LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

เสียงจากนักเขียนชาย “เราต้องการเรียกร้องสิทธิเหมือนกัน หรือเราแค่หวั่นไหวกับสภาวะที่สั่นคลอน”


ท่ามกลางการเรียกร้องของเพศต่างๆ ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ ผู้ชายเองก็มีเรื่องที่ถูกกดขี่อยู่เช่นกัน อย่างเช่นค่านิยมที่ผู้ชายต้องเก็บงำความรู้สึกภายในเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น หรือ Gender Role โบราณโบร่ำที่คาดหวังให้ผู้ชายเป็นหนึ่งเดียวในบ้านที่ต้องทำงานหักโหมเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ไม่งั้นจะถูกมองว่าเป็นสามี เป็นพ่อ และเป็นผู้ชายที่ล้มเหลว ฯลฯ นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายอย่างที่ทำให้ผู้ชายมีสิ่งที่อยากเรียกร้องจาก Patriarchy ไม่ต่างจากเพศอื่น

ในฐานะนักเขียนชายที่เคยเขียนเกี่ยวกับเฟมินิสต์ให้กับ Mirror Thailand มาแล้ว คราวนี้เลยอยากชวนคุยเรื่องนี้กันบ้าง

ผมอยากให้ทุกคนลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่เราเห็นการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิผู้ชาย คุณเห็นอะไรกันมาบ้าง? สำหรับผม หลายครั้งเมื่อลองหาเพจ หรือกลุ่มที่มีชื่อคล้ายจะเป็นการรวมกลุ่มของผู้ชายเพื่อเรียกร้องสิทธิอะไรสักอย่างของผู้ชาย ผมพบกับเพจที่เต็มไปด้วยมีมเอาไว้ล้อเลียนผู้หญิง โดยเฉพาะเฟมินิสต์/เฟมทวิต

ทำไม “การเรียกร้องสิทธิของผู้ชาย” มักไม่ค่อยเกิดขึ้นเพราะความต้องการจะเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อต้องการจะต่อสู้กลับ หรือลดค่าการเรียกร้องของเพศอื่นๆ? 

“ทีผู้ชายก็โดน...ทำไมไม่เห็นมีใครมาปกป้องเลย?” รูปแบบการ “เรียกร้อง” แบบนี้จัดอยู่ในตรรกะประเภท Whataboutism นั่นคือการตอบคำกล่าวที่ผู้ถามตั้งขึ้น ด้วยความพยายามจะลดค่าผู้ถามผ่านการถามกลับว่า “แล้วที...ล่ะ” ซึ่งไม่ค่อยจะนำพาไปสู่อะไรเท่าไรเลย

ตัวอย่างเช่นเมื่อการพูดว่า “ผ้าอนามัยควรจะเป็นของฟรี” ก็จะมีคำตอบกลับมาว่า “ทีเราล่ะ ยังไม่เรียกร้องถุงยางฟรีเลย” แล้วเราจะจบที่การถกเถียงเรื่องความแตกต่างระหว่างถุงยางและผ้าอนามัย โดยประเด็นตั้งต้นว่า ผ้าอนามัยควรเป็นของฟรี ถูกกลืนหายไปในอากาศทันที เห็นได้อย่างชัดเจนว่านอกจากมันจะเป็นแนวทางการตอบคำถามที่เสียเวลาในการมานั่งเถียงแล้ว มันยังขัดแข้งขัดขาความก้าวหน้าอีกด้วย 

เมื่อการถกเถียงรูปแบบนี้ไม่เป็นประโยชน์นัก แต่ว่าทำไมมันถึงมีมากในกลุ่มผู้ชาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่? 

อันที่จริง มาถึงตอนนี้ ค่านิยมบูชาผู้ชายเป็นผู้พิทักษ์ของครอบครัวจะดูไม่หนักเท่าเมื่อก่อน เราไม่มีสงครามที่ต้องส่งผู้ชายออกไปรบที่ถ้าหากไม่เสียชีวิต ก็กลับมาพร้อมกับ PTSD หรือการเป็นผู้ให้แก่ครอบครัวก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายสามารถทำคนเดียวในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่อีกต่อไป สังคมเปลี่ยนไป และทุกคนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปกับมัน ผู้หญิงมีมูฟเมนต์สตรีนิยมที่กำลังยกระดับคุณค่าความเป็นหญิงให้กว้างขวางไปจากความหมายแคบๆ ที่สร้างขึ้นโดยสังคมชายเป็นใหญ่ ส่วนชุมชน LGBTQ+ ก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเอง มันเป็นความเปลี่ยนแปลงในด้านบวกสำหรับมนุษย์ทุกคน 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชายเมื่ออำนาจและเกียรติในหน้าที่ที่เคยทำไม่ใช่ของเราแค่กลุ่มเดียวอีกต่อไป แล้วเราต้องทำอะไรต่อ? กลุ่มที่พูดถึงความเป็นชาย “ในแง่บวกอย่างสุดโต่ง” อย่างมีหลักการก็คือกลุ่มคิดอนุรักษนิยมที่ยึดถือบทบาททางเพศแบบเก่าที่ทำร้ายทุกเพศ และในขณะเดียวกันกลุ่มแนวคิดก้าวหน้าก็วิพากษ์ความเป็นชายที่คุ้นเคย แต่หลายครั้งก็ติดหล่มอยู่บ้าง คนรุ่นใหม่ที่ยังสับสน มีตัวเลือกไม่มากนัก บวกกับเมื่อเขามองเฟมินิสต์ และ LGBTQ+ สิ่งที่เห็นก็คือการโจมตีความเป็นชาย ซึ่งในเวลานี้เปราะบางกว่าที่มันเคยเป็นมากกว่าตอนไหนๆ ความกลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จริงมากๆ โดยเฉพาะหากเรามองว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้น เราจะเป็นคนที่เสียเปรียบ ระบบการป้องกันตัวที่เขาเลือกใช้ได้คือการบ่ายเบี่ยงเพราะหลักการของทั้งสองฝ่ายไม่ตอบโจทย์ความเป็นชายของเขา

การไร้คำจำกัดความในแง่บวกของความเป็นชายใหม่นี้ ทำให้ผู้ชายรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปสู่วิดีโอเกม เว็บบอร์ด และที่สำคัญคือมีม มันมีเหตุผลที่มีมเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และมีมที่มีกลิ่นของความเหยียดเพศได้รับความนิยมในอินเทอร์เน็ตอย่างมาก เพราะส่วนหนึ่งมันคือเครื่องมือการรับมือต่อ existential dread ที่หลายคนกำลังประสบอยู่

แต่ผมอยากตั้งคำถามว่า เราควรใช้พลังงานไปกับการ cope อย่างเดียวเลยหรือเปล่า? เราควรยอมให้ความกลัวและความเศร้านี้ขัดขวางเส้นทางการมีชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้ชายในปัจจุบันและอนาคตจริงๆ เหรอ? ในเมื่อปิตาธิปไตยไม่ได้กำลังกดขี่แค่ผู้หญิง และ LGBTQ+ แต่มันกดขี่ผู้ชายทั่วๆ ไปเท่าๆ กันด้วย 

“เราปลูกฝังผู้ชายตั้งแต่เด็กให้ไม่แสดงออกทางความรู้สึก เพราะการแสดงความรู้สึกนั้นมีไว้สำหรับคนอ่อนแอ” อดีตรองผู้อำนวยการการปฏิบัติการและการพัฒนาขององค์กรป้องกันการฆ่าตัวตาย Lifeline, Colman O’Driscoll กล่าวกับ BBC ในบทความเกี่ยวกับเหตุผลที่ผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง ในโควตเดียวนี้เราสามารถเห็นได้เลยว่าระบอบปิตาธิปไตยนี้นอกจากจะมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหวและอ่อนแอแล้วมันก็ทำร้ายผู้ชายโดยตรงตั้งแต่วัยเด็ก โดยให้ก้มหน้าก้มตายอมรับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากอยากไปหาจิตแพทย์ก็มักจะโดนครอบครัวปัดไปว่าคิดมากไปเอง และควร “ทำตัวแมนๆ หน่อย” หรือหากว่าโดนล่วงละเมิดทางเพศ เหยื่อผู้ชายมักไม่มีใครเชื่อ เพราะ “มันไม่เมกเซนส์เลย” ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมันไม่ได้เกิดจากผู้หญิงเป็นเพศที่เหนือกว่าและต้องการกดขี่ผู้ชาย แต่เป็นระบบคิดและค่านิยมที่ผู้ชายผู้มีอำนาจยึดถือมาจากอดีตเพื่อกดขี่ทุกคนที่เหลือ

ระบอบชายเป็นใหญ่ เป็นคำที่โดยส่วนตัวผมคิดว่าแปลไม่ตรงตัวนัก ผู้ชายทั่วไปก็โดนกดขี่อยู่เช่นกันในรูปแบบของตัวเอง ฉะนั้นก่อนที่ผู้ชายคนไหนจะเรียกผมว่า soy boy หรือ cuck หรืออะไรก็ตามที่เราใช้กัน ผมก็อยากขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ และผมอยากชวนให้ทุกคนนำพลังงานที่ใช้ทำมีมเสียดสีสังคมมาคุยและแลกเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศในแง่บวกของผู้ชายที่ไม่ไปโจมตีผู้หญิง หรือ LGBTQ+ แต่เป็นการสู้กับ Patriarchy ไปพร้อมๆ กันกับทุกคนแทน  


อ้างอิง:

https://www.ctpost.com/opinion/article/Opinion-The-problem-with-whataboutism-15964005.php

https://www.theguardian.com/world/2017/feb/27/michael-kimmel-masculinity-far-right-angry-white-men

https://www.nextgenmen.ca/blog/why-patriarchy-hurts-men-too

https://www.bbc.com/future/article/20190313-why-more-men-kill-themselves-than-women

https://www.cambridge.org/core/journals/international-journal-of-law-in-context/article/oh-youre-a-guy-how-could-you-be-raped-by-a-woman-that-makes-no-sense-towards-a-case-for-legally-recognising-and-labelling-forcedtopenetrate-cases-as-rape/8166CABA33BBE64EBBAD384E1FE13551

Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

TAG

    Related Stories

    "สมรสเท่าเทียม"  มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย  และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

    life

    "สมรสเท่าเทียม" มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

    BY SERENE 29 NOV 2021

    MIRROR'sGuide