LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Better ผ้าอนามัยย่อยสลายได้ ที่ใจดีกับโลก และปรับมุม 'เมนส์' ให้เป็นเรื่องที่พูดได้

เมื่อก่อน มนุษย์เมนส์มีช้อยส์เดียวในการเลือกผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้งซึ่งทำมาจากพลาสติก และอาจไม่รู้ว่าบางแบรนด์ที่ใช้มีสารก่อมะเร็ง หรือยาฆ่าแมลง แม้ว่าจะคัน แพ้ อับชื้น แม้กระทั่งสงสัยว่าขยะจากผ้าอนามัยพลาสติกจะสร้างขยะมหาศาลดาวล้านดวงแค่ไหน ก็ต้องก้มหน้าใช้กันต่อ

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เริ่มมีแบรนด์ผ้าอนามัยใช้ซ้ำ ซึ่งทำมาจากผ้าที่อ่อนโยน หรือ ถ้วยอนามัย ซึ่งช่วยลดขยะ ก็ยังไม่ใช่ทุกคนที่จะโกกรีนได้ในทันที เพราะการก้าวข้ามผ่านวงจรใช้แล้วทิ้ง (ซึ่งทำมาทั้งชีวิต) มันไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน

Better แบรนด์ผ้าอนามัยออร์แกนิก ‘ใช้แล้วทิ้ง’ แต่ ‘ย่อยสลายได้’ จึงเป็นคำตอบของคนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างชอบความสะดวก แต่ก็อยากเริ่มต้นรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะมีนางเอกชูโรงเป็นเส้นใยธรรมชาติจากไม้ไผ่ ข้าวโพด และเยื่อไม้ ช่วยระบายอากาศ นุ่มสบาย และลดการระคายเคือง ที่ได้รับเทรดมาร์กระดับโลกอย่าง ECOCERT ตรารับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากฝรั่งเศส

กี้-ณพร ตั้งอารมณ์สุข เจ้าของแบรนด์วัย 26 ตั้งใจออกแบบซองใส่ผ้าอนามัยเป็นกระดาษย่อยสลายหน้าตาเป็นมิตร เพื่อผลักดันให้ทุกคนไม่อายที่จะถือผ้าอนามัยออกสู่สายตาคนนอก ว่าแล้วเธอก็บอกว่า “มีผ้าอนามัยไม่กี่แบรนด์ที่ตั้งบนโต๊ะอาหารแบบนี้แล้วคนไม่มอง” เราพยักหน้าแล้วคิดในใจ “เออว่ะ” ก่อนเริ่มบทสนทนาถึงความตั้งใจที่มีมากกว่าการขาย แต่เปิดพื้นที่ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ‘เมนส์’ ที่ควรเป็นเรื่องปกติที่พูดได้ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดหลังซอง

01 จากคันต้องเงียบ สู่คันต้องพูด 

“หลายคนคิดว่าอาการคัน เป็นผื่น หรือแพ้ จากการใส่ผ้าอนามัยเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอแน่ๆ ทั้งที่จริงนี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ซึ่งน้อยคนจะหาสาเหตุ หรือความอันตรายของมัน เพราะเรื่องผ้าอนามัย หรือประจำเดือน เป็นเรื่องที่เราจะไม่เอาไปคุยกับเพื่อน เพราะถูกปลูกฝังมาแบบนั้น”

ก่อน Better จะก่อร่างสร้างแบรนด์ขึ้นมา ‘กี้’ เป็นหนึ่งคนที่มีอาการคันจากการใช้ผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้ง แต่ด้วยความที่เธอเป็นสาวไทยที่โตมาในสังคมต่างประเทศ เข้าเรียนที่สิงคโปร์ และเรียนจบปริญญาที่อังกฤษ ทำให้เธอคุยเรื่องอาการคันให้เพื่อนฟังได้ตามปกติ โดยไม่มีใครมาตัดสิน ทว่าเมื่อเธอกลับสู่บ้านเกิด หากจะหยิบท็อปปิกเรื่อง ‘เมนส์’ มาคุยกับใคร เขาจะพยายามเลี่ยงไม่พูด กี้เห็นปัญหาตรงนี้จึงสงสัยว่า “ถ้าไม่มีใครกล้าพูด คนก็จะปฏิบัติตัวไม่ถูก เมื่อเกิดอันตรายต่อน้องสาวหรือเปล่า”

