LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมไทย ในเรื่อง Sexual harassment

มีคนที่ถูกคุกคามทางเพศมากมายในแต่ละวัน แต่ไม่ใช่ทุกเคสที่ถูกรับรู้ ได้รับการซัพพอร์ต หรือสามารถเรียกร้องสิทธิให้ตัวเองได้จนสุดทาง 

สำหรับ จอมเทียน จันสมรัก —นักเคลื่อนไหวเรื่องความรุนแรงทางเพศ และทำงานติดตามเคสที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในฐานะผู้จัดการรายกรณี— เธอมองว่า ประเทศไทยกำลังก้าวถอยหลังจนกลายเป็น failed state ที่ไม่สามารถรองรับผู้ที่เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศได้เลย

กระบวนการยุติธรรมไม่เอื้อให้ผู้ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิสามารถทำได้โดยง่าย พีระมิดความรุนแรงในสังคมนั้นมีฐานกว้างใหญ่กว่าที่เราจะนึกออก จอมเทียนบอกเล่าให้เราฟังอย่างเห็นภาพชัดเจน จากมุมมองของคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการจริงๆ  ความจริงเหล่านี้อาจจะชวนให้อึดอัดคับข้องใจ แต่ในฐานะที่เราล้วนควรมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ ไปฟังถ้อยคำของเธอกัน

Q

การที่คนคนหนึ่งจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลังถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีความยากลำบากอย่างไรบ้าง

A

ก่อนเราจะส่งเคสๆ หนึ่งเข้ากระบวนการยุติธรรม เราต้องเตรียมตัวเยอะมากจริงๆ กว่าเราจะสามารถบอกเคสได้ว่า “เอาล่ะ แจ้งความกัน” แล้วเคสจำนวนมากที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมีความพยายามที่จะฆ่าตัวตาย มันจะมีช่วงที่เขาจะฆ่าตัวตายทุกเคสเลยเท่าที่เราเคยทำมา 

และสิ่งที่กดดันเขามันมีตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ระบบเลยค่ะ ไปถึงที่สถานี ตำรวจถามกลางห้องเลยว่า “ถูกข่มขืนมาเหรอ มาลงบันทึกประจำวันตรงนี้” ซึ่งมันควรจะมีห้องเฉพาะสำหรับการสอบปากคำคดีพวกนี้ แล้วไม่ใช่ทุกสถานีตำรวจที่จะมี บางที่เป็น NGOs ไปลงทุนทำให้ด้วยซ้ำ รัฐไม่เคยมีให้ นักจิตวิทยารัฐก็มีให้จังหวัดละคน ศาลมีให้จังหวัดละคน รัฐไม่ซัพพอร์ตสิทธิที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยเลย 

ต้องบอกว่ารัฐไทยก้าวถอยหลังมาก ยิ่งเมื่อมองจาก 10 ปีที่ผ่านมา

Q

จากที่คุณได้เห็น ประเทศไทยก้าวถอยหลังอย่างไรบ้าง?

A

สำหรับในระดับรัฐ เรามีตัวอย่างของการก้าวถอยหลังที่ชัดเจน 3 หัวข้อค่ะ นั่นคือ การเลิกรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง การแก้กฎหมายข่มขืนกระทำชำเรา และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ทีนี้เราลองมาว่ากันทีละข้อ

ข้อ 1 ก็คือ การเลิกรับนายร้อยตำรวจหญิง ซึ่งถูกยกเลิกไปในปี 2018 หลังรัฐประหารราว 4 ปี ขณะที่พนักงานสอบสวนหญิงถูกระบุไว้ในกฎหมายว่าจำเป็นต้องมีในการดำเนินคดีทางเพศ เพราะมันต้องอาศัยความละเอียดอ่อน แต่ตอนนี้เราไม่มีนายร้อยตำรวจหญิงอีกแล้ว แล้วการที่คุณจะเป็นพนักงานสอบสวนหญิงได้ คุณต้องจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ แล้วก็ต้องไปสอบแข่งขัน สัดส่วนที่รับก็เป็นผู้หญิง 1 คน ต่อผู้ชาย 3 คน และไม่ได้มีการเปิดรับพนักงานสอบสวนจากบุคคลภายนอกแบบนี้ทุกปี จากที่เคยเปิดรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงมากว่า 10 ปี ทำไมมันถึงปิดลง? นี่เป็นคำถามข้อหนึ่ง

