LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“ทนายหญิงต้องมีสิทธิใส่กางเกงไปศาล” ทนายแจม-ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายที่ใส่กางเกงทุกวันเพื่อดันเพดานสิทธิสตรีในศาล

ถึงศาลที่เคารพ หากยืนหยัดอยู่บนความยุติธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเนื้อตัวร่างกายของสตรีที่ประกอบอาชีพทนายความ โปรดออกกฎให้ “ทนายความหญิงมีสิทธิใส่กางเกง”

‘ทนายความหญิง’ ถูกกดทับทางเพศด้วยกฎระเบียบล้าหลัง พวกเธอหลายคนถูกศาลบางแห่ง ผู้พิพากษาบางบัลลังก์ บังคับให้สวมใส่กระโปรง แม้สิ่งที่สำคัญที่สุดของทนายความคือการงัดความสามารถออกมาใช้เพื่อความยุติธรรม แต่ดูเหมือนกระโปรงทรงเอแคบๆ จะถูกโฟกัสมากกว่าความสามารถเสียอีก อย่างไรก็ตาม ยังมีทนายหญิงคลื่นลูกใหม่ กล้าท้าชนกับค่านิยมเก่าแก่อย่างตรงไปตรงมา ลุกขึ้นมาใส่กางเกง และเรียกร้องสิทธิให้เพื่อนร่วมอาชีพทุกคนอยู่

ทนายแจม-ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กำลังก้าวขาสู่ขวบปีที่ 10 กับสายอาชีพที่เธอรัก และยิ่งรักอาชีพ ก็ยิ่งรักความยุติธรรมต่อสิทธิที่ผู้หญิงพึงมี จากความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานด้วยกระโปรงในปีแรก สู่การสวมสูทพร้อมกางเกงไปทำงานในปีถัดมา และเพิ่งดันเพดานตัวเอง ขยับมาใส่เบลเซอร์พร้อมกางเกงสแล็กหลากสีสันที่สั่งตัดตามนางเอกซีรีส์เกาหลีที่ชอบในสองปีหลังมานี้

แม้จะเคยโดนมองหัวจรดเท้า และโดนเหน็บจากเพื่อนร่วมวิชาชีพมาบ้าง แต่เธอยังไม่เคยโดนศาลไล่ให้ไปใส่กระโปรง ทว่ากับทนายความหญิงเพื่อนร่วมอาชีพรอบตัว ยังคงโดนสั่งห้ามเรื่องการใส่กระโปรงจริงจัง หนักไปถึงไม่ให้ว่าความหากใส่กางเกง การมีกฎระเบียบชัดๆ ให้ทนายความหญิงใส่กางเกงได้ จะทำให้ไม่ต้องมีทนายคนไหนมานั่งลุ้นว่าวันนี้ฉันจะโดนไล่ หรือโดนด่าไหม

“การใส่กระโปรงมันลำบากในแง่การเดินทาง ถ้าจะวัดความเรียบร้อย กางเกงดูจะเรียบร้อยกว่าด้วยซ้ำ นั่งไม่ต้องระวังอะไรเลย หรือถ้าจะไม่เกี่ยวกับความคล่องตัว เราก็ต้องมาคุยกันในแง่สิทธิมนุษยชนเนื้อตัวร่างกาย ที่ผู้หญิงควรเลือกใส่กางเกงได้” ไปคุยกับทนายแจม หนึ่งในทนายความที่ผลักดันแคมเปญ “ทนายความหญิงมีสิทธิสวมใส่กางเกงไปศาล” ร่วมกับ Nitihub และ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (ลงชื่อได้ที่: https://chng.it/cHVFF7rr