เธอใช้ความรู้ที่จบจากสายชีวเคมี และเทคโนโลยีชีวภาพ จาก Imperial College ลอนดอน มาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้ง วนอ่านงานวิจัย และเบรนสตอร์มกับเพื่อนสายเดียวกันอยู่พักหนึ่ง จนหัวร้อนขึ้นมา เพราะรู้สึกโดนหลอกมาทั้งชีวิต

“เราโกรธเหมือนกันที่เพิ่งรู้ตอนโตแล้วว่า ผ้าอนามัยบางแบรนด์ที่ฉันใช้ไป อาจมีสารก่อมะเร็งอยู่ ในต่างประเทศมีรีเสิร์ชชัดเจนว่าพบสารไดออกซินที่ก่อมะเร็งในผ้าอนามัยแบรนด์ใหญ่แบรนด์นึง และถึงเขาจะเคลมว่าสารมันน้อยมาก แต่ผ้าอนามัยอยู่บริเวณช่องคลอด ที่เป็น Mucous Membrane (ผนังชั้นในสุดที่เป็นเยื่อบางๆ) ซึ่งเซนซิทีฟ และดูดซึมเคมีเข้าไปง่ายกว่าผิวปกติ”

“และผ้าอนามัยบางแบรนด์ที่เป็นคอตตอน บางครั้งมีการใช้ยาฆ่าแมลงระหว่างการปลูก อาจจะเข้ามาแทรกแซงฮอร์โมนในร่างกายเราได้ ซึ่งจริงๆ ทุกแบรนด์ควรกางออกมาให้รู้เลยว่าแบรนด์ไหนมีสารพวกนี้บ้าง เพราะมันทำให้คนอื่น รวมถึงเรา ไม่รู้มาก่อนว่ามันมีอันตรายต่อร่างกาย”

และทั้งหมดก็เป็นผลเสียจากการที่ผู้หญิงถูกห้ามพูดเรื่องผ้าอนามัย หรือเมนส์มาตลอด แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่กี้อยากสร้างแบรนด์ผ้าอนามัยของตัวเอง ที่ยืนยันได้เลยว่าอย่างน้อยๆ ตัวเธอเองก็ใช้แล้วปลอดภัย

02 เส้นใยที่ดีต่อน้องสาว และธรรมชาติเบาใจได้

จะทำแบรนด์ผ้าอนามัยทั้งที กี้ไม่ได้มองแค่ดีต่อร่างกาย แต่อยากให้ดีต่อโลกด้วย เพราะเมื่อก่อนในวันที่คนยังไม่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลองคิดเล่นๆ ว่าทุกวันมีผู้มีประจำเดือนใช้แล้วทิ้งผ้าอนามัยตั้งแต่อายุ 12-50 ปี กี่คน และขยะพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้นั้นจะกองรวมกันมหาศาลแค่ไหน บางคนอาจยกมือถามในใจว่า ทำไมไม่ทำผ้าอนามัยใช้ซ้ำ หรือถ้วยอนามัยที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมแทน คำตอบคือไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าลองสิ่งใหม่ และกี้เชื่อว่า คนที่อยากค่อยๆ ปรับตัวในถนนสายกรีน มีอยู่จำนวนหนึ่ง และเธอเป็นหนึ่งในนั้น

