LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

‘การดูดวงเป็นเรื่องสุขภาพจิต’ คำแนะนำในการดูดวงแบบใจไม่เจ็บ ไม่เสพติดการเปิดไพ่ และไม่กลัวอนาคต

ช่วงนี้เห็นได้ชัดว่าการดูดวงกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคเรามากขึ้น ซึ่งเข้าใจได้ว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องคาดเดาไม่ได้ และรับมือลำบากในระดับสังคม ไล่เรียงตั้งแต่การเมือง โรคระบาด สงคราม ไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่บุคคลระดับปัจเจกไม่อาจควบคุม (รวมถึงถูกลิดรอนสิทธิ์ที่จะควบคุมในบางกรณี) นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาส่วนตัวตบเท้าเข้ามาให้แก้ไข หากมีอะไรที่ผู้คนที่กำลังต่อสู้กับหลายสิ่งพอจะฉวยคว้าให้อุ่นใจได้บ้าง เช่นการรู้ล่วงหน้าว่าเดี๋ยวสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น ก็นับเป็นความหวังหนึ่งในแต่ละวันที่ท้าทาย 

บางครั้งเรารู้สึกมืดแปดด้าน หรือไม่มีทรัพยากรเพียงพอจะเสี่ยงลงทุนกับทุกทางเลือกที่ลังเลใจ จึงเลือกพึ่งการดูดวงเพื่อรับพลังใจหรือรับความคิดเห็นเพิ่มให้ตัดสินใจในปัจจุบันได้ดีที่สุด ในเชิงความรู้สึก เราทุกคนต่างก็ไม่อยากเสี่ยงกับความรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ ในสายตานักจิตวิทยาการปรึกษา ไม่น่าแปลกใจที่คนยุคเราจะอินกับการดูดวงขนาดนี้ 

ข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิจัยเรื่อง ‘การพยากรณ์โชคชะตาและกระบวนการช่วยเหลือด้านจิตใจ’ ของ เรวดี สกุลอาริยะ คือ เมื่อเกิดปัญหา ผู้คนเลือกพึ่งพาการดูดวงมากกว่าเข้ารับบริการช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ เพราะสังคมยังตีตราผู้เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต แต่ไม่ตีตราคนที่ไปดูดวง (มีแต่จะขอคอนแทคต์ให้ช่วยป้ายยาต่อ) สอดคล้องกับข้อมูลในงานวิจัย ‘Fortune-tellers as counselors in Bangkok: exploratory research’ โดย Ksenia Kubasova ที่สัมภาษณ์เชิงลึกกับบรรดาหมอดูและลูกค้าดูดวง พบว่า คนยังเชื่อมโยงการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตกับการมีปัญหาสุขภาพจิต ทำให้การตีตรายังคงอยู่และส่งผลให้คนไม่ไปใช้บริการเท่าที่ควร ในเชิงความเข้าใจต่อศาสตร์จิตวิทยาการปรึกษาที่เป็นการพูดคุยบำบัด ผู้คนก็ยังมองกระบวนการนี้มีความวิชาการเกินไป วิทยาศาสตร์เกินไป รวมทั้งเข้าใจว่าผู้รับบริการต้องมีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงและต้องถูกจ่ายยา (ทั้งที่จริงไม่ใช่แบบนั้น)   

ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยชิ้นแรกยังบอกว่า คนดูดวงได้ความสนุกจากการได้ลุ้นเป็นของแถม หากคำทำนายแม่นยำ สัมพันธภาพระหว่างหมอดู-ลูกค้า ก็อาจพัฒนากลายเป็นที่ปรึกษา-ผู้มาปรึกษา หรือสนิทสนมกันเหมือนญาติพี่น้อง ในสายตาผู้รับบริการ การดูดวงคงมีบรรยากาศที่เป็นมิตรกว่าการเดินเข้าห้องบำบัดเป็นไหนๆ 

ผู้เขียนมองเรื่องนี้ในหลายมิติ ทั้งในมุมที่เราต้องส่งเสริมความเข้าใจด้านสุขภาพจิตในประชาชนมากขึ้น มุมที่ต้องช่วยให้ผู้รับบริการกล้ามาหาเรามากขึ้น รวมถึงมุมความพร้อมทางทุนทรัพย์ของผู้รับบริการ ประเด็นสำคัญที่อยากกล่าวถึงจึงไม่ใช่การห้ามดูดวง แต่อยากชวนผู้อ่านสำรวจตัวเองว่าการดูดวงของเรายังอยู่ในระดับและรูปแบบที่ ‘เฮลตี้’ ต่อตัวเองอยู่ไหม 