การขับเคลื่อนให้ทนายความหญิงมีสิทธิสวมใส่กางเกงไปศาล เกิดจากกฎเกณฑ์คลุมเครือ และไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของ สภาทนายความ และ เนติบัณฑิตยสภา ซึ่งระบุไว้ในข้อที่ 20 ของข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยเรื่องมรรยาททนายความที่ให้ทนายความหญิง “แต่งตามแบบสากลนิยม กระโปรงและเสื้อสีไม่ฉูดฉาด รองเท้าหุ้มส้น” แม้จะเคยมีทนายหญิงใส่กางเกงไปศาลแล้วโดนติเตียนกลับมาพูดว่ามรรยาททนายความไม่ได้ ‘ห้าม’ ให้ใส่กางเกงสักหน่อย แต่ในทางปฏิบัติ บางศาลยังมีการยกเอา พระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2507 ข้อ 17 (2) ที่ระบุว่าสมาชิกที่เป็นหญิง แต่งกายแบบสากลนิยมกระโปรงสีขาว กรมท่า ดำ หรือสีอื่นซึ่งเป็นสีเข้ม และไม่ฉูดฉาด เสื้อสีขาวหรือสีตามกระโปรง รองเท้าหุ้มส้นสีขาว น้ำตาล สีดำ เข้าชุดกันกับเครื่องแต่งกาย เมื่อสวมครุยเนติบัณฑิตด้วย

เท่ากับว่ากฎเกณฑ์ยืดยาวนี้ ยังคงอำนาจให้ผู้พิพากษาในแต่ละบัลลังก์ จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแต่งกายของผู้หญิงอยู่ เช่นเดียวกับทนายแจม ครั้งที่เป็นทนายหน้าใหม่ เธอสวมกระโปรงไปทำงานตามระบอบระเบียบความเป็นหญิง

“ช่วงแรกๆ เราใส่กระโปรง เพราะว่ามันมีระเบียบบอกไว้ ซึ่งสำหรับเรามันไม่สะดวกในการเดินทาง ศาลไทยมักจะอยู่ในที่ที่รถติด ทนายหญิงหลายคนเลือกใช้มอเตอร์ไซค์เป็นส่วนใหญ่ เพื่อฝ่าดงรถให้ไปถึงศาลเร็วที่สุด ซึ่งมันทุลักทุเลพอสมควร กระโปรงทรงเอรัดๆ จะก้าวทีก็ไม่สะดวก นั่งในอาคารอยู่ดีๆ ก็ถกขึ้นมาเอง กางเกงจึงโป๊น้อยกว่ากระโปรงโดยไม่ต้องสืบ”

“พอทำงานมาได้ปีเดียว เราก็เปรี้ยวเลย ลองใส่กางเกงไปทำงาน โดยเริ่มจากการใส่ชุดสูทพร้อมกางเกงก่อน แล้วสมัยนั้นคนยังไม่ค่อยตระหนักถึงสิทธิของตัวเองเท่าตอนนี้หรอกค่ะ เลยโดนทนายรุ่นพี่ว่ามาบ้าง ขนาดผู้หญิงด้วยกันยังบอกว่า ใส่ได้เหรอ ไม่กลัวจะผิดมรรยาททนายหรือไง เราก็ตอบเขาว่า เราสะดวกแบบนี้ ถ้าเราโดนศาลว่า เราก็จะชี้แจงแบบนี้ เพราะเราใช้ขนส่งสาธารณะ ไม่ได้ขับรถส่วนตัว การใส่กางเกงทำให้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะเห็นกางเกงในไหม ซึ่งมันเรียบร้อยกว่ากระโปรงในมุมเรา”

ทนายแจมเน้นย้ำกับเราว่า ไม่ได้จะบอกว่าให้เลิกใส่กระโปรง เพราะยังมีผู้หญิงบางคนที่แฮปปี้กับการใส่กระโปรงมากกว่า แต่กางเกงก็ควรเป็นสิ่งที่ใส่ได้เช่นกัน ซึ่งในมุมของเธอ กระโปรงมีข้อดีคือ “สบายมากที่สุดตอนเข้าห้องน้ำ”

จากชุดสูททนายความสีดำ กรม สู่การดันเพดานตัวเองไปสู่สีแดง เขียว ฟ้า แมตช์กับกางเกงสแล็ก ก่อนจะเริ่มหันมาใส่เบลเซอร์ที่เนื้อผ้าบางลงมาหน่อย เพราะอากาศเมืองไทยกับสูทหนาๆ นั้นทำคนเป็นลมได้เลยนะ

