LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

ชวนอัปเดตความเข้าใจ วิธีคุมกำเนิดแบบไหนได้ผลดีที่สุด และแบบไหนเข้าถึงได้ ‘ฟรี’ บ้าง

การคุมกำเนิดยังคงเป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตใครหลายคน และเนื่องใน ‘วันคุมกำเนิดโลก’ ที่เพิ่งผ่านมา (26 กันยายน) เราจึงอยากชวนคุยถึงวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ ว่าตอนนี้เรามีทางเลือกแบบไหนบ้าง และแต่ละแบบนั้นมีประสิทธิภาพมาก-น้อยแค่ไหน

ประสิทธิภาพที่ว่านี้ วัดกันที่จำนวนครั้งของความผิดพลาด แบบไหนมีคนใช้แล้วพลาดน้อยเท่าไหร่ นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงเท่านั้น ซึ่งเราได้รวบรวมทั้งประสิทธิภาพ ข้อดี ข้อเสีย ราคาของมัน รวมถึงสวัสดิการที่รัฐมีให้ ณ ตอนนี้ เผื่อใครจะได้ลองพิจารณาและเลือกวิธีที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

ก่อนจะไปดูรายละเอียดของแต่ละวิธี เราคงต้องบอกว่าจากทั้ง 12 อันดับวิธีคุมกำเนิดที่ยกมา ถ้าอยากได้ประสิทธิภาพสูงสุด ภาระยังคงตกอยู่ที่เพศหญิงเป็นหลัก นั่นทำให้มีการคิดค้น ‘ยาคุมกำเนิดชาย’ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและน่าจะมีขายในท้องตลาดเร็วๆ นี้ ซึ่งหากยาคุมกำเนิดชายมาถึง อันดับที่เรายกมาก็น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงและทางเลือกของคนก็น่าจะหลากหลายมากขึ้นด้วย 

และเมื่อทำร่วมกัน เราก็ควรรับผิดชอบร่วมกันเพื่อจะป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แม้จะเลือกวิธีคุมกำเนิดกันได้แล้ว แต่มันก็ไม่ควรเป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ขณะที่เพศหญิงควรได้เลือกสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในร่างกายและส่งผลต่อฮอร์โมนของตัวเอง ผู้ชายก็ควรเป็นฝ่ายเสริมทัพในการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นความแม่นยำและฟังก์ชั่นในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย 

ที่สำคัญคือที่เราพูดมาทั้งหมดมันมาพร้อมค่าใช้จ่าย ดังนั้นสวัสดิการรัฐจึงควรมีให้ทั้งสองฝ่าย และบางบริการก็มีสวัสดิการแล้วตามที่เราได้รวบรวมมา (ผู้สนใจสามารถจองสิทธิได้ผ่านแอปเป๋าตังเป็นหลัก) ทีนี้แล้วเราลองมาดูอันดับความปังของประสิทธิภาพการคุมกำเนิดและรายละเอียดของแต่ละชนิดกัน


อันดับ 1 การฝังยาคุมกำเนิด / ประสิทธิภาพ 99.95% 

ข้อดี : เป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ณ เวลานี้ / ไม่รบกวนการมีเพศสัมพันธ์ใดๆ รวมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลรักษา / สามารถคุมกำเนิดได้ในตลอดระยะเวลา 3 และ 5 ปี และเมื่อหยุดใช้ก็สามารถกลับมาอยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ได้ในทันที 

ข้อเสีย : คนที่ฝังอาจรู้สึกแปลบๆ ในบริเวณที่ฝังยาเอาไว้ และมีคนที่อาจเกิดอาการแพ้ยาคุมหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาคุมได้ (และต้องบอกตรงนี้ว่าผลข้างเคียงเป็นสิ่งที่เกิดได้กับยาคุมกำเนิดทุกประเภทที่เข้าไปในร่างกายผู้หญิง)

ราคา : 2,500 - 7,000 บาท ต่อครั้ง

สวัสดิการ : หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ฝังฟรี / หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่เพิ่งเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์ ฝังฟรี 

อันดับ 2 ห่วงอนามัย IUD / ประสิทธิภาพ 99.8 - 99.2%

ข้อดี : มีประสิทธิภาพสูง และมีอายุการใช้งานยาวนาน คือ 3-10 ปี / ไม่รบกวนการมีเพศสัมพันธ์

ข้อเสีย : ต้องหมั่นสังเกตเส้นด้ายที่ต่อออกมาจากห่วงอนามัย หรือต้องพบแพทย์เพื่อตรวจดูสม่ำเสมอ เพราะเมื่อด้ายหลุด จะสูญเสียคุณสมบัติการคุมกำเนิดทันที / ผู้ใช้อาจเสี่ยงติดเชื้อภายในช่วง 3 สัปดาห์แรก แต่พบได้น้อย