ก่อนมาเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้เขียนก็เป็นแฟนคลับคอลัมน์ดูดวงด้วยไพ่ทาโรต์รายสัปดาห์ ในวิกฤติชีวิตก็เคยพึ่งพาไพ่ จองคิวหมอดูถามเรื่องสำคัญเพื่อคลายกังวล ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากคำทำนายออกมาดี เราก็ใจชื้นไปหลายเปลาะ ในมุมมองส่วนตัวการรับบริการจากหมอดู คือ ทางลัดที่เราไม่ต้องสู้กับความ ‘ไม่รู้’ ต่างไปจากกระบวนการทางจิตวิทยาที่มุ่งช่วยให้ผู้รับบริการอยู่กับความไม่รู้ได้ วางใจในตัวเองได้แม้อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น คนดูดวงก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะใจเสียหากคำทำนายไม่เป็นอย่างที่คาด กลายเป็นว่าต้องแบกรับความกังวลก่อนเวลานั้นมาถึงจริงๆ เสียอีก 

พอมองย้อนเห็นความกังวลนั้นในตัวเอง ผู้เขียนไม่ได้คิดว่าต้องตัดทอนมิตินี้ไปจากชีวิตโดยสิ้นเชิง แต่เลือกใช้ให้ถูกเวลา ถูกมุมมอง และถูกสัดส่วนในชีวิตส่วนตัวมากกว่า เพราะสิ่งสำคัญกว่าการตัดสินใจว่าจะดูดวงหรือไม่ คือเรารับรู้ถึงศักยภาพในการดูแลชีวิตผ่านการกระทำของตัวเราได้มากน้อยแค่ไหน ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่คำทำนายออกมาไม่ตรงกับที่หวังไว้ เราก็จะยังเป็นทุกข์ เมื่อไหร่ที่ขาดการคอนเฟิร์มจากหมอดู เราจะวิตกกังวลมากขึ้น ทำให้ต้องฝากความหวังไว้กับการดูดวงครั้งถัดไป และถัดไป.

งานวิจัยชื่อ ‘การรับรู้ การเสพติด และผลกระทบจากการดูดวง’ จัดทำโดยอัครกิตติ์ สิทธุวงศ์ศรี ที่ศึกษาใน 6 แหล่งดูดวงยอดฮิตของกรุงเทพมหานคร พบว่ามีผู้ที่มีพฤติกรรมเสพติดการดูดวงจากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามอยู่ร้อยละ 3.9 โดยอ้างอิงตามเกณฑ์วัดการเสพติดของ Griffiths และแบ่งการเสพติดออกเป็น 6 ระดับ คือ 1. การดูดวงมีความสำคัญและน่าสนใจมากกว่าสิ่งอื่น จนบางครั้งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต 2. อารมณ์ปรับเปลี่ยนก่อนและหลังดูดวง เช่น ตื่นเต้น เครียด กังวล ดีใจ ผ่อนคลาย 3. ต้องการดูดวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความถี่และระยะเวลาที่ใช้ 4. แม้จะพยายามเลิกดูแต่ก็ยังเคยชินจนตัดหรือลดการดูดวงไม่สำเร็จ 5. รู้สึกขัดแย้งในตัวเองโดยรู้สึกว่าการดูดวงจะส่งผลกระทบทางลบในระยะยาว แต่ก็เลิกดูไม่ได้ 6. เมื่อเลิกไม่ได้ก็เข้าสู่วงจรการเสพติดและอาจอยากดูมากกว่าเดิม 

เราอาจลองใช้เกณฑ์ข้างต้นรีเช็กตัวเองคร่าวๆ และหาจุดที่การดูดวงไม่ทำร้ายตัวเองจนเกินไป เพราะการยึดคำทำนายเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวอาจค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจและศักยภาพการใช้ชีวิตในระยะยาว ทั้งยังกระทบสุขภาพร่างกายได้ เพราะเมื่อตกอยู่ในความวิตกกังวล บางรายก็เครียด เสียสมาธิ และนอนไม่หลับ 