ข้อ 2 คือ การแก้กฎหมายข่มขืนกระทำชำเรา (แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 27 พ.ศ.2562) แต่ก่อนกฎหมายไทยไม่ได้ระบุแค่ว่าเพศชายเท่านั้นที่จะเป็นคนข่มขืนได้ แต่ตอนหลังกฎหมายกลับเปลี่ยนให้เป็นเพศชายเท่านั้นที่ข่มขืนได้ โดยระบุว่าต้องเป็นการ ‘ใช้อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำ’ อากัปกิริยาล่วงล้ำนั้นมีแค่องคชาตที่ทำได้ ดังนั้นกฎหมายไทยมีอคติทางเพศสุดๆ แล้วก็ทอดทิ้งผู้หญิงที่ถูกผู้หญิงด้วยกันข่มขืน ทอดทิ้งผู้ชายที่ถูกผู้หญิงข่มขืน ขณะที่กฎหมายอนาจารเมื่อดูจากฎีกาต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจน แม้ว่าจะระบุให้โทษเท่ากันก็ตาม

ข้อ 3 คือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2007 เคยเรียกว่า The Domestic Violence Victim Protection คือยึดการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ แต่ ณ ตอนนี้ประเทศไทยยึดหลัก ‘การยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง’ มาตั้งแต่ปี 2019 แปลว่า ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ ขึ้น แนวทางในการทำงานก็คือการคงไว้ซึ่งสถาบันครอบครัวให้มากที่สุด ไกล่เกลี่ยก่อน ผู้เสียหายจะปลอดภัยหรือไม่ไว้ทีหลัง และที่จริงมันมีสิ่งที่เรียกว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ต้องไปอบรมหลักสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้บัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ใบนี้มา และสามารถลงพื้นที่ไประงับเหตุได้ ตำรวจสายตรวจก็มีสิทธิ์ที่จะลงไปป้องกันก่อนเกิดเหตุ เมื่อสังเกตเห็นว่ามีสัญญาณอันตราย แต่ในทางปฏิบัติคือเราไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหนเลย 

เหล่านี้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ แต่จริงๆ ยังมีอีกเยอะที่ล้าหลังมากๆ คลื่นของเด็กเขานำไปแล้ว แต่รัฐไทยกลับก้าวถอยหลังอยู่ค่ะ

Q

อย่างกรณีการยกเลิกนายร้อยตำรวจหญิง ก็ยังมีคนมองว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้น เพราะยังไงเราก็มีตำรวจหญิงอยู่ดี

A

เราเคยพูดคุยกับพนักงานสอบสวนหญิงรุ่นเก่า แล้วก็ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ว่าทำไมถึงหยุดรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง แต่คำตอบของพวกเขาคือคำบางคำที่พูดไม่ได้ค่ะ 

ตำรวจหญิงบ้านเรามีน้อยมาก แล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพนักงานสอบสวนหญิงที่ได้มาเขามีความละเอียดอ่อนพอมั้ย 

เราทำเคสเรื่อง #นรกบนดิน ที่จังหวัดนนทบุรี น้องต้องสอบปากคำสิบกว่าครั้ง กินเวลาอยู่เกือบสองเดือน เจอพนักงานสอบสวนหญิงแค่ครั้งเดียว กว่าจะหามาได้ต้องทำหนังสือไปขอจากจังหวัด เหมือนทั้งจังหวัดจะมีแค่คนเดียว แล้วหลายครั้งพนักงานสอบสวนหญิงก็ทำงานด้วยเลนส์ของผู้ชาย คือ เรียนมาแบบผู้ชาย แล้วก็อยู่ในวงการที่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับผู้ชายให้ได้ ดังนั้นโอกาสที่เขาจะได้ใช้ความละเอียดอ่อนนั้นมีไม่มาก 

พนักงานสอบสวนคนนั้นเขาก็ยังคงถามคำถามที่กระทำซ้ำเหยื่อมากๆ * Trigger warning นะคะ* เขาถามเลยค่ะว่าสอดใส่อวัยวะเข้าไปแล้วชักเข้าชักออกกี่ครั้ง ต่อเนื่องนานกี่วินาที กี่นาที กางเกงในฝ่ายนั้นสีอะไร ตอนที่รุมโทรมใครอยู่ข้างหน้า ใครอยู่ข้างหลัง ใครสลับไปยังไงบ้าง ถามละเอียดขนาดนี้เลย ซึ่งมันจำเป็นไหม? 

