LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

อดทนไว้ แล้วมันจะดีขึ้น? เมื่อสกิลเอาชีวิตรอดในโรงเรียน กลายเป็นยาพิษโดยไม่ตั้งใจ

เคยมองย้อนกลับไปเมื่อเราเป็นเด็กบ่อยแค่ไหน? สำหรับผมไม่บ่อยนัก ความทรงจำของการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์รางๆ คลาสเรียนดนตรีในห้องแคบๆ หน้าตาของเพื่อนประถมในหัวที่เริ่มเบลอรวมกันจนแยกไม่ออก เมื่อเราโตขึ้นรายละเอียดของเรื่องราววัยเด็กย่อมจางไปด้วย

แต่เรื่องน่าแปลกที่แม้เราจะจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้นเป็นภาพเลือนราง สิ่งที่เราเรียนรู้ในวัยเด็กกลับเป็นเรื่องที่ติดตัวเรามากที่สุดโดยแทบไม่รู้ตัว หากจะยกตัวอย่างจากตัวเอง คำสอนหนึ่งประโยคจากวัยประถมทำให้เกิดปัญหาที่ค่อยๆ ก่อตัวจนแก้ไม่ออกในตัวผมจนทุกวันนี้

“ถ้าโดนใครแกล้ง อย่าไปทำเขากลับ ถ้าไม่สนใจแล้วอดทนไว้ เด็กเกเรก็จะไม่สนใจเราเอง” พ่อบอกผมในวันหนึ่งหลังจากผมเล่าให้ฟังว่าในห้องมีเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งแกล้งผม ซึ่งผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าผมไม่ได้เกิดเป็นเด็กผู้ชาย เขาจะสอนผมแบบนี้หรือเปล่า? เพราะบทบาททางเพศของผู้ชายมักเชื่อมโยงความเป็นชายเข้ากับความอดทน ความนิ่งเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึก

“ยิ่งตอบโต้ ยิ่งทำให้คนเกเรได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ ถ้านิ่งแล้วแปลว่าเราไม่เอาด้วย แกล้งไม่สนุก และเดี๋ยวเขาก็จะหยุดไปเอง” เหตุผลที่ก็ฟังขึ้น ใครกันจะเหมาะกับการสอนเด็กผู้ชายไปกว่าพ่อของผมที่เอาชีวิตรอดมาจากการเรียนโรงเรียนชายล้วนได้?

แต่นั่นละคือประเด็น ผมได้เรียนรู้สกิลเอาชีวิตรอด ไม่ใช่วิธีการใช้ชีวิต และเมื่อเราเป็นเด็กเราอาจยังแยกทั้งสองออกจากกันไม่ได้

เมื่อสมองเด็กที่กำลังพัฒนาได้ยินคำสอนนั้น มันตีความและซึมซับไปในตัวตนของเรา ในตอนนั้นผมในฐานะเด็กผู้ชายที่ยังไม่ได้เริ่มการหาตัวตนของตัวเอง มีความเชื่อว่าความอดทนจะทำให้เราอยู่รอดได้ ถ้าโดนแกล้งก็อดทนไว้จนกว่าจะหยุดโดนแกล้ง ทนอีกนิดพอย้ายโรงเรียนเราก็หาวิธีป้องกันตัวจากการโดนแกล้งโดยคบหากับเด็กที่เป็นเด็กเกเรไปเลย 

แล้วมันก็ยังเป็นความเชื่อติดตัวจนถึงทุกวันนี้ ผมยังมองว่าการเป็นคนมีความอดทนสูงต่อทุกอย่างเป็นจุดแข็งของผม ซึ่งก็เพิ่งคุยกับตัวเองตอนนั่งเขียนเรื่องนี้ว่าจุดแข็งก็ไม่ใช่ข้อดีเสมอไป เพราะความอดทนต่อการโดนรังแกเพื่อเอาชีวิตรอดในวัยเด็ก มันวิวัฒนาการไปสู่นิสัยที่ทำลายสุขภาพจิตของเราตอนโตได้

