LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

อิทธิพลสื่อ ละครหลังข่าว และการศึกษาหัวโบราณ ที่ทำให้เสียงของเหยื่อ Sexual harassment ถูกลดทอนลง

จะกล้าแชร์ความทุกข์ให้ใครฟัง หรือตะโกนออกมาดังๆ เพื่อทวงถามความยุติธรรมเมื่อโดน Sexual harassment ได้อย่างไร เมื่อคนใกล้ตัว คนไกลตัว คนในสังคม สื่อ การศึกษา และกฎหมาย กำหนดเงื่อนไขมากมาย ที่โบยตีเราอ้อมๆ ว่า “โดนเอง ก็จัดการตัวเองสิ”

การคุกคามทางเพศ หลายครั้งถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ สื่อไทยฉายละครหลังข่าวที่พระเอกข่มขืนนางเอกจนเกิดเป็นความรัก ตามโฆษณา หรือเนื้อเพลง การที่ผู้หญิงโดนแซว ถูกจ้องตาเขม็ง หมายถึง ‘สวย’ ซึ่งโดนมองว่าสวยก็ต้องหมายถึงดี หลายครั้งระบบการศึกษาและสถาบันครอบครัวก็มักจะสอนให้ผู้หญิงสงวนเรือนร่าง ห้ามแต่งตัวตามใจชอบ ห้ามออกจากบ้านมืดค่ำ แต่ไม่เคยสอนให้เด็กทุกเพศรู้จักเคารพสิทธิ และร่างกายของผู้อื่น

และเมื่อถูกคุกคามทางเพศ หลายครั้ง สังคมก็ตราหน้าว่าผู้ถูกกระทำนั้นเป็นต้นเหตุ กฎหมายยังบังคับให้ผู้ถูกกระทำร้องทุกข์ หรือดำเนินคดีภายใน 3 เดือน โดยไม่รอให้ใครรักษาแผลใจ

ทั้งหมดคือสิ่งที่ ขิง-ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร Top 15 Miss Universe Thailand 2021 และเจ้าของ Voice For Victims โปรเจกต์ที่อยู่เคียงข้างผู้ถูกคุกคามทางเพศ และจับมือพวกเขาให้ลุกขึ้นมาใช้เสียงของตัวเองเพราะทุกเสียงมีค่า บอกเราในบทสัมภาษณ์นี้ว่าคือคำตอบของคำถาม “ทำไมเหยื่อถึงไม่กล้าออกมาพูด”

 

Q

คุณสร้างโปรเจกต์ Voice For Victims เพื่อบอกว่าเสียงของเหยื่อมีค่า แสดงว่ามีเหยื่อที่เคยคิดว่าเสียงของเขาไม่มีค่ามาก่อนถูกไหม?

A

Voice For Victims เกิดขึ้นตอนเรามาประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เพราะเป็นประเด็นที่เราสนใจอยู่แล้ว เนื่องจากเราเคยโดน sexual harass พออยู่ในฐานะเหยื่อ เราจึงเข้าใจความรู้สึกดีว่าทำไมคนถึงไม่กล้าออกมาแจ้งความ ไม่กล้าออกมาเรียกร้องสิทธิ์ เพราะเวลาไปบอกใคร จะเกิดการโทษเหยื่อก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคม ที่ทุกคนจะตัดสินเรา

แม้กระทั่งครอบครัวที่ควรจะเป็นด่านแรกที่รู้ มักจะกลายเป็นด่านสุดท้าย เพราะผู้ใหญ่ได้รับชุดความคิดที่ฝังหัวกันมาว่า เป็นเพราะเราแต่งตัว เป็นเพราะเราไปเดินตรงนั้นเอง ซึ่งพวกเขาจะเสียใจ แตกสลาย มองลูกตัวเองไม่เหมือนเดิม เป็นเด็กที่มีตราบาปทันที น่ากลัวกว่านั้นคือบางครอบครัว หากลูกโดนข่มขืน จะพยายามจับแต่งงานกับผู้กระทำทันที เพื่อรักษาหน้า ปิดบังความอับอาย ซึ่งมันอันตรายมากๆ ที่ผู้ถูกกระทำจะถูกคุกคามทางเพศไม่รู้จบ