“ทนายใหม่ๆ เริ่มใส่กางเกงกันแล้วส่วนใหญ่ เพราะสะดวก และมันก็เท่ด้วย อย่างสูทของเราก็ตัดตามซีรีส์เกาหลี เราเอาภาพในซีรีส์ที่นางเอกเป็นอัยการไปให้ช่างตัดเลยนะ (หัวเราะ) คือมันไม่ได้ดูแฟชั่นจ๋าอะไร มันยังเรียบร้อย ทะมัดทะแมงอยู่”

อาจจะเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่ทุกบัลลังก์ที่ทนายแจมไป ยังไม่มีศาล หรือผู้พิพากษาท่านใด ไล่เธอออกไปเปลี่ยนเป็นกระโปรง เพราะการที่จะโดน หรือไม่โดน นั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบัลลังก์ล้วนๆ ซึ่งการที่เธอไม่โดนอะไร ไม่ได้แปลว่าคนอื่นไม่โดน และเธอไม่เลือกเพิกเฉยกับเรื่องนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าในแวดวงกฎหมายที่แท้จริง ต้องไม่มีแม้แต่ผู้หญิงคนเดียวโดนว่าเรื่องกางเกงเลยต่างหาก

“เราได้คุยกับน้องทนายคนหนึ่ง เขาโดนดุเรื่องใส่กางเกง ซึ่งเป็นการพิจารณาทางอิเล็กทรอนิกส์ คือคุยออนไลน์ เขาใส่ท่อนบนถูกต้องครบ แต่ท่อนล่างไม่ได้ใส่กระโปรง เพราะยังไงมันก็ไม่เห็น แต่ก็ถูกผู้ใหญ่ให้ยืนให้ดู แล้วก็ถูกส่งรายงานกระบวนมาว่า ครั้งหน้าต้องใส่กระโปรงเท่านั้น แม้จะคุยออนไลน์ก็ตาม ซึ่งเราโกรธมาก”

“แล้วอีกคนก็โดนเหมือนกัน เป็นชายข้ามเพศที่เขาใส่กางเกง เพราะเขาไม่อยากใส่กระโปรงอยู่แล้ว เขาก็โดนดุ โดนห้าม เราก็เลยรู้สึกว่า มันยังจะมีแบบนี้อีกเหรอ พี่ไม่โดน แต่ยังน้องโดนอยู่ มันก็แสดงว่าไม่แฟร์”

ไม่ได้อยากเหมารวมว่าผู้พิพากษาทุกท่านจะล้าหลัง เพราะดูจากเคสที่ทนายแจมไม่เคยโดนไล่ไปเปลี่ยนเป็นกระโปรง ก็พอตอบคำถามได้ว่า ยังพอมีหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในแวดวงกฎหมายนี้บ้างแล้ว แต่สุดท้ายคนล้าหลังยังคงมีอยู่ จากหลายเคสที่ถูกกดทับ

เธอพยายามทวีตถึงปัญหานี้ผ่าน #ทนายผู้หญิงใส่กางเกง บนทวิตเตอร์ส่วนตัว @lawyerJammy และทุกทวีตก็ได้รับความสนใจ มียอดรีทวีตหลักร้อย ไปถึงหลักหลายหมื่น และแน่นอน เธอพยายามเชิญชวนทุกคนให้ไปลงชื่อแคมเปญแก้ไขเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่ปลายทางที่เกิดการแก้ไขจริงๆ ประกอบกับว่า จะมีการเลือกตั้งนายกสภาทนายความขึ้นเร็วๆ นี้ อาจจะเป็นการดี หากมีการพูดถึงการแก้ไขระเบียบข้อนี้ เพราะตัวนายกสภาทนายความจะเป็นเฮดในการแก้ไข ที่เข้าไปคุยกับเนติบัณฑิตยสภา

“ในมุมหนึ่ง เราไม่อยากให้การให้ใส่กางเกงเป็นเรื่องที่บางคนได้ใส่ บางคนไม่ได้ใส่ เราอยากให้เป็นระเบียบชัดเจนไปเลยว่าทุกคนเลือกได้ เพราะผู้หญิงไม่ควรจะต้องมานั่งลุ้นว่าบัลลังก์ไหนจะด่า บัลลังก์ไหนจะไม่ด่า และไม่ใช่แค่ผู้หญิงได้ประโยชน์ แต่คนข้ามเพศก็จะได้แต่งกายตามเพศสภาพด้วย”