ราคา : 3,000 - 10,000 บาท ต่อครั้ง

สวัสดิการ : หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ใส่ห่วงคุมกำเนิดฟรี / หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่เพิ่งเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์ ใส่ห่วงคุมกำเนิดฟรี 

อันดับ 3 ยาคุมกำเนิดแบบฉีด / ประสิทธิภาพ 94% 

ข้อดี : มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง / ไม่กระทบการมีเพศสัมพันธ์ / ราคาไม่สูงมาก ฉีดสะดวก / อายุการใช้งานอยู่ในระดับกลางๆ มีทั้งแบบ 1 เดือน และ 3 เดือน 

ข้อเสีย : จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดเป็นประจำ / หากเกิดอาการแพ้ หรือมีผลข้างเคียง จำเป็นต้องรอให้ฤทธิ์ของยาคุมหมดไปเอง 

ราคา : 150 - 795 บาท ต่อครั้ง

สวัสดิการ : สิทธิฉีดยาคุมกำเนิดฟรี สำหรับหญิงอายุ 10-59 ปี ไม่เกินปีละ 5 ครั้ง

อันดับ 4 ยาคุมกำเนิดแบบแผง รายเดือน / ประสิทธิภาพ 91%

ข้อดี : เข้าถึงง่าย ราคาไม่สูงมาก หาซื้อเองได้ตามร้านขายยาทั่วไป หากพบอาการแพ้หรือผลข้างเคียงสามารถหยุดทานได้เลย 

ข้อเสีย : ต้องอาศัยความเคร่งครัด ถ้ากินครบและถูกต้องตามเวลา จะป้องกันได้ถึง 99.7% เพียงแต่ หากลืมกินหรือกินไม่ตรงเวลา ประสิทธิภาพจะลดลงเหลือ 91%

ราคา : 50 - 500 ต่อแผง

สวัสดิการ : หญิงไทยอายุ 15-59 ปี รับยาคุมกำเนิดแบบกินได้ไม่เกินปีละ 13 แผง ครั้งและไม่เกิน 3 แผง

อันดับ 5 / ยาคุมกำเนิดแบบแผ่นแปะ / ประสิทธิภาพ 91%

ข้อดี : หาซื้อใช้เองได้ / เป็นแผ่นบางๆ สีเนื้อ มีความยืดหยุ่นสำหรับแปะบนร่างกาย ไม่รบกวนการมีเพศสัมพันธ์ / ถ้าใช้อย่างถูกต้อง จะป้องกันได้ถึง 99.7% เพียงแต่หากมีข้อผิดพลาด ประสิทธิภาพจะลดลงเหลือ 91%

ข้อเสีย : ต้องคอยเปลี่ยนทุกๆ สัปดาห์ ห้ามลืม / อาจเกิดความรำคาญสำหรับผู้ที่มีความเซนซิทีฟบนผิวหนัง / หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิด

ราคา : 470 - 600 บาทต่อกล่อง (หนึ่งกล่องใช้ได้ 1 เดือน)

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 6 วงแหวนคุมกำเนิด / ประสิทธิภาพ 91%

ข้อดี : สามารถใส่เองได้ และใส่หนึ่งครั้งจะมีฤทธิ์คุมกำเนิด 1 เดือน ต้องถอดออกในช่วงที่จะมีประจำเดือน และใส่วงใหม่หลังผ่านไป 7 วัน

ข้อเสีย : ต้องใช้นิ้วสอดเข้าไปเพื่อใส่วงแหวนไปถึงปากมดลูก ไม่เหมาะสำหรับคนที่เซนซิทีฟกับการใช้นิ้วล้วงเข้าไปในช่องคลอด / ต้องอาศัยวินัยในการใส่วงแหวนให้ถูกวัน ถ้าลืมเกิน 24 ชั่วโมง ต้องเว้นรอบนั้นไปแล้วเริ่มแก้ตัวในรอบใหม่ / ถ้าใช้อย่างถูกต้องจะมีประสิทธิภาพสูงถึง 97% แต่หากใช้ผิดวิธีจะลดลงเหลือ 91% 

ราคา : 500 บาท ต่อหนึ่งวง

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 7 หมวกครอบปากมดลูก หรือ หมวกยางคุมกำเนิด / ประสิทธิภาพ 88%

ข้อดี : ไม่มีตัวยาคุมกำเนิด จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียง ยกเว้นในผู้ที่แพ้ยาง / ไม่รบกวนการมีเพศสัมพันธ์