ในเรื่องของกฎหมายก็มีช่องโหว่ให้คนที่ถูกคุกคามทางเพศไม่กล้าออกมาแจ้งความ เพราะตามปกติแล้ว คนที่เพิ่งโดนคุกคามทางเพศมา ต้องใช้เวลาในการรักษาสภาพจิตใจจากสภาวะช็อก และดาวน์ก่อน ซึ่งแต่ละคนมีการเยียวยาตัวเองที่ต่างกัน บางคนกว่าจะตัดสินใจออกมาพูด กฎหมายก็ไม่ครอบคลุมแล้ว บริบทแบบนี้ทำให้คนที่ถูกคุกคามทางเพศคิดว่า งั้นไม่ต้องไปบอกใครหรอก คนในครอบครัวก็ไม่ฟังอย่างเข้าใจ สังคมก็จ้องจะด่า กฎหมายก็เร่งรัดเหลือเกิน

พอเรามาทำ Voice For Victims เพจสร้างความตระหนักว่าเรื่อง sexual harassment มันมีอยู่จริงและใกล้ตัวกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่โดน แต่ทุกเพศโดน ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนๆ รอบตัวที่ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เป็นเพราะโครงสร้างสังคมมันไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ เขาจึงทักมาหาเราเพื่อสร้างมูฟเมนต์ อนาคตถ้าเราได้ร่วมงานกับองค์กรใหญ่ๆ เราจึงอยากเป็นศูนย์กลางรับเรื่องสำหรับคนที่ไม่กล้าออกมาเรียกร้อง เพราะวาทกรรมโทษเหยื่อ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย


Q

ทำไมสังคมไทยมองว่า Sexual harassment เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องจริงจัง ปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง?

A

ทุกอย่างเกิดขึ้นจากค่านิยมสังคม การสร้างภาพลักษณ์ว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ สเตอริโอไทป์ความเป็นหญิงไทยว่าต้องรักนวลสงวนตัว ผ่านหลักสูตรการศึกษาที่อำนาจในการบริหารตกอยู่ในมือของคนหัวโบราณ วิชาสุขศึกษาจึงไม่กล้าแตะเรื่องเซ็กซ์ เพราะเป็นสิ่งที่ห้ามพูดเด็ดขาด นักเรียนจึงไม่รู้ว่าต้องแสดงออกอย่างไร อะไรคือถูกต้อง อะไรคือไม่ควรทำ ในหนังสือมีแต่ไล่ผู้ชายที่มีอารมณ์ทางเพศไปเล่นกีฬา รวมไปถึงวิชาสังคมที่ควรจะสอนเรื่องสิทธิบนเรือนร่าง ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ การยินยอม (consent) หรือวิชาคุณธรรมที่มีไว้ให้เด็กสวดมนต์ แทนที่จะสอนเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่เราควรเคารพสิทธิของคนอื่น เด็กบางคนโตมาจึงไม่เข้าใจอะไรเลย

แทนที่การศึกษาไทยจะทำหน้าที่ shape คนในสังคม แต่สื่อกลับทำสิ่งนั้นแทน แล้วทำได้ไม่ดีด้วย ซึ่งเราสามารถพูดได้เลยว่าสื่อคือ soft power ที่ทำให้เกิดค่านิยมบิดเบี้ยวในสังคมบนโลกที่ความเหลื่อมล้ำสูง นอกจากหลักสูตรการศึกษาจะไม่ดีแล้ว ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าถึงการศึกษา โทรทัศน์เลยกลายเป็นการเรียนการสอนที่พวกเขาเรียนรู้แทน

ทั้งละครพล็อตเดิมๆ นางเอกไม่ได้รักพระเอก แต่ถูกจับแต่งงาน โดน sexual harassment โดยไม่ยินยอม ขัดขืนสุดชีวิต สุดท้ายก็ต้องลงเอยกับพระเอกอยู่ดี หรือเวลาที่นางเอกโดน sexual harassment ทุกคนจะมองด้วยสายตาเหยียดหยาม มีมลทิน คนอ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์ก็จะตัดสินจากชุดของคนที่ถูกกระทำก่อนเลยว่าแต่งตัวอย่างไร ใครให้ไปเดินคนเดียว ทุกอย่างมันถูกตัดสินไปหมด หรือเคสที่แย่มากๆ อีกอย่างคือ เมื่อสื่อนำเสนอประวัติของผู้ต้องขังในต่างประเทศที่ไปข่มขืนคนแก่ แล้วชูว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาดี ในโซเชียลก็จะมาเมนต์กันว่า อุ๊ย อยากเป็นคนแก่จัง เพราะผู้กระทำหล่อ มันยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่คอย shape คนในสังคมนั้นสำคัญ

การสร้างสื่อที่อิงจากคนดู คิดว่าคนดูจะชอบแบบนี้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ดี สื่อก็จะเลือกทำอยู่ดี จนกลายเป็นวงจรที่สะท้อนกันไปมา ทำให้เรื่องแย่ๆ ถูกทำให้เป็นปกติ ยิ่งคนสมัยก่อน ที่ยังไม่ได้รู้จักสิทธิมนุษยชน หรือเกิดมาในครอบครัวหัวโบราณ จะมองว่าสิ่งนี้คือกรรมใครกรรมมัน คนถูกคุกคามทางเพศคือมีกรรม ปัญหาจึงไม่ถูกแก้


Q

เมื่อการศึกษาไทยอ่อนแอ จึงเป็นเหตุผลที่พ่อแม่ไทย รับไม่ได้ที่ลูกโดน Sexual harass?