“ถ้ามันแก้ตัวกฎไปเลยว่าให้แต่งกายสุภาพก็พอ กฎมันก็จะผ่อนคลายขึ้น และทันต่อยุคสมัยมากขึ้น ซึ่งเราก็พูดได้ในแง่สิทธิมนุษยชนเนื้อตัวร่างกาย แง่ของเสรีภาพในการแต่งกาย โอเค มันอาจจะยังไปไม่ถึงการใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้นขนาดนั้น เพียงแต่ว่ามันควรจะขยายกรอบ ยืดหยุ่นกฎให้มากกว่าเดิม” ทนายแจมกล่าว

มรรยาททนายความที่ใช้ในปัจจุบัน เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2522 ตามที่ทนายแจมบอกเรา แต่การคงกฎเดิมไว้โดยไม่มีการปรับตามบริบทสังคม ก็สะท้อนค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่ยังคงดำรงไว้ในประเทศไทยได้เหมือนกัน แม้ตอนนี้จะมีพื้นที่ให้ทนายความผู้หญิงเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน

“ก่อนจะเรียนกฎหมาย พ่อเราบอกว่าไม่อยากให้เรียน เพราะเราเป็นผู้หญิง นั่นทำให้เราอยากเป็นทนายมากกว่าเดิม เพื่อบอกว่าจะเพศไหน เราก็สามารถทำงาน สามารถว่าความได้เหมือนผู้ชาย เพราะมันอยู่ที่ศิลปะในการว่าความ ความคิด การเตรียมคดี ไม่ใช่เพศ และการมีกฎให้ผู้หญิงใส่กระโปรงมันก็สะท้อนว่าสมัยก่อนเขามองผู้หญิงกันยังไง”

“ส่วนตัวเราไม่ได้มองผู้ชายแย่นะ แต่เราว่ามันเกิดขึ้นจากยุคก่อนๆ ที่อัยการจะมีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงน้อยมาก เพราะเขามองว่าทนายผู้หญิงสู้ผู้ชายไม่ได้ อ่อนไหวง่าย เจอคดีนั่นนี่ ก็จะไม่กล้าถามความ ซึ่งมันคือความคิดชายเป็นใหญ่ แต่ยุคนี้ศาลพิพากษาข้างบน 3 ท่านที่เราเจอเป็นผู้หญิงหมดเลย มีทั้งอัยการผู้หญิง และทนายผู้หญิง แสดงว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว”

“อีกอย่างคือ สิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือกรรมการทนายความทุกปีจะเป็นรุ่นเก่า และเป็นผู้ชายแทบทุกคน มีผู้หญิงไม่เกิน 2 คน ซึ่งเป็นผู้หญิงยุคเก่าด้วย พอเขาไม่ concern กันเรื่องกระโปรง กางเกง มันก็เลยยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่กัญชายังถูกกฎหมายได้เลยนะ เรื่องให้ผู้หญิงใส่กางเกงที่ดูจะง่ายกว่า ก็ถึงเวลาที่จะปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยได้แล้ว”

จริงๆ แล้ว การที่ให้ทนายความทุกคนได้แต่งตัวให้แบบที่มั่นใจที่สุด มีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น ทนายแจมบอกว่า “สุดท้ายแล้ว การว่าความ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสื้อผ้าที่ใส่ ถ้าเราแต่งตัวที่ไม่มั่นใจ การว่าความก็อาจจะไม่มั่นใจไปด้วย ตัวเราตอนว่าความ จะชอบทาปากแดง เพื่อเอาไว้ข่มขวัญ เป็นหลักจิตวิทยาในการเสริมบุคลิก เสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง”