“ขณะที่ทั่วโลกรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน หยุดสร้างขยะ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องยอมรับว่าตัวเลือกที่กรีนสุดๆ อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน มีคนจำนวนนึงที่รักสิ่งแวดล้อมนะ แต่ก็อยากสะดวกสบายด้วย บางคนจึงกลัวการใช้ถ้วยอนามัย เพราะการยัดบางสิ่งเข้าไป ต้องใช้ความกล้า หรือบางคนอาจไม่สะดวกใช้ผ้าอนามัยใช้ซ้ำ ที่ต้องมีวินัยเรื่องความสะอาด เพราะถ้าซักไม่สะอาดอาจติดเชื้อ ตัวเลือกที่เหมาะกับคนตรงกลางยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนักในไทย เราเลยเลือกเป็นผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้ง แต่ย่อยสลายได้”

เริ่มต้น กี้สั่งเส้นใยธรรมชาติมาดูว่าแบบไหนเหมาะกับจุดซ่อนเร้นมากที่สุด ทั้งชาร์โคล และเฮิร์บ แต่พอมากลับมาที่คอนเซปต์คำว่า ‘ออร์แกนิก’ เธอเลยอยากไปให้สุดด้วยการเลือกส่วนประกอบที่ไม่มีกลิ่น เพราะก็ไม่รู้ว่ากลิ่นที่แฝงมานั้นสังเคราะห์ หรือจากธรรมชาติ ไม่อยากซ้ำรอยผ้าอนามัยหลายแบรนด์ที่ใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มกลิ่นให้น่าใช้ จึงมาจบที่เส้นใยไม้ไผ่ ข้าวโพด เยื่อไม้ และทดลองใช้เอง และส่งให้เพื่อน 20 คน ปรากฏว่าเวิร์ก!

“ชั้นแรก เป็นชั้นที่สัมผัสผิวโดยตรง เราเลยอยากเน้นความสามารถที่ปลอดภัยสำหรับร่างกาย เลยเลือกแบมบู (ไม้ไผ่) เพราะโดยธรรมชาติมันมีสรรพคุณต่อต้านแบคทีเรียอยู่แล้ว ลดการระคายเคือง และระบายอากาศได้ดี และใช้เส้นใยข้าวโพดมาผสม เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มสบายตอนใส่”

“ชั้นที่สอง เป็นชั้นที่สำคัญมาก เพราะต้องซึมซับได้ดี เราเลือกใช้ Wood Pulp (เยื่อไม้) มีลักษณะคล้ายๆ สำลี และใช้พอลิเมอร์ที่เอาไว้ล็อกของเหลวช่วยอีกแรง”

“ชั้นสุดท้าย เราคิดว่าจะทำยังไงดีให้กันน้ำ ไม่เลอะกางเกงใน จะเอาอะไรมาใช้แทนพลาสติกปกติดีล่ะ ลองศึกษาดู และคิดว่า PLA (Polylactic Acid) ที่เป็นพลาสติกย่อยสลายได้ ส่วนประกอบจากธรรมชาติน่าจะตอบโจทย์ และใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 6-12 เดือน อาจจะนานกว่าเส้นใยธรรมชาติที่ว่ามา ซึ่งไปตั้งแต่ 6 เดือน แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เมืองไทยเมืองร้อน ก็จะเร็วกว่าต่างประเทศค่ะ”

03 ผ้าอนามัยที่โชว์สีเมนส์อย่างจริงใจ

การที่ผ้าอนามัยไม้ไผ่ออร์แกนิกของ Better ได้รับตรารับรองจาก ECOCERT ว่าธรรมชาติจริง ออร์แกนิกชัวร์ ซึ่งมีขั้นตอนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากประเทศฝรั่งเศส เธอต้องเฟ้นหาโรงงานผลิตที่จริงใจ และมีงานวิจัยรองรับว่ากระบวนการผลิตของโรงงานไร้สารเคมี ไม่ผ่านกรรมวิธีฟอกขาวผ้าอนามัย รูปแบบ Chlorine Bleaching ซึ่งมีสารก่อมะเร็งแทรกแซงอยู่ แล้วพอทุกอย่างมันธรรมชาติ บางคนอาจจะตกใจที่เห็นสีเลือดชัดกว่าปกติ แต่นั่นกลับเป็นข้อดี

“ผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้งหลายแบรนด์มีสารดูดซึมเยอะ ที่หลอกตาให้เราไม่เห็นปริมาณประจำเดือนตามความเป็นจริง ดูน้อยกว่าปกติจนรู้สึกว่าไม่ต้องเปลี่ยนระหว่างวันก็ได้มั้ง ซึ่งเสี่ยงต่อแบคทีเรียสะสม เพราะความเป็นจริง เราควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 3 ชั่วโมง”

“ตอนแรกที่คนเปลี่ยนมาใช้ ทุกคนจะบอกว่ามันนุ่ม บางเหมือนไม่ใส่ ไม่ระคายเคืองเหมือนเส้นใยสังเคราะห์ที่เขาแพ้กันก็จริง แต่ก็จะมีคนสงสัยว่าทำไมมันซึมซับน้อยจัง เห็นเป็นสีแดงเลย จริงๆ แล้วมันคือการโชว์ความจริงให้ดู เพื่อให้เราเปลี่ยนผ้าอนามัยตามความเป็นจริง”

ความพิเศษคือลูกค้าสามารถเลือกได้เองว่าภายใน 1 กล่อง อยากได้แบบกลางวันกี่ชิ้น กลางคืนกี่ชิ้น (ต่างกันที่ความยาว) โดยกี้ใช้โมเดลการขายแบบ Subscription Business Model หรือการเหมาจ่ายรายเดือน เหมือนจ่ายค่า Netflix หรือค่าโทรศัพท์ ซึ่งในไทยอาจจะยังนิยมแค่เฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี แต่ในหลายประเทศมีครอบคลุมในทุกประเภทสินค้า

“กี้ทำขึ้นมา เพราะกี้เป็นคนขี้ลืม เป็นเมนส์ทีไรต้องวิ่งไปร้านสะดวกซื้อแบบฉุกเฉินมาก การที่ผู้หญิงต้องซื้อทุกเดือน บางคนอาจจะไม่สะดวก การจ่ายแบบเหมาไปเลยเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจากปกติเราขายกล่องละ 299 บาท 20 ชิ้น ถ้าเป็นสมาชิกจะมีการลด 15 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ถ้าซื้อแพ็กเกจส่งทุก 3 เดือน ก็จะลด 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6 กล่อง ทุก 6 เดือน ก็ลด 25 เปอร์เซ็นต์ คือลดไปเรื่อยๆ ตามจำนวนที่ลูกค้าซื้อ เพื่อให้เขารู้สึกว่ามันคุ้ม”

04 ไอเดียซองกระดาษจากการที่เมนส์ถูกตีตรา

“เพื่อนคนอินเดียเล่าให้เราฟังว่า สาวอินเดียบางคนยอมใช้ทิชชู่ แทนผ้าอนามัย เพราะอายที่จะต้องไปซื้อ หลายคนโดนดูถูกตอนมีเมนส์ ถึงขั้นห้ามเข้าวัด ห้ามออกจากห้อง ห้ามแตะตัวคนอื่น น้ำยังใช้รวมกับคนในบ้านไม่ได้”

ประสบการณ์จากปากเพื่อนคนอินเดีย ที่เริ่มทำแบรนด์มาด้วยกัน ทำให้อยากแก้ปัญหาตรงนี้ แม้ในไทยทัศนคติลบๆ เรื่องเมนส์อาจจะไม่รุนแรงเท่าอินเดียหรือประเทศอื่นๆ แต่เราก็ยังไม่สามารถพูดเรื่องนี้กันได้อย่างปกติ ขนาดตอนกี้ไปนั่งเบรนสตอร์มกับเพื่อนในห้างฯ โดยวางผ้าอนามัยกองไว้บนโต๊ะเพื่อดูพื้นผิว ยังมีคนจ้องเยอะแยะ และมองว่าแปลกอยู่เลย

กี้ออกแบบแบบซองกระดาษบรรจุผ้าอนามัยโทนสีธรรมชาติดูเป็นมิตร ที่ดูเผินๆ ก็ไม่รู้ว่าคือซองใส่ผ้าอนามัย สิ่งนี้อาจจะเป็นการแก้ไขปลายเหตุ เพราะต้นเหตุคือทัศนคติของผู้คน แต่ก็อาจทำให้หลายคนกล้าจะถือผ้าอนามัยได้อย่างมั่นใจ วางตรงไหนก็ไม่ต้องกลัวได้บ้าง อีกทั้งเธอยังคิดถึงฟังก์ชันการห่อหลังใช้เสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเก็บขยะ หรือใครก็ตามสัมผัสแบคทีเรียที่ก่อตัวขึ้นเมื่อประจำเดือนอุ่น 

05 มองมุมกลับ ปรับมุมเมนส์

หนึ่งในจุดประสงค์ของ Better  คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีประจำเดือนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง โดยหลังกล่องจะมีคิวอาร์โค้ดให้สแกน ซึ่งเป็นเหมือนกระดานเว็บบอร์ดที่ให้ใครก็ได้เข้ามาอ่านเรื่องราวของมนุษย์เมนส์ และพิมพ์แลกเปลี่ยนความสงสัยที่บางอย่างอาจคิดว่าไม่ปกติ แต่โคตรจะปกติเลยก็ได้ แถมมีคนรับฟังอย่างเข้าใจด้วย

“เรายังเห็นการที่ผู้ชายแซวผู้หญิงมีเมนส์ว่าอารมณ์เหวี่ยงจัง หรือผู้หญิงรู้สึกแง่ลบ สบถกับตัวเองว่าเป็นเมนส์อีกละ กี้เลยอยากชวนมองอีกมุมให้ Positive มากขึ้น ว่าเมนส์เป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ถ้าหากเรียนรู้และรู้จักระบบภายในของตัวเอง คุณอาจจะรู้จักอารมณ์ของตัวเอง และเข้าใจมันมากขึ้นก็ได้นะ”

“ถ้าช่วงไหนฮอร์โมนต่ำ ไม่ Productivity เท่าไร นี่คือสัญญาณที่ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น ถ้าช่วงไหนฮอร์โมนกำลังหลั่ง เราจะมีไอเดียพุ่งพล่าน เหมาะกับการทำงาน บางช่วงของ Menstrual Cycle ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง เหมาะกับการไปข้างนอก หรือช่วงที่เราอารมณ์ดาวน์ หงุดหงิด อาจมองเป็นข้อยกเว้นดีๆ ให้ฉันกินขนมที่อยากกิน หรือดูหนังที่อยากดู หลังจากที่ตึงเครียดมานานโดยไม่รู้สึกผิด”

“ลูกค้าบางคนบอกว่าตอนปวดท้องเมนส์ มีหลายอาการที่เกี่ยวข้องกับการเป็น PMS (Premenstrual Syndrome) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับระบบฮอร์โมน ที่ทำให้ตอนขับถ่าย ท้องเสียไปเลย หรือบางครั้งตอนปวดท้องเมนส์ ก็แยกไม่ออกว่านี่ปวดเมนส์ หรือปวดอึ (หัวเราะ) พออ่านข้อความแบบนี้ก็ทำให้ไม่เหงาดี เพราะมีหลายๆ คนเป็นเหมือนกัน”


ขอบคุณสถานที่สัมภาษณ์จากร้าน OKONOMI

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง  หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

life

ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

BY KIMBEEL 24 JAN 2022

MIRROR'sGuide