A

ใช่ค่ะ การศึกษาไทยต้องอัปเดตตามยุคสมัยและความเป็นจริง ขืนยังอ่อนแอแบบนี้ ผู้หญิง ผู้ชาย LGBTQ+ ทุกคนจะถูกแทะโลมต่อไป และจะไม่มีใครกล้าพูดอะไร

ยิ่งถ้าสำรวจการสอนลูกสาวของพ่อแม่ไทย จะเห็นว่า เมื่อลูกสาวคบเพื่อนผู้ชายก็มักจะถูกมองแล้วว่ามีอะไรมากกว่าเพื่อน มันไม่งาม เกิดอะไรขึ้นมาความผิดจะตกไปอยู่ที่ผู้ถูกกระทำทันที นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องอัปเดตตามสถานการณ์ว่าต้นตอของปัญหามันอยู่ที่ตัวคนทำ

ดังนั้น เราจึงอยากให้พ่อแม่สอนลูกที่ต้นเหตุของเหตุการณ์ สนับสนุนให้เลิกมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย และควรสอนลูกว่ามันไม่โอเคนะที่จะให้คนอื่นมาจับตัวเรา และเราจะไปจับตัวคนอื่นไม่ได้ หรือให้คนอื่นมาโชว์ร่างกาย ส่วนลับๆ ให้เราดู โดยที่เราไม่ได้ยินยอม ก็ไม่ได้ ที่สำคัญต้องสอนด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านการยินยอม ซึ่งหลายคนก็จะไม่รู้กันด้วยว่าถ้าเมาแล้วตอบ yes มันคือไม่ consent เพราะไม่มีสติครบถ้วน

และควรอยู่ข้างคนที่ถูกคุกคามทางเพศ บอกเขาว่าคุณค่าในการเป็นมนุษย์ของคุณไม่ได้ลดลง แน่นอนสิ่งที่เขาเจอ ไม่ใช่ความผิดของเขา ปลอบเขาให้ไม่ต้องรู้สึกผิด ในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำผิด


Q

หลายคนมองการคุกคามทางเพศด้วยการ ‘แซว’ ตามที่สาธารณะ ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ และควรปล่อยผ่าน คุณคิดเห็นว่าอย่างไร?

A

sexual harassment ไม่ได้มีแค่การข่มขืนอย่างเดียว มันรวมไปถึงการแซวในที่สาธารณะ หรือ catcalling ซึ่งขิงเองโดนมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็ก จำได้เลยว่าตอนนั้นเราเดินผ่านผู้ชายกลุ่มหนึ่ง เขาแซวเราว่าน้องสาวไปไหนจ๊ะ มันอึดอัดมาก ด้วยความเป็นเด็ก ไม่รู้จะจัดการยังไง เราเลยด่าไปเลย แต่แม่ก็มาบอกเราว่าอย่าไปทำอย่างนี้อีก มันอันตราย ผู้ชายพวกนั้นทำหน้าโกรธแล้ว เราก็คิด เฮ้ย สังคมมันไม่ปกติ

หรืออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากไปกินหมูกระทะกับเพื่อน เรากำลังเรียกแท็กซี่กลับบ้านแล้วเดินผ่านผู้ชายหน้าป้ายรถเมล์ เขาทำเสียงวี้ดวิ้ว ผิวปาก มองเราไม่หยุด ซึ่งมันอึดอัดและน่ากลัวมาก เราเลยคิดว่าการแซวแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พาให้เหตุการณ์ beyond ไปถึงจับเนื้อต้องตัวได้ เพราะตอนที่เรามีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชาย เชื่อใจเขามาก เล่นกันแบบไม่ได้คิดอะไร แต่วันหนึ่งเขาเข้ามากอด มาจับตัว หรือเด็กคณะหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเรา เซฟรูปเรา และผู้หญิงในไอจีส่งเข้าไปในไลน์กลุ่ม แล้วซูมดูสัดส่วนเรา ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะเลวร้ายกันหมด แต่พอมีเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆ เลยตอกย้ำแบบที่สังคมพร่ำบอกว่าผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่

