LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“การเปลี่ยนเพศควรเป็นสวัสดิการรัฐ เพราะไม่มีใครควรถูกกีดกันจากการเป็นตัวเอง” คุยกับ อั้ม-พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ หญิงข้ามเพศที่อยากให้คนเจนต่อไปไม่ต้องเจ็บปวด

แม้เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนเพศจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่การเป็นคนข้ามเพศ ก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคสมัยนี้ เพราะยังมีหลายสิ่งที่พวกเขาต้องข้ามผ่าน อย่างที่ อั้ม-พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ บอกเล่าให้เราฟัง ถึงด่านต่างๆ ที่คนข้ามเพศต้องเผชิญ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน จนถึงภาพจำและความคาดหวังสารพัดที่สังคมโยนโครมมาให้ 

และขณะที่ต้องเผชิญความคาดหวังมากมาย ให้ต้องพิสูจน์ตัวเองในแง่ต่างๆ (ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ) ในระดับโครงสร้าง รัฐเองก็ไม่ได้พร้อมจะโอบอุ้มพวกเขาไว้เลย ตั้งแต่เรื่องคำนำหน้าชื่อ กฎหมายเรื่องการข่มขืน รวมถึงเรื่องของสวัสดิการรัฐที่อั้มยืนยันว่า การผ่าตัดเปลี่ยนเพศรวมถึงการเทคฮอร์โมน ล้วนแต่ควรเป็นสวัสดิการรัฐ เพราะกระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงิน และคนที่ไม่มี ก็ไม่ควรถูกกีดกันจากการเป็นตัวเอง 

ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ มีเพื่อนๆ ที่เคยได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ รวมถึงการได้ทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ คำบอกเล่าของเธอคนนี้ เป็นสิ่งที่เราอยากให้คุณได้อ่านจริงๆ 

“วันนั้นเราถูกตรวจระเบียบ 

กลับบ้านมาในสภาพที่ถูกกล้อนผมเละเทะ 

สิ่งที่เราทำก็คือมองกระจกแล้วร้องไห้หนัก 

เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ร่างกายเรา มันไม่ยุติธรรมเลย”

Q: คุณเริ่มเข้ารับการผ่าตัดตั้งแต่ตอนไหน

A: ผ่าตัดครั้งแรก ถ้าเป็นหน้าอกก็ตั้งแต่เข้าปี 1 ค่ะ แต่ถ้าเป็นผ่าตัดเปลี่ยนเพศก็คือปี 3 ค่ะ ซึ่งอั้มเก็บเงินเองส่วนหนึ่ง แล้วที่บ้านก็ซัพพอร์ตด้วยอีกส่วนหนึ่ง 

อย่างเรื่องของหน้าอก เราได้ทำข้อตกลงกับที่บ้านไว้ว่าเราจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และถ้าเราทำได้ เราขอให้เขามอบสิ่งนี้เป็นของขวัญเข้ามหาวิทยาลัยกับเรา คือต้องบอกก่อนว่าสมัยก่อนเป็นคนที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไรเลย ด้วยการที่พอเรารู้ตัวว่าเราเป็นผู้หญิง มันทำให้เรามีเป้าหมายชัดขึ้นในการเปลี่ยนตัวเองให้มีร่างกายแบบที่เราต้องการ เราก็เลยบอกที่บ้านไปแบบนั้น ที่สุดแล้วเราก็ช่วยเขาออกด้วยนะ

Q: ตั้งแต่ที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็นผู้หญิง สิ่งแรกที่เกิดขึ้นเลยคืออะไร?

A: สำหรับอั้ม มันเกิดขึ้นครั้งแรกสุดเลยตอนเรียนอนุบาล มันเป็นวันที่โรงเรียนมีตรวจผม แล้วสมัยก่อนมันไม่เหมือนสมัยนี้ที่ไม่ได้มี gender norm มากำกับ เพศไหนไว้ผมทรงไหนก็ได้ ณ เวลานั้น ผมสั้นคือสัญลักษณ์ของความเป็นชาย แล้วเราที่เป็นเด็กแค่อนุบาล ที่พอเห็นตอนตัวเองโดนกล้อนผม ตอนนั้นเราร้องไห้หนักมาก เชี่ย สภาพนี้เหรอวะ แม่ก็บอกว่า เฮ้ย น่ารัก แล้วทุกคนก็บอกว่าน่ารัก แต่นี่ไม่ใช่นิยามความน่ารักที่เราอยากจะเป็นน่ะ เราอยากน่ารักเหมือนตัวการ์ตูนที่เราดูในสมัยนั้น เพราะเราอยากจะเป็นคนสวยแบบนั้น มันก็เลยเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง จริงๆ แล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชายเลย 

แล้วสมัยนั้นก็จะโดนสังคมหล่อหลอมเนอะ ด้วยความที่ยังเด็ก เขาก็จะบอกแบบว่า เนี่ย หาผู้หญิงมาชอบบ้างสิ เราในตอนอนุบาลก็พยายามกลับบ้านมาบอกครอบครัวว่า วันนี้เรามีผู้หญิงที่ชอบแล้วนะ แต่จริงๆ เราไม่ได้ชอบเขาหรอก แต่ก็ต้องเอามาบอกเพื่อให้ทุกคนรู้สึกสบายใจ 

Q: ตัวการ์ตูนที่ชอบและอยากเป็นในช่วงนั้นคืออะไร

A: ช่วงนั้นจะชอบดูบาร์บี้มาก เป็นติ่งบาร์บี้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ขอที่บ้านซื้อบาร์บี้ แล้วช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้เลย ราคาก็สูงด้วย คือในครอบครัวก็ยังมีการคิดว่า เด็กเพศกำเนิดชายก็ต้องเล่นกันดั้ม ซึ่งเขาก็ให้เรามา ถามว่าเราเล่นไหม เราก็เล่นนะ เรนเจอร์ ขบวนการ 5 สี แต่ว่าเราก็อยากจะเป็นเรนเจอร์ที่เป็นตัวผู้หญิงอยู่ดี สุดท้ายแล้วมันไม่มีทางที่จะปิดกั้นอิสระเด็กคนหนึ่งได้ ถึงคุณจะยัดเยียดอะไรมาก็ตาม สุดท้ายก็บอกเขา ร้องไห้กลางห้างว่าเราอยากได้บาร์บี้จริงๆ จนครั้งหนึ่งเขาก็ซื้อให้

Q: พอจะพูดได้ไหมว่า ครอบครัวก็ถือเป็นเซฟโซนของเรา?