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะติดอกติดใจการดูดวงมากเกินควร หากสาเหตุต้นตอมาจากความรู้สึกขาดผู้รับฟังหรือคนให้คำปรึกษา ไม่กล้าเล่าเรื่องลึกๆ ข้างใน นอกจากดูดวงให้หายอยาก ลองค่อยๆ เปิดใจบอกเล่าเรื่องทุกข์ใจกับคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตไปควบคู่กัน เพราะการได้บอกเล่าไม่ได้ช่วยแค่ให้เราได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความอัดอั้นตันใจ แต่ยังช่วยให้เราได้ฟังเสียงตัวเองและได้เรียบเรียงความคิดไปในขณะเดียวกัน จังหวะนั้นเราอาจพบทางออกเล็กๆ ด้วยตัวเอง และได้ลองมองเรื่องราวจากมุมอื่นๆ จากคู่สนทนา เมื่อนั้นเราจะมองเห็นทางไปต่อและรับรู้ความสามารถในการดูแลความรู้สึกตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่การดูดวง หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง 

ถ้ายังไม่มีจังหวะได้ระบาย ชวนกลับมาดูแลความรู้สึกที่เป็นทุกข์และกังวลใจผ่านกิจกรรมดูแลตัวเองในรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กันไป จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน บางครั้งเรารีบวิ่งไปหาการดูดวงเพราะอยากจบความรู้สึกร้อนรนภายใน แต่ในความเป็นจริง แม้จะดูดวงมากแค่ไหน หรือต่อให้คำทำนายออกมาดี สถานการณ์ต่างๆ ก็มีเวลาคลี่คลายของมันที่เร่งรัดไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับและค่อยๆ ‘อยู่’ กับความรู้สึกนั้นอย่างเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติและที่มาที่ไปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ความรู้สึกท่วมท้นที่บีบเค้นบรรเทาลง ความรู้สึกมั่นคงในตัวเองก็จะค่อยๆ กลับมา นำไปสู่การวางแผนชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้ 

ส่วนในกรณีที่ดูดวงเพราะอยากรู้อนาคต ได้ยินคำทำนายไม่ดีแล้วจะพาใจเสีย สุดท้ายแม้แต่ในแวดวงหมอดูก็ยังบอกกันว่าชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง หากเรารับรู้คำทำนายในฐานะข้อมูลเพื่อตั้งรับและเข้าใจธรรมชาติชีวิต การลงมือทำของเจ้าชะตาก็ยังมีความสำคัญ ในการดูดวงฝั่งตะวันตกก็มีการเอ่ยถึง free will หรือเจตจำนงเสรีของเจ้าชะตา ดังนั้นจุดสำคัญคือการรับรู้และมองเห็นเสมอว่า แม้ในโลกนี้จะมีสิ่งที่ไม่อาจควบคุม แต่ทุกขณะฉันยังมีพื้นที่เล็กๆ ที่ฉันดูแลได้ ฉันไม่ได้สูญเสียการควบคุมไปเสียทุกอย่าง 

มีตัวแปรหนึ่งทางจิตวิทยาชื่อว่า Locus of Control หรือ ‘ความเชื่อในอำนาจควบคุม’ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คนที่มี Internal Locus of Control คือคนที่เชื่อว่าตนขีดเขียนโชคชะตาของตัวเองได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นผลจากการกระทำ คนกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากการอ่านดวงน้อยกว่า ต่างจากคนที่มี External Locus of Control หรือคนที่เชื่อว่าเหตุการณ์ดีร้ายเป็นผลจากผู้อื่นและโชคชะตาที่ไม่อาจควบคุม 

ดังนั้นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้เอนจอยการดูดวง ผู้เขียนคิดว่าเราสามารถปรับสถานะการดูดวงจาก ‘เครื่องฟันธงอนาคต’ มาเป็น ‘กระจกสะท้อน’ ที่เอื้อให้สำรวจตัวเองได้ มองมันในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจลักษณะความคิดความรู้สึกตัวเองมากขึ้น รู้ทันนิสัยบางอย่างของตัวเองมากขึ้น ใช้สำรวจว่าเมื่ออยู่กลางทางแยกชีวิตและต้องตัดสินใจ เราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ลองใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นแผนที่ส่วนตัวในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจมากขึ้น เมื่อนั้นเราและการดูดวงก็จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขทั้งในเชิงจิตใจและกระเป๋าสตางค์ เพราะเราไม่ได้ทรีตการดูดวงเป็น ‘ยารักษาโรค’ หนึ่งเดียวที่ฝากความหวัง แต่เป็นเหมือน ‘วิตามิน’ เสริมพลังในแต่ละจังหวะชีวิต แม้ขาดไปก็ยังไปต่อได้แบบไม่สะดุด

อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/55189

http://cuir.car.chula.ac.th.chula.idm.oclc.org/handle/123456789/17082

https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/00207411.2021.1968570

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0191886916307826

Author

KANTAPORN SUENSILONG

นักเขียน นักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา MASTERPEACE

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide