LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

จากกรณี รปภ.ข่มขืนลูกบ้าน เราจะอยู่ยังไง เมื่อกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไม่อาจทำให้เราอุ่นใจ

เรากำลังยืนอยู่ในประเทศที่แต่ละเดือนมีการรับแจ้งความ ‘ข่มขืน’ เฉลี่ยเดือนละ 100-200 คดี จากข้อมูลระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่นับว่ามีอีกหลายกรณีที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้แจ้งความเพราะไม่พร้อมรับแรงกดดันจากสังคม หรือไม่มีความหวังกับกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนทุกเพศ โดยเฉพาะผู้หญิง มีความกังวล และกลัวที่จะเกิดอันตรายทุกครั้งเมื่อก้าวออกจากบ้าน

ความน่ากังวลยิ่งมากขึ้นอีก เมื่อมีข่าว นายมนตรี ใหญ่กระโทก อายุ 40 ปี หัวหน้าชุด รปภ.คอนโดมิเนียมย่านเพชรเกษม บุกขึ้นไปข่มขืนลูกบ้านถึงห้องพัก โดยผลักผู้เสียหายเข้าห้อง และใช้กุญแจมือล็อกผู้เสียหายเอาไว้ ก่อนหลบหนีไป ซึ่งทำให้เห็นว่าแม้แต่ที่พักอาศัยที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ตอนนี้มันไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น

น่ากังวลยิ่งกว่า เมื่อกฎหมายไม่สามารถช่วยให้คนปลอดภัยมากขึ้น หรือพอจะคลายความกังวลลงได้

เราจะอยู่กันอย่างนี้จริงเหรอ? หลายคนคงคิดแบบนั้น ตัวเราเองก็เช่นกัน คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ฉายภาพปัญหาการข่มขืนที่เกิดขึ้นในไทยได้หลายประเด็นทีเดียว

ความหละหลวมของหลายองค์กร ตั้งแต่ตำรวจ บริษัทรักษาความปลอดภัย จนถึงนิติบุคคลคอนโด


ปี 2556 นายมนตรี เคยเป็นนักโทษคดีข่มขืนหลานสาวอายุ 10 ปี เนื่องจากติดยาเสพติดจนเกิดภาพหลอน คำถามคือ ทำไมเขาคนนี้ถึงกลับมาทำงานที่ต้อง ‘รักษาความปลอดภัย’ อยู่อีก?

การจะเข้ามาประกอบอาชีพ รปภ. ต้องมีการขอใบอนุญาต จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่มีนายทะเบียนในสังกัด ฝ่ายอำนวยการ 5 บก.อก.บช.น. ซึ่งต้องมีการตรวจสอบประวัติต้องโทษคดี และข้อกำหนดที่ไม่ทำให้อาชีพ รปภ. เสื่อมเสีย รวมถึงคดี ‘ความผิดทางเพศ’

ซึ่ง หากอิงตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ระบุว่าห้ามรับบุคคลใด ที่ต้องโทษคดีความผิดทางเพศ เข้าทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย หากบริษัทรักษาความปลอดภัย ไม่ตรวจสอบประวัติย้อนหลังกับผู้ที่มาสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย จะเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น ทางฝั่งคอนโดฯ จึงมีความผิดที่ว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยซึ่งไม่ตรวจสอบประวัติการรับพนักงานเข้าทำงานก่อน จนนำมาสู่ความไม่ปลอดภัยสำหรับลูกบ้าน แล้วตำรวจล่ะ ผิดไหม?

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่าตัวเอง ‘ผิด’ โดยให้เหตุผลว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.รักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ที่กำหนดให้ รปภ. ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติและฝึกอบรม เพื่อขึ้นทะเบียน อาจจะมีการตกหล่นในการตรวจสอบประวัติ เพราะ รปภ. ทั่วประเทศมีมากกว่า 300,000 คน

ถ้าตำรวจ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่สามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของใครได้ เพราะอ้างว่า ‘มีเยอะเกิน’ แล้วชีวิตคนไทย ใครมีหน้าที่ปกป้อง…ตัวเอง?

วาทกรรมโทษผู้ถูกกระทำไม่เคยหมดไปจากไทย


แม่ของผู้ก่อเหตุกล่าวว่า ลูกชายของตนติดต่อมาแล้วอ้างว่าข่มขืนไปเพราะผู้หญิง ‘นุ่งน้อยห่มน้อย’ จึงคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

นี่เป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันแทบทุกข่าวในไทย เมื่อผู้ถูกกระทำแต่งตัวไม่มิดชิด จะถูกสังคมบอกว่า ก็แต่งตัวโป๊เอง ไปอ่อยเขาเอง ช่วยไม่ได้ เนื่องจากคนไทยคุ้นชินกับค่านิยมผู้หญิงดี = ผู้หญิงที่ไม่เปิดเผยร่างกาย แต่ไม่เคยสอนให้ทุกคนรู้จักเคารพร่างกายของทุกๆ เพศ หรือพูดเรื่องเพศศึกษากันอย่างถูกต้อง ซึ่งความจริงแล้วไม่ว่าเราจะแต่งตัวยังไง ก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้ใครมากระทำชำเรา และหลายเหตุการณ์ในไทยก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าจะแต่งตัวแบบไหน หรือไม่ได้โชว์เรือนร่างแม้แต่น้อย ผู้ถูกกระทำหลายคนก็ถูกข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศได้เช่นกัน ดังนั้นคนที่ผิด คือ ‘ผู้กระทำ’ ที่ไม่หาวิธีควบคุมอารมณ์ตัวเอง สังคมจึงควรตระหนักเรื่องนี้กันให้มากขึ้น เพราะการโทษผู้เสียหาย ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้ผู้กระทำ ทำเรื่องเลวร้ายโดยไม่รู้สึกผิด

เช่นเดียวกับที่ นายเกียงคำ สาระวัลย์ รปภ. หน้าป้อมคอนโดฯ เดียวกัน บอกว่า ผู้ก่อเหตุได้ส่งข้อความมาหาตนว่าขอโทษที่ทำให้ต้องโดนตบหน้า ทำไปเพราะรักผู้เสียหาย แอบมองมานานแล้ว โดยนายเกียงคำระบุว่าลูกบ้านคนนี้ใจดี และคอยเอาอาหาร เอาน้ำมาฝาก รปภ. อยู่เสมอ จะเห็นได้ว่า ผู้ก่อเหตุยังหาคำแก้ตัวมาพูดได้เสมอ เพราะใจดีจึงทำร้าย เพราะรักหรอกจึงข่มขืน ไม่ต่างจากบทละครไทยที่เราเห็นกันในจอ หรือค่านิยมที่ปลูกฝังให้ผู้หญิงจำยอมต่อการกระทำแย่ๆ จากคนใกล้ตัว เช่น แฟน หรือครอบครัว ซึ่งไม่ว่าจะใกล้ตัว หรือไกลตัว ความผิดก็คือความผิด ไม่มีข้อยกเว้น

หรือโทษคดีข่มขืนในไทยมีปัญหา?


นายมนตรี เคยจำคุก 3 ปี 5 เดือน ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามกฎหมายไทยในปี 2556 ปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ได้แก้ไขเกี่ยวกับความผิดทางเพศ โดยมาตรา 276 ระบุว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-400,000 บาท”

ในวรรค 3 เสริมว่า หากผู้กระทำความผิดมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งหากผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต เช่นเดียวกับการที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

ท่ามกลางความคิดเห็นของคนไทยจำนวนหนึ่งที่ออกมาแสดงจุดยืน และสนับสนุน ‘ข่มขืน = ประหาร’ มากขึ้น เราจึงขอยกตัวอย่างโทษคดีข่มขืนของแต่ละประเทศที่มีการบังคับใช้ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นกรณีตัวอย่างกันสักหน่อย

ปากีสถาน ฉีดยาให้อัณฑะฝ่อ เพื่อยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง สร้างอสุจิไม่ได้หลายเดือน

จีน ประหารชีวิต และมีการตัดตอนอวัยวะเพศในบางกรณี

ญี่ปุ่น จำคุก 20 ปี และหากเป็นการข่มขืน หรือข่มขืนถึงตายพ่วงกับเหตุอื่น เช่น โจรกรรม โทษคือประหารชีวิต

ซาอุดีอาระเบีย ตัดศีรษะในที่สาธารณะหลังจากให้ยาระงับประสาทกับผู้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าโทษที่ร้ายแรงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดเสมอไป

และที่สำคัญ “เรามีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านี่คือการลงโทษ มากกว่าเป็นการยับยั้งอาชญากรรม และในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ปัญหาสำคัญคือผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเกิดจากการตีตรา ความกลัวการตอบโต้ การเหมารวมทางเพศที่สังคมยึดมั่น การขาดตำรวจและการฝึกอบรมด้านตุลาการ กฎหมายที่เอาผิด หรือยกโทษให้ความรุนแรงทางเพศบางประเภท หรือการขาดการคุ้มครองผู้เสียหาย” มิเชล บาเชเลต์ (Michelle Bachelet) ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เมื่อปี 2563

เธอเสริมว่า โทษประหารชีวิต หรือบทลงโทษรุนแรง เช่น การตัดอัณฑะ ไม่ได้แก้ไขอุปสรรคมากมายในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ถูกกระทำ และไม่ได้มีบทบาทในการป้องกันการกระทำความรุนแรงซ้ำ โทษประหารชีวิตเป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนยากจน และคนชายขอบ มักส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มเติม เช่น การทำหมันถือเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชน

"การเพิ่มโทษประหารไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ยังอาจเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเสียชีวิต เพิ่มมากขึ้น เหตุจากการฆ่าปิดปากเพื่อหนีความผิด เพราะผู้กระทำความผิดก็ย่อมเกรงกลัวต่อโทษ ตามกฎหมาย แต่พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวที่จะกระทำความผิด"

นัยนา สุภาพึ่ง ทนายความซึ่งทำคดีล่วงละเมิดทางเพศ และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร ว่าแบบนั้น และอธิบายทางออกสั้นๆ ว่า

"สิ่งที่เราควรจะมีมากกว่าโทษประหารคือกฎหมายที่เอื้อให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยต่อการเข้ากระบวนการยุติธรรม เพราะบ้านเราไม่มีความละเอียดอ่อนด้านนี้ โดยเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้หน้าที่เป็นของผู้เสียหาย ในการดำเนินเรื่องหาตำรวจหรือพบแพทย์เอง"

จะว่าไป ความคิดเห็นของนักวิชาการก็น่าพิจารณามากๆ ปัจจุบันหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มักพุ่งเป้าไปที่ผู้กระทำความผิด ก่อนจะเยียวยาใจผู้ถูกกระทำชำเรา และจากคดี รปภ.ข่มขืนลูกบ้านล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้การการช่วยเหลือเบื้องต้นเป็น ‘เงิน’ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 40,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ และค่าตอบแทนความเสียหายอื่น แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

แม้ตอนนี้นายมนตรีจะมอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง เกี่ยวกับกฎหมายประเทศไทยต่อคดีข่มขืน และการทำงานของเจ้าหน้าที่ ดีอยู่แล้ว หรือยังบ้ง? มาลองมาพูดคุยกันได้นะ

อ้างอิง:

https://www.amarintv.com/news/detail/115432

https://www.bangkokbiznews.com/news/981116 

https://www.bbc.com/thai/thailand-48445454

https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/485760562910888

https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/485770709576540

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_6817955

https://www.matichon.co.th/local/crime/news_2196563

https://news.un.org/en/story/2020/10/1075452

https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/103768 

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0127.PDF

https://www.tbsnews.net/world/punishment-rapists-different-countries-144115

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2245365 

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

“ปลดแอกพวกเราจากการคลุมถุงชน” โฆษณาแอปฯ หาคู่สำหรับชาวมุสลิม ถูกโจมตีว่าไม่เคารพศาสนา

culture

“ปลดแอกพวกเราจากการคลุมถุงชน” โฆษณาแอปฯ หาคู่สำหรับชาวมุสลิม ถูกโจมตีว่าไม่เคารพศาสนา

BY SERENE 24 JAN 2022

MIRROR'sGuide