A: ครอบครัวเป็นเซฟโซนไหม ก็ใช่ แต่ไม่ใช่ทุกคน สำหรับอั้ม เซฟโซนมากที่สุดก็คือ ‘แม่’ เพราะว่าช่วงที่อั้มเรียนมัธยม มันเป็นช่วงที่การตรวจระเบียบจะโหดมาก อั้มเรียนโรงเรียนรัฐบาลอ่ะ มันโหดมากถึงขนาดที่เขาจับกล้อน ประจานหน้าโรงเรียนเลย แล้วสมัยนั้น LGBT ไม่ได้ถูกยอมรับเลย ก็กลายเป็นเหมือนตัวประหลาด ไม่ใช่คนปกติ 

ซึ่งต้องบอกว่าก่อนหน้านั้นเราโดนกล้อนผมมาตลอด แล้วก็ยังไม่เคยหนีการตรวจผมมาก่อน แต่มีอยู่วันหนึ่ง อั้มจำได้มันคือจุดพลิกผัน วันนั้นเราถูกตรวจระเบียบ กลับบ้านมาในสภาพที่ถูกกล้อนผมเละเทะ สิ่งที่เราทำก็คือมองกระจกแล้วร้องไห้หนัก เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ร่างกายเรา มันไม่ยุติธรรมเลย ถึงขนาดจิกตัวเอง ถึงขนาดคิดสั้นว่าไม่อยากจะอยู่

แต่แล้วเราก็คิดว่า เฮ้ยมึง ถ้าเราไปตอนนี้ สุดท้ายแล้วเราจะได้ร่างกายของตัวเองกลับมาเหรอ แล้วหลังจากนั้นอั้มก็เลยเริ่มเทคฮอร์โมน พอเทคฮอร์โมน ม.ปลาย เราก็เลยตั้งใจที่จะไว้ผมให้มันยาวกว่าทรงผมเด็กผู้ชาย แล้วเราก็ทำแบบนั้น 

สิ่งที่แม่ช่วยเราก็คือ แม่พาเราไปโรงเรียนตั้งแต่ตี 5 ครึ่งทุกวัน เพื่อที่จะหนีการตรวจระเบียบ เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนกล้อนผม เออ เด็กคนหนึ่งมันต้องทำถึงขนาดนั้นเพราะอะไรนะ และสุดท้ายแล้วเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้กับครูบางคนที่ไม่เชื่อว่าไว้ผมทรงไหนก็เรียนได้ เราเลยตั้งใจเรียนในตอนนั้น จนเกรดขึ้นมาดี เป็นท็อปห้อง โอเคมันมีครูบางคนก็รู้สึกว่ามันเป็นไปได้นี่หว่า ที่เด็กไว้ผมก็เรียนได้ แต่สุดท้ายถึงจะพิสูจน์ยังไง มันก็ต้องมีครูที่ไม่โอเคกับสิ่งนั้นอยู่ดี อั้มเลยรู้สึกว่า LGBTQ มันไม่ควรจะต้องพิสูจน์อะไร ถึงพิสูจน์ไป เขาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี

แม่พาเราไปโรงเรียนตี 5 ครึ่งทุกวัน แต่เราก็ยังโดนตัดผมอยู่ดี สุดท้าย มันท็อกซิกถึงขนาดที่เราขอแม่ย้ายโรงเรียน เพราะว่าผมมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากไปโรงเรียน แล้วพอเราต้องมีผมแบบที่มันไม่ใช่ โดนบูลลี่ มันก็ส่งผลกับจิตใจเรา แต่สุดท้ายก็ต้องดั้นด้นไปโรงเรียน เพื่อต้องเข้ามหาวิทยาลัย อย่างที่บอกว่าเรามีข้อตกลงกับที่บ้าน ว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัย เราก็จะทำหน้าอก สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ดี เราเคยขอแม่ว่าไปเรียนนานาชาติได้ไหม แต่สุดท้ายด้วยเงินและเศรษฐกิจในช่วงนั้นก็ไม่ได้เอื้อให้เราต้องย้ายโรงเรียนได้ เราก็ไม่ได้รวยถึงขนาดเรียนนานาชาติได้ สุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนไปอย่างนั้น

“เด็กข้ามเพศหลายคนต้องซัฟเฟอร์

กับสิ่งที่ต้องเจอในโรงเรียน 

คือการที่เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง มันทำให้

คนอื่นสามารถมาคุกคามได้ขนาดนี้เลยเหรอ”

Q: กลายเป็นโรงเรียนที่ไม่ใช่เซฟโซนของเรา?

A: ใช่ โรงเรียนไม่ใช่เซฟโซน เราถูกครูจับจ้องมากกว่าปกติ เราทาลิปสติกไปเรียน เราก็จะต้องมีการโดนโน่นนี่ ไว้ผมที่ยาวที่สุดในโรงเรียน ก็จะต้องมาแกล้งเราด้วยการจะมาตัดเรา และพอครูไม่ใช่เซฟโซน พอเราโดนคนอื่นทำร้าย เขาก็จะไม่สามารถมาช่วยเราได้ 

เราเคยโดนเพื่อนผู้ชายคุกคามทางเพศ ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะครูก็ไม่ใช่ที่พึ่ง เด็กข้ามเพศหลายคนต้องรู้สึกซัฟเฟอร์มากกับสิ่งที่ต้องเจอในโรงเรียน การที่เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง มันทำให้คนอื่นสามารถมาคุกคามได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ไปฟ้องครูก็ไม่ได้ เคยไปฟ้องก็พูดว่าแบบ เดี๋ยวครูตักเตือนให้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล เพราะครูไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ เท่ากับว่าก็ปล่อยเบลอ ขนาดครูกันเองยังเคยคุกคามทางเพศเราเลย

Q: การที่โรงเรียนแบ่งเด็กออกเป็นเพียงชาย-หญิง ด้วยยูนิฟอร์ม หรือใดๆ มีปัญหาอย่างไรบ้าง

A: มันเป็นปัญหาตรงที่ว่าเด็กจะไม่ได้ค้นหาความเป็นตัวเองจริงๆ เหมือนถูกจับใส่กล่อง ใส่คุก คุณจะต้องอยู่ในแถวนี้เท่านั้น ห้ามออกนอกแถว เด็กที่ออกนอกแถวต้องโดนทำโทษอยู่ตลอดเวลา แล้วหนึ่งคือมีแผลใจ สองคือในวัยที่เป็นวัยรุ่น มันควรเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ แต่พอมันถูกสตัฟฟ์แบบนั้น สุดท้ายเด็กก็ต้องไปเรียนรู้เอาเอง ซึ่งเขาอาจจะพลาดได้ 

อย่างถ้าเป็นเด็กข้ามเพศ สมมติว่าโดนจับอยู่ในกล่องผู้ชาย สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นเลยก็คือ เขาจะไม่มีความรู้ในด้านการเทคฮอร์โมน ซึ่งมันจะเป็นอันตรายมากๆ ช่วงแรกๆ อั้มก็ต้องหาข้อมูลเองเหมือนกันในสมัยนั้น ซึ่งเราก็ไปกินยาด้วยตัวเองแล้วมันก็เกิดผลข้างเคียง อย่างเราก็ไปกินยาคุมแล้วน้ำหนักขึ้นมาประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งมันไม่ใช่ สุดท้ายแล้วเราไม่ควรจะมาเสี่ยงเอง อีกทีเราก็ไปฉีดยาฮอร์โมนที่คลินิกแห่งหนึ่ง เพิ่งมารู้ตอนโตว่าจริงๆ มันอันตราย อย่างอั้มตอนนี้เราได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เรารู้เลยว่าจริงๆ แล้วกระบวนการเทคฮอร์โมน มันควรต้องผ่านมือแพทย์เท่านั้น ให้รู้ว่าค่าฮอร์โมนของแต่ละคนมันต้องกินอะไร ต้องทำอะไร หมอก็บอกเลยว่าการฉีดมันอันตราย แล้วมันมีเด็กอีกกี่คนล่ะ ที่ต้องหลุดเข้าไปสู่ความเสี่ยงเพื่อจะค้นหาตัวเองเอง โดยไม่มีใครมาไกด์เขา สมัยนั้นข้อมูลมากที่สุดคือการดูข้อมูลและเสิร์ชพันทิปอ่ะ ซึ่งมันไม่โอเคเลย 

Q: คิดว่ามาถึงตอนนี้ เด็กเข้าถึงข้อมูลได้มากพอหรือยัง

A: มากขึ้น แต่สำหรับอั้ม ถึงมันจะมากพอ เด็กส่วนใหญ่ถ้าครอบครัวไม่ได้เปิดกว้าง หรือว่าสังคมเขาไม่ได้เปิดกว้าง อั้มว่าสุดท้ายเขาก็ยังจะรู้สึกสิ่งที่เร็วที่สุดสำหรับเขามันง่ายที่สุด สุดท้ายเขาก็จะยังเสิร์ชอินเทอร์เน็ตอยู่ ซึ่งมันก็มีทั้งความรู้ที่ถูกและผิด 

“พอเราได้แต่งตัวตามเพศสภาพ

แล้วก็มีร่างกายเป็นของตัวเอง 

สุดท้ายแล้ว self-esteem มันสูงขึ้น 

และมันยิ่งทำให้คนเราอยากจะ

ตั้งใจใช้ชีวิตในทางของตัวเอง”

Q: หลังพ้นช่วงมัธยมที่เต็มไปด้วยกรอบ ชีวิตมหาวิทยาลัยของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

A: ก็คือมีความสุขมากกกก พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหมือนชีวิตนั้นเป็นชีวิตที่เริ่มต้นจริงๆ เป็นตัวเองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ พอเราได้แต่งตัวตามเพศสภาพแล้วก็มีร่างกายเป็นของตัวเอง สุดท้ายแล้ว self-esteem มันสูงขึ้น แล้วเราก็สามารถที่จะทำอะไร โดยที่ไม่ต้องมีกำแพงว่าเราจะต้องรู้สึกอึดอัดกับร่างกายตัวเอง แล้วพอรู้สึกแบบนั้น มันยิ่งทำให้คนเราอยากจะตั้งใจใช้ชีวิตในทางของตัวเอง แล้วเราก็ตั้งใจเรียนมากขึ้นด้วย เรารู้สึกว่าพอคนมันมั่นใจก็จะทำอะไรได้ดีขึ้น 

Q: สิ่งที่เพิ่งค้นพบหลังจากได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการคืออะไร

A: เพิ่งค้นพบว่าเราก็มีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกได้นะ ช่วงมหาวิทยาลัยก็จะเป็นช่วงที่เรามีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกไม่เหมือนช่วงมัธยม ช่วงมัธยมเราจะมีความสัมพันธ์ที่มันแบบงงๆ เพราะว่าหนึ่งเลย เรายังไม่มีความกล้าที่จะมีความสัมพันธ์กับใครลึกซึ้งขนาดนั้น เพราะว่าเรารู้สึกว่าร่างกายเรายังไม่พร้อมที่จะมีความสัมพันธ์กับใครเลย อันดับที่หนึ่ง ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวเองแล้วต้องมีความสัมพันธ์ เราอึดอัด เราไม่ค่อยโอเค 

พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีโมเมนต์ที่เป็นความสัมพันธ์โรแมนติกเกิดขึ้น ก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี แบบจริงๆ แล้วเราก็สามารถมีแฟนได้นี่หว่า แล้วคนที่เคยพูดว่า เราไม่สามารถมีแฟนได้ มันก็ไม่จริงอ่ะ มีคนมาชอบตั้งเยอะ 

Q: หลังเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

A: อันดับที่หนึ่งเลย ร่างกายก็จะแข็งแรงน้อยลง อย่างหมอก็จะพูดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนเพศเนี่ย ฮอร์โมนมันจะไม่มี หรืออาจจะมี แต่น้อยมากๆ จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ เราจะต้องได้รับการเทคฮอร์โมนประจำแล้วห้ามขาดเลย แล้วก็ต้องตรวจประจำปีทุกปี ร่างกายเราก็จะเหมือนเกินอายุ อาจจะบวกไปอีกสัก 10-20 ปี ก็อย่างที่บอกว่าฮอร์โมนเรามันน้อยมาก เขาเรียกว่า ใช้ชีวิตได้อีกแบบหนึ่ง อาจจะเหนื่อยง่ายหน่อย แต่โดยรวมก็ยังปกติอยู่ 

และถ้าพูดในแง่จิตใจ เราแฮปปี้อยู่แล้ว วันผ่าตัดเราไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าไร แม่พาเราไป เสร็จแล้วก็ออกมา ที่ไม่ได้ตื่นเต้นมากเพราะรู้ว่าวันนี้มันมาถึงอยู่แล้ว อาจจะปรับตัวยากหน่อยช่วงแรกๆ อาจจะหน่วงๆ อย่างที่บอก วันแรกเราก็เป็นลมเลย ค่าฮอร์โมน เลือดมันยังไหลเวียนไม่เสร็จ 

Q: คุณแม่มีฟีดแบ็กอย่างไรบ้าง

A: แม่ก็แฮปปี้ค่ะ คือแม่ผ่านจุดที่เราร้องไห้ทุกวันไปโรงเรียนมา สุดท้ายแม่เห็นเราเป็นแบบปัจจุบัน แม่ก็แฮปปี้อยู่แล้ว ลูกไม่ต้องรู้สึกเกลียดร่างกายตัวเอง มันเป็นอะไรที่ดี เห็นลูกไม่ต้องเศร้าก็เป็นอะไรที่ดีอยู่แล้ว แต่สุดท้ายแม่ก็มีความเป็นห่วงนิดนึงนะ ก็อยากให้เราโตเป็นสาวในแบบที่ดูกุลสตรีอยู่บ้าง ตามสไตล์ผู้ใหญ่ 

Q: วิธีที่อั้มใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ ในครอบครัว หรือคนรอบข้าง เป็นอย่างไร ในกรณีที่เขายังไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น 

A: จริงๆ ถามว่าทุกวันนี้จะเข้าใจกัน 100 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ก็ไม่ บางทีก็ยังมีทะเลาะกับพ่อแม่ด้วยคำพูดบางอย่างที่ไม่ได้โอเคกัน ด้วยเจเนอเรชันที่มันต่างกัน แต่อย่างแม่เองเวลาเราคุย เราก็จะพูดกันตรงๆ เพราะแม่จะสนิทกับเรา เราก็พูดกันไปเลย ไม่เข้าใจอะไรกันก็ต้องคุย อย่างที่บอกว่า เขาอยากให้เราเป็นผู้หญิงอีกแบบหนึ่ง อย่างวันนี้จะใส่ชุดนี้มาแล้วมันเปิดหลัง แม่ก็จะบอกว่าทำไมไม่มีเสื้อคลุม เราก็ต้องมาคอยบอกว่ามันไม่ได้โป๊เลย มันก็มีการคุยกันตรงๆ ค่ะ

แต่ถ้าย้อนไปช่วงแรกๆ ก็จะหนักหน่อย แม่เองก็จะไม่ค่อยเข้าใจ ก็คือทั้งแม่ทั้งพ่อ นี่แหละไม่ค่อยเข้าใจว่าเรานิยามตัวเองเป็นอะไร เวลาเขาไปบอกกับคนอื่น มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการให้บอกก็ได้ ก็เคยทะเลาะกันอยู่หลายรอบ อย่างจริงๆ หลายๆ คนจะชอบใช้คำว่าสาวประเภทสอง เราก็จะบอกแม่ไปเลยว่า เราไม่ต้องการคำนิยามนี้ เพราะคำว่าสาวประเภทสอง สำหรับเราคนเดียวนะ บางคนอาจจะโอเคก็ได้ มันเหมือนการแบ่งเราเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่เราจะรู้สึกว่าเฮ้ย เราก็เป็นพลเมืองคนหนึ่ง แล้วเราพยายามจะบอกแม่ตลอดว่า เฮ้ย นี่คือลูกสาวของแม่ คือผู้หญิงคนหนึ่ง จบ แค่นี้ ก็พยายามบอกๆ เขาทีละอย่างตลอดมา แต่ถามว่าวันนี้เข้าใจกัน 100 เปอร์เซ็นต์ไหม ก็ยังไม่ขนาดนั้น ก็เรียนรู้กันไปด้วยความต่างทางวัยค่ะ

“คนมักจะมองว่าผู้หญิงข้ามเพศจะต้อง

บ้าผู้ชาย แล้วก็ชอบผู้ชายได้ทุกคนเลย 

เราต้องแฮปปี้แน่ๆ เวลามีผู้ชายมาลวนลาม 

อันนี้น่ากลัวเหมือนกัน เพราะว่ามันสุ่มเสี่ยง

ต่อการโดนคุกคามได้สูง ซึ่งมันไม่โอเค”