พอเราถามตรงๆ ตำรวจอ้างว่า ถ้าไม่สอบละเอียดขนาดนี้ เดี๋ยวอัยการจะตีสำนวนกลับมาให้เขียนใหม่ แต่พอเราไปถามอัยการที่เป็นรุ่นพี่เฟมฯ เขาบอกว่าจริงๆ มันไม่จำเป็นต้องสอบละเอียดขนาดนั้นแล้ว แต่มันไม่มีใครมาวิพากษ์กระบวนการกฎหมายเพื่อให้มันเปลี่ยน มันก็เลยยังคงอยู่เหมือนเดิม


Q

มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้ Survivor ยังไม่พร้อมออกมาพูด หรือเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

A

ตอนนี้ สำหรับ Survivor ที่ออกมาพูด มันคือการออกมาพูดเพื่อดูว่าฉันจะดังไหม ถ้าฉันดังก็อาจจะมีคนออกมาช่วย แต่ถ้าข่าวฉันไม่ดังแล้วล่ะ ยังจะมีคนมาช่วยต่อไหม

อย่างเคส #นรกบนดิน เป็นกรณีศึกษาได้เลย ตอนแรกเคสน้องดังมาก แล้วคนหลายคนก็เข้ามาช่วย ตำรวจก็ทำตัวเป็นอย่างดีเลย ช่วยทุกอย่าง แต่พอข่าวเงียบปุ๊บ เขายัดข้อหาให้น้องทันทีเลย จะยัดให้น้องเป็น sex worker แล้วก็เขียนว่าน้องมีส่วนในการกระทำความผิดในเอกสารขอสิทธิ์เยียวยาจากรัฐ น้องก็เลยแก้เกมด้วยการดิ้นรนมาออกข่าวอีก พอมีนักข่าวตามติดไปตอนองค์กรส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมพาน้องไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรม กลายเป็นว่าตำรวจบอกว่า “ผมเข้าใจผิดครับ เดี๋ยวแก้ให้ครับ” เราเองก็รู้สึกอะไรวะกับการแก้ตัวของเขา

ดังนั้นอยากให้นึกภาพไว้ก่อนว่า มันไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่จะซัพพอร์ต Survivor ได้เลย รัฐไทยเป็น failed state เป็นรัฐที่ระบบล้มเหลว พนักงานสอบสวนต้องรับงานทุกอย่าง ไม่มีเวลาทำงานเรื่องเพศ แล้วการเติบโตของตำรวจก็เติบโตเมื่อทำคดีที่นายชอบ เช่น คดียาเสพติด คดีการเมือง แล้วอีกอย่างคือ เขาต้องออกเงินเองระหว่างการดำเนินการต่างๆ มันมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้ระบบมันพัง 

การที่ Survivor คนหนึ่งออกมาพูด เขาอาจจะได้รับความสนใจ ได้รับกำลังใจในโซเชียลมีเดีย แต่การออกมาเรียกร้องสิทธิ์อะไรสักอย่างให้ได้จริงๆ มันเป็นการวิ่งมาราธอน ที่คุณก็ต้องเสี่ยงดวงว่าจะมีใครที่จะวิ่งกับคุณไปจนสุดทาง คดีๆหนึ่งใช้เวลาหลักปี อย่าง #นรกบนดิน ก็จะครบปีแล้ว ก็ยังไม่จบลง เพิ่งเริ่มได้ขึ้นศาล


Q

เคสที่นานที่สุดกินระยะเวลายาวนานขนาดไหน

A

เป็น 10 ปีค่ะ มีเคสหนึ่งเป็นเคสที่พ่อข่มขืนลูกตัวเองต่อเนื่องยาวนานหลายปี เขาฟ้องพ่อตัวเองตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แล้วพ่อฟ้องกลับ ตอนนี้สู้ถึงศาลอุทธรณ์ สิบปีก็ยังไม่จบค่ะ

บางทีพอ Survivor ออกมาพูดในโซเชียลมีเดีย เขาอาจเข้าใจว่าเมื่อเรื่องมันดังแล้วขั้นตอนมันต้องไปเร็ว ส่งฟ้องในสัปดาห์หนึ่งแล้วได้ไปต่อ แล้วต้องจับคนนั้นมาให้ได้ แต่กฎหมายมันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ ยกเว้นคุณจะใช้เส้น


Q

จำเป็นแค่ไหนที่ Survivor จะต้องออกมาต่อสู้ หรือพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยเผชิญ

A

ไม่จำเป็นค่ะ มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของ Survivor ที่จะออกมา Save the world แค่คุณเซฟตัวเองมันก็หนักมากแล้ว แล้วคุณถูกปล่อยให้เซฟตัวเองมาตั้งนาน มันเป็นอะไรที่หนักและเหนื่อยมากจริงๆ 