ศาลไทยเข้าถึงยาก คือคำจำกัดความที่ทนายแจมมอง และสิ่งที่ทำให้เข้าถึงยาก เพราะกฎระเบียบยุบยิบมากมายที่เก็บมาเป็นสาระสำคัญ แม้มันจะไม่เกี่ยวกับคดีความอะไรเลยก็ตาม การที่เธอออกมาส่งเสียงเรื่องนี้ เธอคิดว่าคนธรรมดาอย่างเธอสามารถเป็นกระบอกเสียงในยุคที่ทุกคนเป็น Echo Chamber ได้ง่ายๆ ที่ผ่านมาเธอพูดทั้งเรื่อง Sex Worker หรือทำแท้ง เพราะมันคือกฎหมายเชิงก้าวหน้า ที่คนรุ่นเก่าๆ ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด ซึ่งเรื่องทนายความหญิงใส่กางเกง ก็ควรจะก้าวหน้าได้แล้ว และยังมีกฎล้าหลังเรื่องการแต่งกายในส่วนอื่นๆ ที่เธอก็อยากพูดต่อให้ฟัง

“นอกจากกระโปรงแล้ว เราเคยโดนเรื่องรองเท้า ที่เขาบังคับให้ใส่คัตชูคลุมหัวคลุมท้าย ซึ่งมันโคตรเจ็บเลยนะ เราเลยใส่เปิดส้นบ้างนิดหน่อย สุดท้ายผู้พิพากษาบัลลังก์นั้นเขาก็ดุเรา ให้เราไปเปลี่ยนรองเท้า ซึ่งในห้องหน้าบัลลังก์จะมีรองเท้าเป็น 10 คู่ให้เปลี่ยน ซึ่งมันตลกไปปะ”

“ไม่ใช่รองเท้าของทนายความ แต่ชาวบ้านคีบแตะก็ยังโดนดุกันบ่อยมาก คือไม่ใช่ทุกคนจะมีรองเท้าคัตชู หรือผ้าใบกันนะ เขาเลยใส่รองเท้าแตะมา ซึ่งก็โดนหาว่าไม่เคารพศาลอีก ศาลก็บอกให้ถอดรองเท้า เราก็งงว่าการถอดรองเท้าเปลือยๆ นี้มันเคารพมากกว่าเหรอ”

“เสื้อแขนกุดก็ห้ามนะ ถ้าจะเข้าไปในศาล ต้องใส่สูทคลุมเท่านั้น ห้ามเห็นหัวไหล่ เหมือนหัวไหล่ผู้หญิงมันเป็นภัย เราก็ไม่เข้าใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งเราใส่เสื้อยืดที่แขนมันเลยหัวไหล่มาแค่นิดหน่อย แล้วก็ใส่สูททับ สรุป โดนยามไล่ออกมา ต้องไปหาซื้อผ้าคลุมไหล่เพื่อเดินเข้าศาล คือมันอิหยังวะ”

“ที่เราอยากจะบอกก็คือ ศาลควรเป็นที่ที่คนเข้าถึงได้ง่ายกว่านี้ ไม่ควรจะมา concern เรื่องกฎภายนอกมากมายขนาดนี้ การเคารพศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ทนายความหญิงใส่กางเกง ใส่รองเท้าแบบไหน เสื้อแขนกุด แขนสั้น แขนยาว หรือระเบียบภายนอก เพราะคนจะเคารพศาล ก็ต่อเมื่อศาลให้ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”

หากความเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้นในแวดวงทนายความ แวดวงอื่นๆ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับการยกเลิกบังคับใส่ยูนิฟอร์มล้าหลังของผู้หญิงอาชีพอื่นๆ หรือแม้แต่การออกมาพูดถึงปัญหาการถูกกดขี่ทางเพศ ที่จะส่งผลต่อๆ ไปเป็นโดมิโนให้อาชีพที่ยังถูกกดทับกล้าลุกมาทวงถามถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคม

และอย่าหาว่าผู้หญิงอย่างเราเรียกร้องเยอะไป เพราะผู้หญิงในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ก็ทนกันมามากพอแล้ว


(ร่วมผลักดันแคมเปญ “ทนายความหญิงมีสิทธิสวมใส่กางเกงไปศาล” ได้ที่: https://chng.it/cHVFF7rr)

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

‘คอสเพลย์อวตาร’ ถูกตั้ง 3 ข้อหา และได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ภาพสะท้อนกฎหมายไทยไม่แข็งแรงพอ

culture

‘คอสเพลย์อวตาร’ ถูกตั้ง 3 ข้อหา และได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ภาพสะท้อนกฎหมายไทยไม่แข็งแรงพอ

BY MIRROR TEAM 29 JUN 2022

MIRROR'sGuide