Q: ที่ผ่านมา อั้มต้องต่อสู้กับภาพจำแบบไหนบ้าง

A: หนึ่งเลย เท่าที่คิดออกก็คือ คนมักจะมองว่าผู้หญิงข้ามเพศจะต้องบ้าผู้ชาย แล้วก็ชอบผู้ชายได้ทุกคนเลย การที่คุณคิดว่าเราต้องชอบคุณแน่ๆ หรือคิดว่าเราต้องแฮปปี้แน่ๆ เวลามีผู้ชายมาลวนลาม อันนี้น่ากลัวเหมือนกัน เพราะว่ามันสุ่มเสี่ยงต่อการโดนคุกคามได้สูง ซึ่งมันไม่โอเคเลยสำหรับอั้ม 

มันทำให้เกิดข่าวมากมายที่เราเห็น แล้วเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมอ่ะ อย่างเช่นมีคนหนึ่งที่เคยออกข่าว ที่เขาโดนเจ้านายล่วงละเมิดทางเพศ สุดท้ายแล้วกว่าเขาจะได้รับความเป็นธรรม มันนานมาก เพราะสังคมก็คิดว่าเขาสมยอม ซึ่งจริงๆ มันใช่ที่ไหนล่ะ ใครจะบ้าอยากโดนคุกคามทางเพศวะ คือมายด์เซ็ตสังคมก็ควรจะเปลี่ยนสักที คือเราไม่จำเป็นต้องชอบทุกคน เราก็คนปกติแหละ จะมาคิดว่าอยากจะได้ทุกคนแบบนี้ไม่ได้

Q: ดูเหมือนเขาจะคิดว่าร่างกายที่เป็นเพศกำเนิดชาย อย่างไรก็ไม่เสียหาย?

A: ใช่ ก็ใช่ พอคิดว่าเป็นอย่างนั้น ก็จริง ขนาดกฎหมายก็ยังไม่ได้รองรับการข่มขืนทรานส์เลย การที่สังคมไม่ได้ยอมรับว่าผู้หญิงข้ามเพศก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง มันทำให้ถึงขนาดมีข่าวว่าคนที่ถูกข่มขืนโดยผู้ชายกับช่องคลอดของเขา ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะว่าเขาคิดว่าช่องคลอดอันนั้นไม่ใช่ช่องคลอดจากเพศกำเนิดหญิง สิ่งนี้คือการเลือกปฏิบัติทางเพศชัดๆ มันแย่มากๆ ซึ่งอันนี้กฎหมายควรจะเปลี่ยนได้แล้ว 

“เคยมีดาราท่านหนึ่งออกมาพูดว่า 

สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเปย์ผู้ชายกันอยู่ดี 

เราว่าผู้หญิงข้ามเพศ หรือใครก็ตาม 

สามารถมีรักโรแมนติกได้ 

คือถ้าเปย์จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหรอก 

เฮ้ย แต่อย่าคิดว่าเราทำได้แค่นั้น 

เราก็สามารถมีความรักได้เหมือนกัน”

A: (ต่อ) กลับมาพูดถึงภาพจำข้อที่สอง ก็คือเรื่องที่ว่าผู้หญิงข้ามเพศชอบได้แค่ผู้ชาย คือ อั้มน่ะมีเพื่อนหลายคนที่เปิดตัวว่าตัวเองเป็นผู้หญิงข้ามเพศนี่แหละว่าเขาชอบผู้หญิงด้วยกัน หรือไปชอบทอม เขาก็จะโดนตั้งคำถามว่า เฮ้ยอะไรอ่ะ เป็นไปได้ไงวะ มึงคบกันได้ยังไง ทำไมไม่ชอบผู้ชาย ซึ่งจริงๆ คุณต้องแยกระหว่างเพศสภาพกับรสนิยมทางเพศว่ามันไม่เหมือนกัน เพศสภาพอย่างเรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง แต่รสนิยมทางเพศเราชอบผู้หญิง ก็เท่ากับว่าเราอาจจะเป็นเลสเบี้ยนก็ได้ เพราะฉะนั้นการมองว่าผู้หญิงข้ามเพศชอบได้แค่ผู้ชาย มันเหมือนการที่คุณพยายามจะลบรสนิยมทางเพศของคนอื่นทิ้งอ่ะ เพราะเราคิดว่ากล่องมันมีแค่ชายหญิงอยู่ ซึ่งในกลุ่ม LGBT เองก็ยังมีคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน

ภาพจำต่อมาที่หลายคนเจอก็คือ ผู้หญิงข้ามเพศจะต้องเปย์ผู้ชาย หรือโดนผู้ชายหลอกอย่างเดียว ซึ่งก็มีดาราท่านหนึ่งออกมาพูดว่า สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเปย์ผู้ชายกันอยู่ดี อั้มว่าผู้หญิงข้ามเพศ หรือใครก็ตาม สามารถมีรักโรแมนติกได้ หรือถ้าเปย์จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดหรอก เฮ้ย แต่อย่าคิดว่าเราทำได้แค่นั้น เราก็สามารถมีความรักได้เหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งคือหลายๆ คนในสังคมจะชอบคิดว่าผู้หญิงข้ามเพศจะชอบรับฟังคำชมประเภทว่า เฮ้ย แกสวยเหมือนผู้หญิงอ่ะ แก อยากยกมดลูกให้เลยอ่ะ จริงๆ แล้วสำหรับเรา ส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบคำนี้ เพราะคำว่าสวยเหมือนผู้หญิงมันเท่ากับว่าไม่ยอมรับว่าเราเป็นผู้หญิงอ่ะ

ส่วนยกมดลูกให้มันก็เหมือนกับการบอกว่า การจะเป็นผู้หญิงได้มันต้องมีมดลูก มันไม่เกี่ยว มันมีผู้หญิง cis women ที่เขาตัดมดลูกออกด้วยเหตุผลใดๆ เขาไม่ใช่ผู้หญิงเหรอ เขาก็เป็นผู้หญิงอยู่หนิ การที่เราเป็นผู้หญิงข้ามเพศ เราก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถึงเราจะไม่มีมดลูกก็ตาม 

หรืออย่างกรณีของผู้ชายข้ามเพศ เรามีเพื่อนเป็นผู้ชายข้ามเพศ เขาก็ทริกเกอร์กับคำว่าทอมนะ เพราะว่าคำว่าทอมในบ้านเรามันจะมีภาพจำบางอย่างที่เขาเองรู้สึกว่าไม่ใช่ หรือบางคน เขาก็ไม่อยากเป็นผู้ชาย เขาอยากเป็นทอม ขณะที่การเป็นผู้ชายข้ามเพศมันคือความรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชาย และเขาต้องการความรักแบบผู้ชาย 

มันซับซ้อนมาก เราเลยรู้สึกว่า จริงๆ คำเหล่านี้เราควรจะศึกษาและทำความเข้าใจกันในสังคมมากกว่านี้ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองอยากพูดอะไรก็พูด เพราะมันมีคนที่เจ็บปวดกับมันจริงๆ นะ

Q: รู้สึกอย่างไรกับการที่มีบางคนในคอมมิวนิตี้ LGBTQ เองก็ไม่ได้เข้าใจประเด็นเหล่านี้

A: มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าค่ะ เพราะจริงๆ แล้วคนในกลุ่ม LGBTQ เนี่ย เราต่างถูกเลือกปฏิบัติในด้านใดด้านหนึ่งอยู่แล้วตั้งแต่เกิดมา จริงๆ เราควรจะเข้าใจกันมากขึ้น แล้วพอในคอมมิวนิตี้ยังไม่เข้าใจ มันยิ่งแบบ แล้วใครจะมาเข้าใจเราวะ ประมาณนั้น 

อย่างเมื่อก่อนอั้มก็กลัวที่จะบอกเพื่อน LGBT ว่าเราไม่โอเคกับคำว่า กะเทย เรารู้สึกไม่โอเค ซึ่งเราไม่กล้าบอกเขา เพราะเรากลัวไม่มีเพื่อน แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขาไม่เข้าใจเรา เราก็คงต้องออกมาจากเขา เพราะเราจะไปทนให้เขาพูดจาแล้วเรารู้สึกแย่ทำไม มันน่าเศร้าเหมือนกัน 

“ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งของสังคมไทยก็คือ 

ถึงคุณจะบอกว่าต้องสวยแบบนั้นแบบนี้สิ 

ถึงจะดูเป็นผู้หญิง 

แต่สุดท้ายคุณไม่ได้อยากจะขับเคลื่อนเรื่อง

ของกฎหมายคำนำหน้า

ที่จะรองรับว่าคนคนนั้นเป็นผู้หญิงอยู่ดี”

Q: คุณเคยเล่าว่าอีกสิ่งที่ต้องสู้กับมันคือเรื่อง Beauty Standard?

A: ใช่ๆ การเป็นผู้หญิงข้ามเพศ หลายครั้งถูกคาดหวังว่าคุณต้องสวยตามแบบที่สังคมกำหนด หรือต้องดูเฟมีนีนมากที่สุดถึงจะถูกยอมรับว่าเป็นผู้หญิงได้อะไรประมาณนี้ ลองมองดูในสื่อ ดาราที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศกี่คนที่จะถูกยอมรับว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ มันน้อยมากเลยนะ แล้วสมมติเราไปอ่านคอมเมนต์ก็จะเจอว่าคนนี้แหละ คนที่ไม่เหมือนคนอื่น คนที่เป็นผู้หญิงที่สุดแล้ว ซึ่งเราอ่านแล้วก็รู้สึกว่าอะไรวะ อะไรคือความเป็นหญิงของคุณ มันคือการเป็นกุลสตรีเท่านั้นเหรอ มันทำให้คนที่ไม่ตรงกับภาพเหล่านั้นรู้สึกว่าซัฟเฟอร์ 

เรารู้สึกว่าหลายๆ คนต้องพยายามผลักตัวเองให้ไปถึงบิวตี้สแตนดาร์ดให้ได้ เพียงเพื่อให้ตัวเองถูกยอมรับ แต่เมื่อผลักตัวเองไปถึงตรงนั้นแล้ว ก็ไม่ถูกยอมรับว่าเป็นผู้หญิงอยู่ดี ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งของสังคมไทยก็คือ ถึงคุณจะบอกว่าต้องสวยแบบนั้นแบบนี้สิ ถึงจะดูเป็นผู้หญิง แต่สุดท้ายคุณไม่ได้อยากจะขับเคลื่อนเรื่องของกฎหมายคำนำหน้าที่จะรองรับว่าคนคนนั้นเป็นผู้หญิงอยู่ดี ก็จะมีคนที่บอกว่า ไม่อยากให้เปลี่ยนคำนำหน้า เดี๋ยวมีคนโดนหลอก เดี๋ยวอะไรก็ว่าไป หรือมาบอกว่าไม่มีทางที่จะเป็นผู้หญิงได้ เพราะว่าไม่มีมดลูก ก็อย่างที่เราบอกว่าสุดท้ายคนก็จะมาวัดกันที่แค่มดลูก มาวัดกันที่แค่เพศกำเนิดหญิง ถึงจะเป็นหญิงได้ ซึ่งจริงๆ คนที่กำหนดได้ว่าเราเป็นผู้หญิงได้ก็คือตัวเราเองต่างหาก

Q: อยากให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นคำนำหน้าชื่อสักหน่อยได้ไหม