ดังนั้นคุณสามารถเลือกได้ค่ะ อย่าให้ใครมากดดันว่าคุณต้องออกมาพูด ถ้าคุณยังไม่พร้อม เพราะคนที่แบกรับผลที่ตามมาของมันคือคุณคนเดียว ไม่ใช่คนที่เชียร์ให้คุณออกมาพูด คนในโซเชียลมีเดียที่เชียร์ให้คุณไปแจ้งความ เขาเดินมาแจ้งความกับคุณมั้ย? เขาไม่ได้มา 

เราเคยเจอเคสที่ยอมแพ้กลางทางแล้วมาเสียใจทีหลังว่าทำไมฉันไม่สู้ให้มากกว่านั้น เพราะพอฉันหยุดกลางทางแล้ว Abuser คนนั้นก็ไปทำความผิดกับคนอื่นต่อไป บางที Survivor บางคนจะกลัวว่าถ้าฉันไม่ออกมาพูด ไม่ออกมาหยุดอีคนนี้ มันเท่ากับว่าฉันปล่อยให้มันไปทำกับคนอื่นต่อ ซึ่งคุณไม่สามารถหยุดการกระทำของเขา การที่เขาทำความผิดมันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย การต่อสู้ของคุณควรเป็นไปเพื่อตัวคุณเท่านั้น


Q

ปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้ปัญหาความรุนแรงทางเพศยังคงดำเนินต่อไป

A

เราพูดกันได้ตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับชุมชน สถาบันต่างๆ เช่น ศาล ตำรวจ แล้วเราก็ต้องมองเลยไปถึงระดับโครงสร้างสังคม เช่น สถาบันศาสนา สถาบันกษัตริย์ สถาบันการศึกษา สื่อ ฯลฯ ทุกอย่างค่ะ 

บ้านเรายังคงมีสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมการข่มขืน หรือ Rape culture และมีสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมอำนาจนิยมปิตาธิปไตย มันยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกๆ สถาบันให้เราเห็น 

เด็กๆ จำนวนมากถูกเลี้ยงดูขัดเกลามาในสังคมที่เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ การตีเด็ก หรือการล่วงล้ำร่างกายเด็ก กลายเป็นเรื่องปกติ หลายกรณีทำให้เราเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ไม่ได้เคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็ก พ่อแม่มองว่าจะสัมผัสลูกยังไงก็ได้ และในปัญหากรณีเด็กถูกละเมิดทางเพศ ผู้กระทำส่วนมากเป็นคนใกล้ตัวทั้งนั้น

ถ้าเรามองภาพความรุนแรงเป็นพีระมิดสักอันหนึ่ง ถ้ายอดสุดมันคือการข่มขืนแล้วฆ่า ฐานของมันก็คือสิ่งที่เรารู้สึกว่าความรุนแรงต่างๆ เป็นเรื่องปกติ การสัมผัสแตะตัวโดยไม่ยินยอม ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ กล่องของเพศ บทบาททางเพศ การแซว cat calling การมองนมไม่ผิด ฯลฯ ดังนั้นแล้วฐานพีระมิดของประเทศไทยมันใหญ่แค่ไหนล่ะ?

จากสถิติเมื่อปี 2020 มีเคสข่มขืนแจ้งความเข้ามา 1,600 เคสทั่วประเทศ เฉลี่ยก็อยู่ที่วันละประมาณ 3-4 คดี นี่เฉพาะเคสที่แจ้งความนะคะ มีการทำวิจัยออกมาว่าในกรณีข่มขืน มีเคสที่กล้าแจ้งความแค่ 13% แล้วหลุดออกจากระบบไปประมาณ 87% แสดงว่าในปีที่ผ่านมามีเคสที่หลุดไปจากกระบวนการแจ้งความเป็นหมื่นเคส ดังนั้นอนุมานได้ว่า วันๆ หนึ่งประเทศไทยมีการข่มขืนประมาณยี่สิบกว่าเคสในทุกๆ วัน มันเป็นตัวเลขที่เยอะมากนะคะ 

แล้วคดีความรุนแรงในครอบครัวยิ่งเยอะกว่านี้อีก ยังคงมีการมองว่าเรื่องนี้เป็นปกติ และมันแทบไม่ถูกบันทึกหรือมีการรายงานใดๆ เลย เราไม่รู้เลยว่าพีระมิดความรุนแรงในประเทศไทยมันใหญ่แค่ไหน