โดยไม่รู้ตัว ผมกลายเป็นคนที่ไม่ปรึกษาเรื่องที่อยู่ในใจกับคนรอบตัว การอดทนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบปีการศึกษา บอกทุกคน รวมถึงเพื่อนสนิท พ่อแม่ แฟน ว่าชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยโอเคสุดๆ ทั้งๆ ที่ความเครียด ปัญหาการเรียน และปัญหาจากสุขภาพจิตกัดกินเราจากภายใน หรือหากเจอ toxic/abusive relationship เราก็แค่ทน เดี๋ยวสักวันมันก็จบไม่ว่าทางไหนก็ทางหนึ่ง หลายครั้งที่คนใกล้ตัวของผมบอกว่าถ้ามีอะไร ให้ระบายออกมาได้ แต่ด้วยการปลูกฝังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ผมไม่รู้วิธีการสื่อสารเรื่องภายในไปให้คนนอกรู้ด้วยซ้ำ

จนวันหนึ่ง เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตเกิดขึ้น และผมต้องบังคับให้ตัวเองไปหาจิตแพทย์โดยด่วน หลังจาก session การคุยกับจิตแพทย์อย่างกระอักกระอ่วนเพราะไม่เคยปรึกษาเรื่องภายในกับใครเลยทั้งสิ้น หมอวินิจฉัยว่าผมเป็นโรคไบโพลาร์ ที่อารมณ์ของผมจะมีไซเคิลระหว่างช่วงซึมเศร้า ไม่อยากทำงาน ไม่อยากเรียน ไม่มีแรง ยาวนานประมาณสองสัปดาห์ สลับกับช่วง Manic ที่จะมีพลังงาน ความสร้างสรรค์ และการอยากใช้เงินสูงเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะดิ่งกลับเข้าสู่ช่วงซึมเศร้าอีก แล้วจึงวนลูปนี้เรื่อยๆ หมอบอกว่าโรคนี้มักพบในคนที่เรียนหรือทำงานสายสร้างสรรค์

หลังจากหาหมอเสร็จ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมโทร.หาแม่ และบอกคนรอบตัว แล้วบอกว่าผมกำลังเจอกับอะไรอยู่ เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้ว่าการมีคนรอบตัวรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรามีความรู้สึกยังไง และมันทำให้คนรอบข้างของผมเปิดใจเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวปัญหาสุขภาพจิตของพวกเขาต่อผม ทำให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว 

และการมีคนรับฟังมากมายนี้เป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่พาให้ผมต่อสู้กับโรคนี้ได้สำเร็จ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้เพราะการค่อยๆ ถอนรากถอนโคนเพื่อปฏิวัติตัวตนของตัวเองที่โดนปลูกฝังมาเป็นสิบๆ ปีให้สิ้น

มองย้อนไป ประสบการณ์ของผมเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ที่มีครอบครัวที่เปิดกว้างต่อเรื่องสุขภาพจิต ที่มีสังคมเพื่อนที่รับฟัง มีเวลาและฐานะในการพบจิตแพทย์ ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าต้องมีเด็กผู้ชาย หรืออาจจะเพศอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ยังถูกสอนแบบนี้ จนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาภายในใจคล้ายๆ กันกับผม แต่ไม่ได้รับการแก้ไข 

สำหรับผมประสบการณ์แบบนี้อาจสามารถหลีกเลี่ยงหรือทำให้ทุเลาลงได้หากผู้ใหญ่สอนเด็กโดยไม่ใช่เพียงเพื่อให้เรียนรู้วิชาการ หรือการอยู่รอดในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นการปลูกฝังแนวคิดเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีในแต่ละช่วงวัยของเขา และไปตลอดช่วงชีวิตด้วย  

Author

TASSANA PUTTAPRASART

Content Creator

TAG

    Related Stories

    ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง  หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

    life

    ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

    BY KIMBEEL 24 JAN 2022

    MIRROR'sGuide