A: คือคำนำหน้าชื่ออ่ะ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับคนข้ามเพศ หนึ่งเลยมันคือด้านสภาพจิตใจก่อน เราเป็นผู้หญิง แต่เราใช้คำว่านายมันไม่แฟร์อยู่แล้ว สองเลยคือ เฮ้ย การมีคำนำหน้าเพศ กลัวผู้หญิงข้ามเพศไปหลอกผู้ชาย เราก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า ทุกวันนี้ผู้ชายที่หลอกผู้หญิงที่เป็นซิสวูแมน มีข่าวไปกี่รายแล้ว หรือ LGBTQ+ ที่เป็นคนดัง ก็ยังเคยเห็นเลยที่เขาโดนหลอก โดนหลอกเอาเงิน โดนขโมยเอาเงินไป ทำไมคนถึงไม่จับจ้องกรณีเหล่านี้บ้าง ทำไมคนถึงจะมาโฟกัสว่าเราอ่ะ จะต้องไปหลอกเขา เท่ากับว่าคุณกำลังโฟกัสความผิดแค่เฉพาะคนข้ามเพศ หรือ LGBT เท่านั้น เท่ากับการเลือกปฏิบัติในสังคม เห็นได้ชัดเลยว่าคุณกำลังเหยียดเพศ สุดท้ายแล้วเป็นเพศไหนก็โดนหลอกได้ และเพศไหนๆ ก็โดนหลอกได้ทั้งนั้น คือคนเลวมันมีทุกเพศ ไม่ใช่คุณจะมาจ้องจับผิดแค่กับเรา 

แล้วการมีคำนำหน้านามที่ตรงกับเพศสภาพของเรา มันทำให้เราสามารถไปในพื้นที่อื่นๆ ได้ตามสิทธิที่เรามี มันมีหลายเคสมากที่เราไม่สามารถไปในบางประเทศได้ เพราะคำนำหน้าไม่ตรงพาสปอร์ต ซึ่งมันใช่เรื่องหรือเปล่าคะ คนเรามีความฝันหลายๆ อย่าง แต่ต้องถูกจำกัดฝันเพราะคำนำหน้าเหรอ มันเป็นสิทธิที่เราควรจะได้ ทำไมประเทศอื่นๆ ทำได้ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน หรือฝรั่งเศส ทำไมเขาถึงเปลี่ยนคำนำหน้าได้ ทำไมไทยถึงไม่ได้ล่ะ

Q: มองเห็นความหวังที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงไหม

A: เราอ่ะหวังอยู่ลึกๆ ว่ามันจะเปลี่ยน แล้วเราชอบประเทศไทยนะ ครอบครัวเราอยู่ที่นี่ เราก็ยังอยากอยู่ประเทศไทย เราเห็นหลายๆ คนจะต้องย้ายประเทศไปเพื่อจะได้สิทธิ แค่คำนำหน้านะ หลายคนมากๆ เพราะว่าอย่างที่บอก มันสำคัญต่อเขาอ่ะ สุดท้ายถ้าไม่เปลี่ยน เราก็อาจจะเป็นคนคนนั้นก็ได้ ที่จะต้องไปเอง แต่ก็คิดอยู่ว่ามันไม่เห็นแฟร์เลยว่ะ ที่กูจะต้องไปเอง แค่เพราะว่าประเทศไทยมันย่ำอยู่ที่เดิม เราก็ยังหวังเสมอว่ามันจะเปลี่ยน มีนักการเมืองบางคนที่เขาขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ และก็พยายามที่จะดันเรื่องนี้เต็มที่เหมือนกัน 

“ทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนเพศและการเทคฮอร์โมน 

ควรเป็นสวัสดิการรัฐค่ะ

ณ ตอนนี้ คนที่สามารถข้ามเพศมาได้

ต้องใช้เงินระดับหนึ่งเลย มันต้องเสียเงิน

ตั้งแต่วัยรุ่นจนตายเลย แล้วลองคิดดูว่า 

คนที่ฐานะทางบ้านไม่ดี เขาก็จะไม่ได้เป็นตัวเองเลยเหรอ”

Q: ขอวกกลับไปที่เรื่องการผ่าตัดอีกสักหน่อย คิดว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ หรือว่าการเทคฮอร์โมนควรเป็นสวัสดิการรัฐไหม?

A: ทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนเพศและการเทคฮอร์โมนควรเป็นสวัสดิการรัฐค่ะ อย่างที่ฝรั่งเศส การเข้ารับฮอร์โมนเป็นสวัสดิการสุขภาพเลยของเด็กข้ามเพศเลย นั่นเพราะเขามองว่าเด็กควรจะได้เลือกเพศตั้งแต่วัยรุ่นเลย มันก็เลยเป็นไปได้ แล้วเราก็รู้สึกว่า ประเทศไทยควรจะไปถึงขั้นนั้นได้แล้ว เพราะว่าต้องพูดก่อนว่า ณ ตอนนี้ คนที่สามารถข้ามเพศมาได้ จะต้องใช้เงินระดับหนึ่งเลย มันต้องเสียเงินตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงตายเลยก็ว่าได้ เพราะเราต้องเทคฮอร์โมนไปตลอด

แล้วเราลองคิดดูว่า คนที่ฐานะทางบ้านไม่ดี เขาก็จะไม่ได้เป็นตัวเองเลยเหรอ อั้มว่ามันดูไม่แฟร์ โอเคตัวเราอาจจะพรีวิลเลจเรื่องเงินบ้างที่สามารถเข้ารับการผ่าตัด แต่ว่ามีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับสิ่งนั้น แล้วต้องตะบี้ตะบันหาเงินมา ซึ่งมันอาจจะเป็นเงินทั้งชีวิตของเขาเลยก็ได้ เรารู้สึกว่าถ้ารัฐบาลมองเห็นเรื่องนี้มันจะเป็นอะไรที่ดี เพราะประเทศอื่นๆ ก็นำร่องกันไปแล้ว อย่างอินเดียที่เป็นประเทศชายเป็นใหญ่อย่างที่เราก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว ยังให้มีการผ่าตัดแปลงเพศฟรีเลยในบางรัฐ แสดงว่าในหลายๆ ประเทศมันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากอ่ะ ประเทศไทยก็ควรจะไปถึงขั้นนั้นได้แล้ว