แล้วประเทศไทยมีการจัดเก็บ-จัดการสถิติข้อมูลที่แย่มาก data ไม่เชื่อมโยงกันเลย วิเคราะห์อะไรเพื่อป้องกันเหตุไม่ได้เลย อย่างถ้าเป็นต่างประเทศ สมมติมีคนที่เคยกระทำคดีข่มขืนเด็กจะเข้ามาในไทย ตำรวจประเทศนั้นๆ จะส่งหมายมาให้ตำรวจไทยเฝ้าระวังเลย ว่าผู้ชายคนนี้อาจกระทำการซื้อบริการเด็ก แต่ในไทยไม่มีข้อมูลอะไรแบบนั้นเลย เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า rapist ที่ออกจากพื้นที่เขาไปอยู่ที่ไหน 


Q

ท้ายที่สุดแล้วปัญหาเหล่านี้ที่เราพูดกันมาจะถูกแก้ไขได้อย่างไรดี

A

สิ่งที่จะทำให้มันดีขึ้นได้คือ การจัดสรรงบประมาณค่ะ เราเคยคุยไปถึงยันศาลแล้ว ว่าจะทำยังไงให้มันดี สุดท้ายทุกคนบอกเหมือนกันว่าช่วยเอาสำนักงบประมาณมานั่งคุยกับเราหน่อย 

แล้วก็บอกว่า คุณต้องจัดจ้างคนเพิ่มเพื่อมาทำงานในส่วนนี้ คุณต้องมอบทุนให้พนักงานสอบสวนเพิ่ม เพราะตอนนี้เวลาเขาเดินทางไปสอบ หรือแม้เวลาจะจับตัวผู้ต้องหา เขาต้องออกเงินเองหมด เขาเลยไม่อยากทำงาน แล้วเขาได้ค่าตอบแทนสำนวนคดีละประมาณพันถึงสองพันเท่านั้น แล้วสำนวนคดีหนึ่งกว่าจะเสร็จก็เป็นเดือน

เงินมันไม่ลงมา มันไม่มีอะไรซัพพอร์ตคนทำงาน นักสังคมสงเคราะห์ได้เงินเดือนเท่าไรเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำงานตาม พมจ. (สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด) เป็นพนักงานอัตราจ้าง ไม่มีการเติบโต ดังนั้นเมื่อมีจังหวะ มีโอกาส เขาย้ายไปที่อื่น ทำให้ไม่มีใครสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ในพื้นที่นั้นในระยะยาวเลย 

พนักงานสอบสวนหญิงเองก็เติบโตยาก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงไม่อยากเป็นพนักงานสอบฯ อยากไปถือโทรศัพท์ให้ท่านรองมากกว่า เพราะงานมันสบายกว่าในขณะที่เงินเดือนพอกัน คนที่จะมาช่วยกันทำงานก็ไม่พอ แล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถแก้ไขได้เลย ถ้าไม่มีการจัดสรรงบลงมาสนับสนุนบุคลากร แล้วงบประมาณไทยไปอยู่ที่ไหน? ถ้าเทียบกับงบประมาณบางก้อนแล้วจะยิ่งเห็นชัดเลย


Q

พูดได้ไหมว่าเราสิ้นหวัง

A

แต่อย่างน้อยเด็กๆ ของพวกเราก็สู้อยู่นะคะ เราก็สามารถซัพพอร์ตเด็กรุ่นใหม่เท่าที่เราจะทำได้ คนรุ่นเราหรือรุ่นพี่เราก็พยายามไต่เข้าไปในระบบ ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปร่วมประชุมกับรัฐ เราก็จะคงไว้ซึ่งตัวตนที่จะวิพากษ์รัฐ เพื่อนำเคสที่แต่ละคนเจอไปให้เขาเห็น เพราะบางคนจะชอบอ้างว่าเขาไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องแบบนี้ เช่น เขาไม่เคยรู้เลยว่ามีรายชื่อครูที่กระทำอนาจารเด็กค้างอยู่ที่กระทรวงศึกษาฯ เป็นร้อยๆ ชื่อ แล้วยังคงสอนอยู่ แม้จะเป็นเคสที่มีการแจ้งความแล้วก็ตาม แล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาสามารถบอกว่าเขาไม่เคยรู้มาก่อน เราก็พยายามนำเสียงของคนข้างนอก น้องในทวิตเตอร์ ไปพูดในวงเหล่านั้น


Q

ฟังแล้วก็ท้ออยู่ดีค่ะ

A

Welcome to reality ค่ะ




Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

TAG

    Related Stories

    "สมรสเท่าเทียม"  มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย  และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

    life

    "สมรสเท่าเทียม" มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

    BY SERENE 29 NOV 2021

    MIRROR'sGuide