ที่คนไทยบอกให้ปล่อยผ่านไป จะได้ไม่มีปัญหา อย่าไปจริงจังนักเลย เขาก็แค่แซวเพราะแกสวย มันก็ต้องย้อนกลับไปว่าการศึกษาไม่ได้สอนเรื่อง critical thinking แถมยังปิดกั้นเรื่องเพศอีก คนก็จะไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คือการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะ และความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่เชิดชูผู้หญิงที่สวยตาม beauty standard จัดกรอบว่าแบบไหนคือสวย แบบไหนคือไม่สวย อย่างชัดเจน ทำให้พวกเพลง โฆษณา มีมุกเกี้ยวพาราสี แซวผู้หญิงในทาง sexual เช่น น้องสาวไปไหน พี่ไปส่งไหมจ๊ะ กลายเป็นค่านิยมอันตราย ที่คนจะมองว่านี่คือการเลือกปฏิบัติกับคนสวย เพราะเธอโดดเด่น เธอจึงได้รับความสนใจ เธอควรภูมิใจ หลายคนไม่มีใครสนใจเพราะไม่สวยด้วยซ้ำ ซึ่งจริงๆ ใครจะมารู้สึกภูมิใจได้ กำลังโดนละเมิดความเป็นส่วนตัวนะเว้ย ค่านิยมผิดเพี้ยนนี้เลยทำให้เหยื่อ ไม่ได้รับความเห็นใจจากสังคม


Q

กฎหมายอาญา มาตรา 397 เเละมาตรา 278 ที่ระบุให้ผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศ ต้องร้องทุกข์ หรือดำเนินคดีภายใน 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ ไม่อย่างนั้นจะเสียสิทธิทางกฎหมาย คุณคิดว่าการบีบบังคับด้วยเวลาทำให้เหยื่อไม่พร้อมออกมาเอาผิดผู้กระทำ และทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาหรือไม่?

A

จากประสบการณ์ของเราเอง ที่เกือบจะโดนข่มขืน แต่เราตื่นก่อน และหนีออกมาได้ทัน พอออกมาได้ เรายังไม่กล้าบอกใคร ต้องทำใจก่อนสักพัก ถึงจะสามารถบอกคนที่เราเชื่อใจ เพราะรู้สึก what the fuck ฉันเจอกับอะไรมาวะเนี่ย มันทำให้เราไม่กล้าไปยังสถานที่เดิมๆ กลัวบอกใครแล้วเขาไม่เชื่อ ตำหนิเรา ถ้าไปแจ้งความเลยตอนนั้นก็ไม่พร้อมจะเจอหน้าของผู้กระทำ แม้แต่เสียงของเขา หรือแค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกรังเกียจ

การที่กฎหมายกำชับว่าห้ามเกิน 3 เดือน แต่ไอ้ความรู้สึกคนเรา มันต้องใช้เวลาให้ผ่านจากจุดๆ นั้น หลายคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมทางกฎหมาย พอเวลาผ่านไปสักพักจึงต้องออกมาทำมูฟเมนต์ ออกมาพูดภายหลัง ประจาน บอยคอตให้ผู้กระทำไม่มีที่ยืน นี่คือการเทคแอ็กชั่นที่ประชาชนต้องทำด้วยตัวเอง และไม่ใช่ทุกเคสที่จะได้รับความเป็นธรรม เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเหยื่อแต่ละคนมีผลต่อการฮีลตัวเองได้ไว หรือช้า บางเคสมีเพื่อนดี ไม่พยายามรื้อฟื้นหาคนผิด อาจจะทำให้ลุกขึ้นมาเข้มแข็งได้ ส่วนบางเคสถามหาเหตุผลที่จะโดน กดดันว่า เฮ้ย รีบออกมาพูดเถอะ มันกลายเป็นว่าทำให้เขาช้ำหนัก เหมือนมา retrauma ย้อนไปยังเหตุการณ์ตอนช็อก ยิ่งเป็นเหยื่อที่โดน sexual harassment ในที่ทำงาน โรงเรียน บ้าน ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกลับไปยังสถานที่นั้นซ้ำๆ ยิ่งช้ำหนัก

ดังนั้น เราไม่ควรเร่งรัดให้ใครออกมาพูด เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขเรื่องความรู้สึก บาดแผล ความเจ็บปวด ถ้าเขายังไม่ยินดี แต่เราไปบอกว่ากฎหมายมีแค่ 3 เดือนนะ ยังไงเขาก็คงต้องปล่อยผ่าน ปล่อยให้ความอยุติธรรมนั้นมันดำเนินต่อไป และการคุกคามทางเพศจะถูกฉายซ้ำไปเรื่อยๆ เขาอาจจะโดนอีกครั้งจากคนเดิม หรือผู้กระทำคนนั้นไปทำกับคนอื่นต่อ


Q

เราจะหาทางออกของปัญหานี้อย่างไร ในเมื่อเสียงของเหยื่อยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม แต่ไม่ใช่เหยื่อทุกคนจะพร้อมออกมาเล่า?