ข้อเสีย : ประสิทธิภาพไม่สูงนัก จำเป็นต้องใช้ร่วมกับวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ / ต้องใช้นิ้วสอดเข้าไปเพื่อใส่วงแหวนไปถึงปากมดลูก ไม่เหมาะสำหรับคนที่เซนซิทีฟกับการใช้นิ้วล้วงเข้าไปในช่องคลอด 

ราคา : 3,000 บาท ต่อกล่อง

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 8 ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน / ประสิทธิภาพ 85 - 75% 

ข้อดี : ใช้ป้องกันภายหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ 

ข้อเสีย : ไม่สามารถใช้คุมกำเนิดระยะยาวได้เนื่องจากยิ่งใช้มากประสิทธิภาพยิ่งลดลง และหากกินผิดวิธีประสิทธิภาพจะลดลงเหลือเพียง 75% เท่านั้น

ราคา : 40-60 บาท ต่อเม็ด

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 9 ถุงยางอนามัยผู้ชาย / ประสิทธิภาพ 82% 

ข้อดี : หาซื้อได้ง่าย / ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรับตัวยาคุมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งไม่ว่าแบบไหนก็อาจเกิดอาการแพ้และส่งผลข้างเคียงได้ทั้งนั้น / เป็นเพียงวิธีการเดียวที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ข้อเสีย : รบกวนการมีเพศสัมพันธ์ / แม้ว่าถ้าใช้อย่างถูกวิธี จะมีประสิทธิภาพการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 97% แต่ตัวเลข 82% มาจากความเสี่ยงของกรณีถุงยางรั่ว ถุงยางแตก ถุงยางเสื่อมสภาพ รวมถึงการใส่ผิดวิธี จึงทำให้มีเปอร์เซ็นของคนที่พลาดค่อนข้างสูง

ราคา : 59 - 500 บาท ต่อกล่อง

สวัสดิการ : คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป รับฟรี ครั้งละ 10 ชิ้น ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่รับต่อคน ต่อปี

อันดับ 10 ถุงยางอนามัยผู้หญิง 2 ประสิทธิภาพ 79 %

ข้อดี : สามารถใช้ขณะมีประจำเดือนได้ / สามารถใส่เตรียมไว้ได้นานถึง 8 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ / มีความทนทานมากหากใช้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพสูงถึง 97% แต่หามีความผิดพลาดจะลดลงเหลือเพียง 79%

ข้อเสีย : รบกวนการมีเพศสัมพันธ์ / อาจเกิดการฉีกขาดหรือเลื่อนไหลได้ขณะมีเพศสัมพันธ์ / หาซื้อได้ยากและมีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยชาย

ราคา : 95 - 150 บาท (ต่อชิ้น)

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 11 การหลั่งนอก / ประสิทธิภาพ 78%

ข้อดี : ไม่มีค่าใช้จ่าย สะดวก ไม่ต้องมีการเตรียมการใดๆ แต่อย่างไรก็ควรใช้วิธีร่วมกับยาคุมกำเนิด

ข้อเสีย : มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูงมาก เนื่องจากบางครั้งเชื้ออสุจิอาจหลุดรอดออกมาตั้งแต่ก่อนจะดึงอวัยวะออก และยังคงมีชีวิตอยู่เมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อไป

ราคา : ฟรี

สวัสดิการ : ไม่มี

อันดับ 12 การนับระยะปลอดภัย / ประสิทธิภาพ 76%

ข้อดี : ไม่มีค่าใช้จ่าย 

ข้อเสีย : ต้องอาศัยความเคร่งครัด แม่นยำอย่างสูง และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรอบเดือนตรงกันทุกเดือน ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะพลาดมากๆ 

ราคา : ฟรี

สวัสดิการ : ไม่มี

.

FYI คนไทยพูดคุยกันเรื่องคุมกำเนิดบนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลจาก WISESIGHT ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเผยให้เห็นว่า มีการค้นหาและพูดถึงคำว่า ‘คุมกำเนิด ยาคุม ถุงยาง’ บนโลกออนไลน์กว่า 6 พันครั้ง กว่า 58% ถูกพูดถึงบน Facebook และเกิด Engagement กว่า 8 แสนครั้งในระยะเวลาเกือบสามเดือน 

(จัดทำข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน Mirror Thailand ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE)

Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

TAG

    Related Stories

    UK Model ทุกคนสามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดฟรี อายุต่ำกว่า 16 ก็ไม่ต้องขอผู้ปกครอง

    life

    UK Model ทุกคนสามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดฟรี อายุต่ำกว่า 16 ก็ไม่ต้องขอผู้ปกครอง

    BY SERENE 01 OCT 2021

    MIRROR'sGuide