LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Toxic Positivity คิดบวกมากไป อาจกลายเป็นภัยสังคม

เมื่อโลกนี้มันมีแต่เรื่องให้เครียด วิธีหนึ่งที่ทำให้หลายคนยังใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ประสาทเสีย อาจเป็นการ ‘คิดบวก’ มองหาแง่งามในความเลวร้าย หรือแกล้งทำลืมๆ ไปบ้างในว่าโลกข้างนอกยังมีเรื่องไม่แฟร์เกิดขึ้นเต็มไปหมด วิธีคิดแบบนี้อาจเวิร์กสำหรับบางคน แต่ถ้ามันมากเกินไปก็อาจกลายเป็นภัยสังคมเอาได้เหมือนกัน 

คำว่า Toxic Positivity น่าจะใช้อธิบายสภาวะแบบนี้ได้ดี เปรียบเทียบง่ายๆ คือ เราอาจบอกตัวเองว่าเราแค่อยากเติมสีสันอื่นๆ ให้โลกที่เต็มไปด้วยสีดำบ้าง แต่ในความเป็นจริง สีดำเหล่านั้นยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพียงเพราะเราเลี่ยงที่จะมองไม่เห็นมันและไปโฟกัสแต่สีสวยๆ สว่างๆ แทน ส่วนคนที่อยู่ในพื้นที่สีดำก็ต้องจมอยู่อย่างนั้น มีแต่ตัวเราที่รอด หรือบางครั้งสุดท้ายเราเองก็ไม่รอดไปด้วย 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนคิดบวกจนกลายเป็น Toxic Positivity และเราอยากจะชวนคุยในครั้งนี้ก็คือ การกลัวจะดูเป็นคนร้ายๆ เพราะเราก็จะเห็นบางคนในหน้าฟีดที่เอาแต่ด่ากราดมันไปทุกสิ่ง ไม่เคยพอใจกับอะไรสักอย่าง แผ่พลังลบมหาศาลจนต้องกดอัลฟอลโลว เราเลยไม่อยากเป็นคนแบบนั้น 

มันก็จริงที่ว่าบางคนหมกมุ่นกับการด่ามากเกินไป แต่ที่อยากชวนให้พิจารณาไปด้วยกันก็คือ ใช่ว่าทุกการก่นด่าหรือทุกการวิพากษ์วิจารณ์จะมาจากจิตใจด้านลบทั้งหมด เราอาจต้องหาเส้นแบ่งให้เจอ ว่าการวิจารณ์ครั้งไหนที่เกินพอดี และการวิจารณ์ไหนที่จำเป็นต้องทำ และต้องทำอย่างตรงไปตรงมาด้วย รวมถึงต้องหาเส้นแบ่งให้เจอว่าเราต้องไม่เพิกเฉยกับเรื่องไหนบ้าง ปัญหาจะได้ถูกแก้ไข ไม่ใช่ทิ้งค้างไว้อย่างนั้น และที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่าทุกการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้มาจากการเพิกเฉย แต่เพราะมีคนที่ลุกขึ้นมาพูดต่างหาก

ยกตัวอย่างจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ทุกครั้งที่เราถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือเห็นใครถูกเอารัดเอาเปรียบ มันก็คงจำเป็นที่เราต้องสื่อสารเรื่องนี้ออกไปให้คนขี้เอาเปรียบได้รับรู้ เราไม่จำเป็นต้องไนซ์และยิ้มรับมันอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเขาก็จะนิสัยเสียแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเก็บเอามานินทา ซึ่งก็กลายเป็น toxic อีกแบบอยู่ดี 

หรือซอฟต์กว่านั้นหน่อย เช่น มีเพื่อนเราคนหนึ่งที่ชอบเล่นมุกเหยียดเพศ แล้วทุกครั้งที่เจอกันเราก็ไม่อยากให้เสียบรรยากาศและไม่อยากผิดใจกัน เลยไม่เคยพูดบอกกับเพื่อนไปตรงๆ สิ่งที่เราทำอาจเป็นการแอบมาบ่นกับเพื่อนอีกคนที่น่าจะคิดคล้ายๆ กัน ท้ายที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่ามุกของตัวเองทำให้คนอื่นอึดอัด และเขาก็จะยังคงเล่นมุกอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ 

ยังมีอีกหลายปัจจัยที่นำไปสู่ Toxic Positivity ไม่ว่าจะเป็นความกลัวการขัดแย้ง ไปจนถึง ความไม่แน่ใจว่าเราเป็นฝ่ายถูกจริงไหม กลัวว่าเราจะกลายเป็นเหมือนนักฉอดที่เอาแต่ไป educate ชาวบ้านทั้งที่เราแค่เพิ่งไปเรียนรู้ศัพท์อะไรมาหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่อยากชวนทำก็คือการทบทวนตัวเองก่อนสักหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจว่าเราจะสู้ไหม สู้กับอะไร หรือเราก็จะแค่คิดบวกต่อไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้แย่ 

และยิ่งกว่านั้น วันหนึ่งเราเองก็อาจเป็นคนที่ถูกตั้งคำถามหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน ทางออกอาจเป็นการที่เราเปิดใจให้กว้างมากขึ้น ยอมรับความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนเหตุและผลให้ได้มากขึ้น มีคนท้วงอะไรมาก็ไม่จำเป็นต้องปิดประตูใส่ไปตลอดกาล อาจมีช่วงที่เรายังรับแรงกระแทกไม่ไหวก็คงต้องอยู่กับตัวเองไปก่อน แต่วันหนึ่งเมื่ออารมณ์คลายลงแล้วค่อยมาเปิดรับเอาคำถามหรือคำวิจารณ์เหล่านั้นมาทบทวนอีกทีก็ยังได้ 

และท้ายที่สุด คิดบวกมากไปก็ส่งผลลบกับตัวเราเองด้วยเหมือนกัน เพราะการเอาแต่บอกให้ตัวเองมีความสุขให้ได้นั้น อาจเป็นแค่การฝืนตัวเองและยื้อเวลาพังทลายออกไปอีกหน่อยเท่านั้นเอง 


Photo by Evie S. on Unsplash    



Author

SERENE

นักเขียนคนหนึ่ง

Related Stories

เวที Miss France โดนฟ้อง เพราะกำหนดคุณสมบัติที่กดทับผู้หญิง

culture

เวที Miss France โดนฟ้อง เพราะกำหนดคุณสมบัติที่กดทับผู้หญิง

BY MIRROR TEAM 21 OCT 2021

MIRROR'sGuide