A

จิตใจของผู้ถูกกระทำมันพังลงทันทีที่ถูกคุกคามทางเพศ และส่งผลต่อประสบการณ์ในการใช้ชีวิต เคสที่เรารู้จักบางคนถูกข่มขืนจากคนข้างบ้านจนเขาไม่กล้ามีแฟนเป็นผู้ชาย เพื่อนเราคนหนึ่งไม่กล้ามีเซ็กซ์เพราะถูกคุกคาม รุ่นน้องเราอีกคนถูกญาติข่มขืนจนไม่กล้ามีความรัก หรือบางรายโดนเจ้านายกระทำ คนในสังคมก็มองว่าไปอ่อย กลายเป็นว่าไม่ปลอดภัย เป็นซึมเศร้า ต้องหาหมอ ชีวิตไม่ปกติ บางคนโดนข่มขืนจนต้องย้ายประเทศ เพราะเขาไม่สามารถอยู่ในสังคมที่โทษเหยื่อ แปะป้ายตราบาป และมีกฎหมายอ่อนแอ แค่นี้มันตอบได้แล้วว่าประสบการณ์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งถูกลดทอนความสุขออกไป

ถ้าพูดว่าแก้อะไรบ้าง ต้องเริ่มตั้งแต่หลักสูตรการศึกษา กฎหมาย ค่านิยมในสังคม รื้อถอนชุดความคิดในละคร สื่อ ซอฟต์พาวเวอร์ และควรมีหน่วยงานกลางเข้ามาประจำตามจุดต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งโรงเรียน ที่ทำงาน ตามเขต ตามอำเภอ ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าถ้าคุณเจอแบบนี้ต้องเข้าไปหาใคร เมื่อมีองค์กรพร้อมจะช่วยเหลือคนที่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ หรือไม่กล้าที่จะบอกใคร รวมถึงนักจิตวิทยาต้องเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือจิตใจให้เขากลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

เพราะถ้าสมมติโดนจากที่บ้าน หรือเจ้านาย ไปบอกใครก็คงไม่มีคนเชื่อ เจ้าหน้าที่ บุคลากรยังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า consent เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเราจึงต้องปลูกฝังเจ้าหน้าที่ทุกระดับใหม่ถึงชุดความคิดเรื่องนี้ ว่าทุกคนมีสิทธิ์ถูกคุกคามทางเพศได้ทั้งจากครอบครัว แฟน สามี ภรรยา เพื่อน ครู ไม่ใช่แค่คนนอกที่ไม่รู้จัก หยุดทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องห้ามพูด ห้ามป่าวประกาศ เพื่อทำให้คนที่มีอำนาจเหนือกว่าเรา ไม่มีอำนาจนั้นอีก และเหยื่อทุกคนต้องถูกคุ้มครอง

และหากมีนักสังคมวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ออกมาทำวิจัยเรื่องนี้กันเยอะๆ เก็บตัวอย่างคนที่กระทำความผิดว่าเขาทำเพราะอะไร สภาพจิตใจ การเลี้ยงดู สื่อ ค่านิยม หรือความผิดปกติ อาจทำให้เราช่วยกันหยุดยั้งค่านิยมโค้งงอนี้ได้

หากเหยื่อยังไม่พร้อมพูด ไม่ผิดค่ะ เพราะสังคมเรามันตัดสินคนตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน เขาจะมองเราไม่ดี แต่วันใดที่คุณกลับมาแข็งแกร่งแล้ว การพูดก็เหมือนเกมโดมิโน่ เสียงดังครั้งหนึ่ง อาจทำให้เสียงดังขึ้นไปเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย และสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ในอนาคต มันไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่มันเพื่อเหยื่อทุกคนในไทยที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดในเร็ววัน ต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดขึ้น


Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

การจากไปของ Virgil Abloh  ดีไซเนอร์ Louis Vuitton และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White

life

การจากไปของ Virgil Abloh ดีไซเนอร์ Louis Vuitton และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White

BY NATARAJ 29 NOV 2021

MIRROR'sGuide