Q: คิดว่าคนข้ามเพศจำเป็นต้องบอกกับคนรักไหม ว่าข้ามเพศมา

A: สำหรับอั้มการบอกกับแฟนว่าเราเป็นคนข้ามเพศ มันเป็นสิ่งที่ต้องบอกอยู่แล้ว เพราะเราต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน แล้วยังไงเราก็ต้องพูดกับเขา เพราะยังไงความรักมันก็คือความซื่อสัตย์ เราไม่สามารถหลอกเขาไปได้อยู่แล้ว มันเป็นพื้นฐานของทุกๆ เรื่องเลย มันเป็นพื้นฐานความซื่อสัตย์ของความสัมพันธ์ 

ซึ่งสุดท้ายถ้าเราบอกเขาแล้วเขารับไม่ได้ มันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องปล่อยเขาไป มันก็มีหลายครั้งเหมือนกัน ช่วงที่วัยเด็กกว่านี้ก็มีผู้ชายเข้ามา เราก็ต้องบอกเขา มีทั้งคนที่โอเค แล้วก็บางคนไม่โอเค มีปะปนกันไป เราก็ต้องยอมรับในส่วนนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าก็แค่ยังไม่ใช่เท่านั้นเอง 

Q: ข้ามไปอีกสเตป การบอกให้ครอบครัวของเราได้รับรู้ด้วยเป็นเรื่องยากไหม

A: ใช่ แล้วก็เป็นปัญหาในหลายๆ คนเลย เราเคยเจอคนที่บอกที่บ้านไปตรงๆ เลย ว่าคบกับผู้หญิงข้ามเพศอยู่นะ ที่บ้านเขาก็โอเค ไม่ได้อะไร หรือกับบางคนที่คบกับเรามาระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็มีกำแพงกับการบอกที่บ้านอยู่ดี เพราะว่ากลัวที่บ้านรับไม่ได้ สุดท้ายแล้วปลายทางก็ต้องเลิกกัน เพราะเราอึดอัดกับการคบหลบๆ ซ่อน มันเหมือนว่าเราเป็นอะไรที่ต้องคอยหลบซ่อน คือเราก็เป็นคนปกติอ่ะ สุดท้ายก็ต้องเลิกกัน

แล้วการบอกกับที่บ้าน ในมุมหนึ่งมันก็สะท้อนว่า สิ่งนี้มันยังเป็นเรื่องที่คนสมัยก่อนมีกำแพงว่าไม่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า สำหรับตัวเรา เราซัฟเฟอร์อยู่แล้ว เวลาเรามีความสัมพันธ์ครั้งหนึ่ง เราต้องคิดแบบนี้ คิดไปทุกสเตปเลย เราจะคบกันไปถึงไหน คบกันไปสักระยะหนึ่งเราก็คิดแล้วว่าเขาจะบอกที่บ้านตอนไหน เครียดตลอดเวลาจริงๆ คือเราไม่สามารถจะคบกันเหมือนคู่รักตรงเพศกำเนิดได้ ที่อาจจะไม่ต้องมีการบอกเรื่องนี้กับที่บ้าน เราต้องคิดไปถึงขั้นนั้นเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถคบกับเขาได้เฉยๆ เพราะว่าสุดท้ายที่บ้านเขาก็ต้องมาเกี่ยวด้วยสักวันอยู่ดี มันก็อึดอัดเหมือนกัน

“เรารู้สึกว่า เจนใหม่ๆ ควรเป็นเจนที่โตขึ้นมา

โดยไม่ต้องมาพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว 

คนเราควรเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องมาซัฟเฟอร์

เรื่องเพศของตัวเองตั้งแต่เกิด 

เราอยากเห็นมันเป็นแบบนั้นเข้าสักวัน”

Q: สมมติวันหนึ่งคุณได้รับเลี้ยงลูก แล้วเขาไม่ตรงเพศกำเนิดเช่นกัน คุณจะดูแลเขาอย่างไร

A: จริงๆ ไม่ได้อยากมีลูกเลย แต่สมมติว่าเราได้รับเลี้ยงลูกขึ้นมา จะมาจากลูกบุญธรรม หรือลูกอะไรก็ตาม ถ้าเขาเกิดมาไม่ตรงเพศกำเนิด เราก็ต้องให้อิสระเขา อันนี้ก็อยากบอกกับครอบครัวที่มีลูกหลานเป็น LGBT เราไม่อยากเห็นเด็กเจนใหม่ๆ เติบโตมา มานั่งเล่าสิ่งที่ถูกกดทับในวัยเด็กแบบเรา หรือหลายๆ คนที่ในสื่อก็ต้องมาเล่าเรื่องที่ถูกกดทับมา เรารู้สึกว่าเจนใหม่ๆ ควรเป็นเจนที่โตขึ้นมาไม่ต้องมาพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว ไม่ต้องมาแบกรับเรื่องแย่ๆ คนเราควรเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องมาซัฟเฟอร์เรื่องเพศของตัวเองตั้งแต่เกิด เราอยากเห็นมันเป็นแบบนั้นเข้าสักวันหนึ่ง เพราะสุดท้ายลูกก็คือลูกคุณ คุณรักลูกที่เขาเป็นลูกหนิ ตอนที่คุณยังไม่รู้ว่าเขาเป็นเพศอะไรก็รักแล้ว แต่ทำไมเกิดมาพอเขาเป็นเพศที่คุณไม่ถูกใจ คุณจะไม่รักเขาล่ะ 




Author

SERENE

นักเขียนคนหนึ่ง

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide