LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“คือต้องให้เขาข่มขืนเราก่อน แล้วถึงจะให้ความผิดกับอาชญากรได้เหรอ” มินตัน ยูทูบเบอร์ กล่าวถึงกรณีชายที่คุกคามทางเพศตนได้รับโทษปรับ 500 บาท

เราจะอยู่กันอย่างนี้จริงหรือ? คนไทยเห็นข่าวการคุกคามทางเพศตามสื่อแทบจะทุกวัน มีเคสผู้กระทำหลากหลายแบบ ทั้งที่เป็นคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือคนแปลกหน้า ประชาชนคนเสพสื่ออย่างเราๆ ยังรู้สึกสลดเวลาต้องอ่านข่าวเหตุการณ์เหล่านี้ถี่กันซ้ำๆ โดยไร้วี่แววการแก้ไขด้านกฎหมาย แต่คงเทียบไม่ได้กับสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำที่ได้รับความรุนแรงทางจิตใจไม่น้อย ไม่ว่าจะทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกับกระบวนการทางกฎหมายที่หลายครั้งขาดประสิทธิภาพจนน่าตกใจ เหมือนผลักภาระให้ผู้ถูกกระทำต้องดิ้นรนหาทางรอดกันเอาเอง ยังไม่รวมคนในสังคมที่มักโทษเหยื่อว่าไม่ยอมระมัดระวัง

“ประเด็นคุกคามทางเพศของประเทศเรา มันคือเรื่องเล็ก” คำพูดของ แพร-มินตรา เชื้อวังคำ หรือ มินตัน ยูทูบเบอร์ และเจ้าของเพจ หนูมินตันทาสกระดาน ที่ออกมาพูดในคลิปวิดีโอล่าสุดของเธอตอบสภาพสังคมที่เราอยู่ได้แทบทุกอย่าง ขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา เธอแทนตัวเองว่า ‘เหยื่อ’ การถูกคุกคามทางเพศ จากกรณีถูก รปภ. ตามคุกคามทางเพศ แล้วตำรวจแจ้งว่าผู้กระทำยังไม่ได้ลงมือกระทำ จึงอาจเรียกค่าปรับได้แค่ 500 บาท

500 บาท…กับการที่เธอถูกรปภ. สร้างเฟซบุ๊กปลอมเป็นหน้าของเธอ และสร้างเรื่องว่า เธอกับเขาเป็นแฟนกัน คบหากัน มีเซ็กซ์กัน บางครั้งนำรูปเปลือยของผู้หญิงคนอื่นมาโพสต์ว่านี่คือเธอขณะมีเซ็กซ์กับเขา ทำใบทะเบียนสมรสปลอมขึ้นมา รวมไปถึงข่มขู่ให้มินตันต้องเป็นแฟนด้วย ถ้าไม่เป็นจะนำข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ และบัตรเครดิตของเธอออกมาเปิดเผย รวมถึงจะไปดักเจอน้องสาววัย 14 ปีของเธอถึงโรงเรียน ราคาที่คนร้ายจ่าย ยังน้อยกว่าที่เธอสูญเสียไปมาก และกฎหมายไทยก็เข้าขั้นวิกฤติเต็มทน

เรื่องราวร้ายๆ ที่มินตันต้องเจอเกิดขึ้นติดต่อกันนานเกือบ 2 ปี จนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เธอตัดสินใจรวบรวมหลักฐาน พร้อมทนายความ เพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ก็ไม่วายถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าทำไมเพิ่งออกมาพูด ซึ่งนี่คือการผลักภาระให้เหยื่อต้องพูดทุกอย่างทันที โดยไม่สนความรู้สึกของเหยื่อหลังถูกกระทำเลยแม้แต่น้อย ใครพูดช้าจะโดนสังคมตั้งคำถาม แทนที่จะไปโฟกัสความผิดที่ผู้กระทำก่อไว้ ตัวมินตันเลยออกมาชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยถูกคุกคามทางเพศโดยพนักงานส่งอาหารเจ้าดังมา เขามาดักรอเธอหน้าคอนโด ตามเธอไปงานอีเวนต์ และพิมพ์ข้อความทางเพศลงบนโซเชียล สิ่งที่เธอทำตอนนั้นคือการโทรหาตำรวจ แต่ตำรวจบอกว่ายังจับไม่ได้ ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน เพราะเขา “ยังไม่ก่อเหตุ” นั่นทำให้เธอไม่อยากแจ้งความอีก เพราะกลัวจะซ้ำรอยเรื่องในอดีต

นิยามคำว่า ‘คุกคามทางเพศ’ ของกฎหมายไทย จึงควรขยายเพื่อสอดคล้องกับบริบทจริงๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม การคุกคามทางเพศ ไม่ได้มีแค่การถูกกระทำทางร่างกาย แต่การถูกคุกคามทางเพศทางคำพูดก็ควรจะอยู่ในนิยามนั้น และมีความรุนแรงไม่ได้น้อยไปกว่าการถูกกระทำทางร่างกาย หากเป็นคุณเองที่โดนคุกคามทางเพศ มีคนมาหื่นใส่ทุกวี่ทุกวัน แต่เอาผิดมันข้อหาคุกคามทางเพศไม่ได้ คิดว่าคุณจะต้องรับมือกับสถานการณ์ตรงนั้นยังไง ผู้กระทำก็คงได้ใจว่า มากสุดก็แค่เสียค่าปรับ หนักสุดถ้าลงมือ ก็เข้าคุก แล้วเดี๋ยวออกมาก็มาคุกคามต่อทางโซเชียลอีกก็ย่อมได้ ซึ่งนี่มันคือวงจรอุบาทว์ ที่เราเห็นหลายเคสเหลือเกิน ที่ก่อเหตุซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่น

“มีผู้ชายคนหนึ่งโพสต์ว่าอยากปล้ำเราหลายๆ รอบ มินตันควรรู้สึกยังไงคะ มินตันโทรไปหาตำรวจให้ช่วยมาจัดการหน่อย ผ่านไปสองชั่วโมง ตำรวจไม่มา เลยต้องเรียกทีมงานมาให้ช่วยจัดการ” กลายเป็นว่าความอ่อนแอของกฎหมายไทยที่ไม่มีระบุไว้ถึงโทษการคุกคามทางเพศด้วยวาจา เป็นช่องโหว่ให้ผู้กระทำผิด ทำแบบเดิมซ้ำๆ เพราะรู้ว่าจะไม่โดนอะไร ขณะเดียวกันผู้ถูกกระทำก็ทยอยหมดหวังกับกฎหมาย ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เจอ นี่คือความล้มเหลวของกฎหมายไทยที่ไร้การคุ้มครองเหยื่อ และไม่เลือกที่จะมองว่าการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องใหญ่ จะเป็นเรื่องร้ายแรงได้ก็ต่อเมื่อเหยื่อถูกทำร้ายไปแล้ว เราเลยเห็นภาพเหยื่อหลายคนต้องดิ้นรนหาทางรอดเอาเอง ทั้งคอยระแวดระวังตัว ไม่ว่าจะการแต่งกาย การคอยรายงานคนสนิทใจให้ช่วยสังเกตการณ์ หรือบางคนถึงขนาดต้องฝึกการป้องกันตัว ซึ่งนี่มันผิดปกติไปไหม ให้เหยื่อมาระวังกันเอง?

และมินตันในตอนนั้น เลือกจะแก้ปัญหาที่เจอ ด้วยการใช้อาชีพของเธอให้เป็นประโยชน์นั่นก็คือยูทูบเบอร์ ทำคอนเทนต์บอกสังคมว่า ถูกพนักงานส่งอาหารคุกคาม ทำให้พนักงานคนนั้นไม่กล้ามาคุกคามทางเพศอีก ราวกับว่าทางหนีทีไล่จากการถูกคุกคามทางเพศ หรือการเรียกร้องความยุติธรรมทุกๆ เรื่องในไทย ต้องให้ชาวเน็ต หรือโลกโซเชียลช่วยเป็นหูเป็นตา ให้เป็นกระแสดัง ให้สื่อจับจ้องมา ลองคิดกลับกัน ถ้าเรื่องของเธอไม่ได้รับความสนใจในสื่อ เธอจะได้รับความปลอดภัยหรือไม่ และมีอีกกี่เคสที่ต้องจำนนกับเหตุการณ์เลวร้าย ไม่กล้าออกมาพูด

หลังจากเคสพนักงานส่งอาหารมาถึงเคสรปภ. มินตันบอกกับผู้ติดตามว่าเธอหวังว่าครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เธอก็ผิดหวังอีกครั้ง เมื่อโทษของผู้ถูกกระทำ คือค่าปรับเพียง 500 บาท

“คนที่กระทำความผิด มันต้องได้รับโทษดิวะ คนที่ถูกคุกคามมันต้องถูกดิ ส่วนความถูกต้องมันต้องชนะใช่ไหม แต่แล้วยังไงรู้ปะทุกคน กฎหมายเขาบอกว่าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้ลงมือทำจริง เอาผิดเขาไม่ได้ หรือเอาผิดได้ ประเด็นคุกคามนี้ก็…ถูกปรับแค่ 500 บาท แล้วก็กลับบ้าน” มินตันพูดเสียงสั่น และอธิบายต่อว่ากรณีคุกคามแบบที่เธอเจอ กฎหมายจัดอยู่ในประเภทความผิดลหุโทษ ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดต้องเข้าคุก

ความบางเบาของกฎหมาย ไม่ต่างจากการให้อำนาจต่อผู้กระทำมากกว่าเหยื่อ ผู้กระทำสามารถทำเลวได้อีกเป็น 100 ครั้ง เพื่อจ่ายเงินค่าปรับไม่กี่บาท วนลูปไปแบบนี้ กลับกัน อำนาจของเหยื่อดูจะเหลือเพียงเศษเสี้ยว ได้แค่หลบหลีกเหตุการณ์ร้ายแรงให้ได้มากที่สุด คนคนหนึ่งต้องสะเทือนใจขนาดไหนที่ถูกคุกคามทางเพศทั้งในโลกออนไลน์ และชีวิตจริง แต่คนกระทำก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ในสังคม แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะรอดพ้นจากพวกมัน วันไหนจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะหนีเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านั้นที่ลามมาสู่การทำร้ายร่างกาย หรือข่มขืน

“คือถ้าจะให้เขาเข้าคุกจริงๆ คือเราต้องไม่ระวังตัว แล้วเราก็ยอมให้เขาปล้ำ ถึงจะเอาผิดพวกคุกคามทางเพศให้ติดคุกได้”

“ไม่ต้องพูดหรอก ข่มขืนเท่ากับประหารน่ะ เพราะคือต้องให้เขาข่มขืนเราก่อน แล้วถึงจะให้ความผิดกับอาชญากรได้เหรอ การที่เขาจ้องจะปล้ำ จะข่มขืนเรามาเป็นปีๆ มีหลักฐานขนาดนี้ มาดักรอขนาดนี้ยังเอาผิดเขาไม่ได้อีกเหรอคะ”

มินตันย้ำว่า จะโทษตำรวจอย่างเดียวเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ เพราะตำรวจไม่ใช่คนออกกฎหมาย แต่เธอยังย้ำว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แม้ตอนนี้ต้องปัดเป็นข้อหาอื่นแทนก็ตาม

กรณีของมินตัน ทำให้เราเห็นว่า ขนาดคนที่มีหลักฐานอยู่เต็มมือ ยังไม่สามารถเอาผิดฐานคุกคามทางเพศได้ แล้วกับคนที่ไม่ได้มีหลักฐาน หรือมีน้อยมากๆ กฎหมายจะมอบความปลอดภัยในชีวิตให้พวกเขาอย่างไร เช่นเดียวกับหากเป็นคนที่ไม่มีแสงส่องมาแบบมินตัน ที่ยังมีผู้ติดตาม หรือทีมงานคอยช่วยสังเกตการณ์ และกระจายข่าว เรื่องนี้จะถูกเงียบหายไปในหลืบ แล้วผู้กระทำความผิดก็ออกมาทำพฤติกรรมชั่วช้าซ้ำๆ อีกกี่รอบ

กฎหมายที่ไม่แข็งแรง ไม่มีทางทำให้ประชาชนในประเทศแข็งแรงได้ เราจะอยู่กับความหวาดกลัวกันไปแบบนี้จริงๆ เหรอ? เราจะต้องให้กำลังใจเหยื่ออีกกี่คน เหยื่อต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจของตัวเองอีกกี่ครั้ง ประเทศไทยถึงจะเจริญทางความคิด และมองว่าการคุกคามทางเพศมันเป็นเรื่องใหญ่ได้สักที

Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide