใน The Shining (1980) ที่คูบริคสั่งไม่ให้คนในกองถ่ายคุยกับเธอเพื่อสร้างแรงกดดัน และเธอยังต้องเล่นฉากเดิมซ้ำถึง 127 เทคจนสติแตก เขาต้องการใช้ประโยชน์จากอาการของเธอเพื่อให้ได้การแสดงที่สุดขั้ว นอกจากนี้เขายังเคยให้นิโคล คิดแมน เล่นฉากเปลือยใน Eyes Wide Shut (1999) หลายสิบเทค ทั้งที่เป็นฉากเล็กๆ ที่ปรากฏน้อยมาก แต่เอาเข้าจริงกรณีของคูบริคนั้นก็ยังคาบเส้น เพราะหลายคนก็มองว่าเป็นวิธีกำกับที่เขาทำกับนักแสดงแทบทุกคนไม่เกี่ยงเพศ และนิโคล คิดแมน ก็เคยออกมาพูดว่าเธอตกลงเรื่องฉากเปลือยทั้งหมดกับคูบริคก่อนแล้ว เธอจึงรู้สึกปลอดภัยขณะถ่ายทำ แต่มันก็ทำให้เกิดคำถามที่ว่าต้องทำขนาดนี้เลยจริงไหม?

ส่วนผู้กำกับคนอื่นที่มีวิธีการทำงานแบบอยู่บนเส้นบางๆ นี้และใช้ข้ออ้างว่าทำเพื่อให้ได้สุดยอดการแสดงก็เช่น อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก, ลาร์ส วอน เทียร์, เควนติน ทารันติโน และคิมคีด็อก อย่างไรก็ดี กรณีระหว่างผู้กำกับและนักแสดงที่เกิดขึ้นอย่างคลุมเครือและดูจับต้องไม่ได้เช่นนี้ยังไม่เป็นที่พูดถึงในวงกว้างเท่าที่ควร นำไปสู่หลายปมปัญหาที่เรามองเห็น

1) อำนาจของผู้กำกับชายในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นแข็งแกร่งจนผู้ถูกกระทำไม่ค่อยกล้าออกมาเปิดโปงหากไม่มีคนกล้าเปิดก่อน และผู้กระทำเองก็ไม่ได้คิดว่าการกระทำนั้นผิดหรือรู้สึกผิดจริงๆ ดูจากการให้สัมภาษณ์ในแต่ละครั้งที่พวกเขามักจะอ้างผลลัพธ์ที่ดีเกินบรรยาย และอ้างว่าหากใช้วิธีอื่นจะไม่มีวันได้การแสดงนั้นมา 

แต่สัญญาณที่ดีคือตอนปี 2016 เหล่านักแสดงฮอลลีวูดทั้งชายหญิงออกมาแสดงตัวสนับสนุนชไนเดอร์กันเป็นเสียงเดียวโดยเฉพาะในทวิตเตอร์ ส่วนกรณีของคิมคีด็อกที่เคยตบนักแสดงหญิงเพื่อให้เล่นฉากเซ็กส์ที่ไม่อยู่ในบท จบลงที่เขาแพ้คดีและถูกปรับ นักข่าวบางส่วนมองว่าเป็นตัวอย่างการเรียกร้องที่ประสบความสำเร็จ และแม้การเสียชีวิตของคิมคีด็อกในปีที่แล้วจะทำให้ผู้คนบางส่วนย้อนชื่นชมผลงานของเขา แต่นักข่าวและหน่วยงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ในเกาหลีใต้ก็ยังไม่ลืมว่าเขาปฏิบัติกับนักแสดงอย่างไร จึงแทบไม่นำเสนอข่าวเชิดชูเขา

2) แนวคิดที่ว่าการแสดงที่ดีคือการแสดงที่จริงระดับที่นักแสดงต้องยอมแลกทุกสิ่ง ซึ่งอาจต้องถูกตั้งคำถามได้แล้ว ในโลกของงานสร้างสรรค์ เรามักจะเห็นการแสดงแบบ method acting ที่นักแสดงลดน้ำหนัก อดอาหาร เพิ่มน้ำหนัก หรือลองใช้ชีวิตเป็นตัวละครนั้นเป็นเวลานานหรือตลอดเวลา เพื่อให้การแสดงนั้นดู 'จริง' 

แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ใช้การได้ แต่หากนักแสดงถูกกดดันให้ต้องทำโดยไม่สมัครใจ (ยิ่งเป็นฉากเปลือยหรือฉากเซ็กส์) สุดยอดการแสดงนั้นย่อมได้มาอย่างผิดๆ นักแสดงหญิงเหล่านี้ไม่ได้ตกลงทำตามวิธีการนั้น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเกิดขึ้น ฉะนั้นการแสดงที่ 'ดูจริง' ในสายตาผู้กำกับ (แต่ก็ไม่จริงอยู่ดี) จะมีคุณูปการต่อวงการแค่ไหน มันอาจไม่ใช่ประเด็นมากไปกว่าการปฏิบัติต่อมนุษย์คนหนึ่งอย่างไม่ใส่อกใส่ใจ

3) การล่วงละเมิดทางจิตใจอาจไม่ได้รุนแรงน้อยกว่าการล่วงละเมิดทางร่างกาย กรณีเหล่านี้ชวนให้นึกถึงความรุนแรงในครอบครัวที่เมื่อไม่มีรอยฟกช้ำก็เหมือนกับไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นและไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมไปเอาผิดทางกฎหมาย (หรือเอาผิดได้แต่กระบวนการอาจซับซ้อนกว่า) ทั้งที่ฝ่ายหนึ่งอาจทำความรุนแรงทางวาจากับอีกฝ่ายอยู่ทุกวัน ซึ่งผู้กระทำนั้นอาจเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ได้ และเป็นคนในวงการใดก็ได้ เพียงแต่ในวงการบันเทิงนั้นเห็นชัดว่าเป็นฝ่ายชายเสียส่วนมาก และนั่นก็คงต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานในการจัดการแก้ไข

แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะทำได้คือการยืนกรานว่า แม้ผู้กำกับจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของหนัง แต่นักแสดงในฐานะคนทำงานก็มีอำนาจในการต่อรองและรักษาสิทธิของตนเช่นกัน

อ้างอิง : deadline, vox, indiewire, buzzfeednews


Related Stories

Maeve Wiley สาวแสบ เก๋า และห้าวหาญ แห่ง Sex Education

culture

Maeve Wiley สาวแสบ เก๋า และห้าวหาญ แห่ง Sex Education

BY MAN ON FILM 26 SEP 2021

MIRROR'sGuide