LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

‘กุมารี’ แห่งเนปาล เด็กหญิงที่ถูกปั้นเป็นเทพตั้งแต่ 4 ขวบ

กุมารีคืออะไร?

กุมารี (Kumari) แห่งประเทศเนปาล คือ วิถีความเชื่อซึ่งเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในโลกยุคใหม่ โดย กุมารี คือ เด็กหญิงอายุ 4-5 ขวบ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นเทพเจ้า พวกเธอถูกฝึกไม่ให้แสดงอารมณ์ ตัดขาดจากโลกภายนอก เท้าไม่อาจแตะพื้น อยู่อย่างเทพเจ้าเพื่อให้คนมากราบไหว้บูชา จนกว่าพวกเธอจะมีประจำเดือนครั้งแรก จากนั้นก็จะกลับมาเป็นคนธรรมดาที่ต้องเริ่มปรับตัวกับสังคมโลกอีกครั้ง

ในแง่หนึ่ง การมีกุมารีนับเป็นวิถีปฏิบัติที่มีมาช้านาน หรือตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเนปาลทั้งชาวพุทธและชาวฮินดู ในอีกแง่หนึ่ง นักสิทธิมนุษยชนมองว่านี่คือการละเมิดสิทธิเด็ก 

กุมารีมาจากไหน อยู่อย่างไร?

แม้ผู้กราบไหว้จะมีทั้งชาวพุทธและชาวฮินดู แต่เด็กหญิงที่จะเป็นกุมารีนั้นจะต้องมาจากครอบครัวชาวพุทธ มีต้นตระกูลเป็นศากยะวงศ์ หรือตระกูลของพระพุทธเจ้า และมีลักษณะที่งดงามตามหลักความเชื่อ ผู้เข้ารับการคัดเลือกจะต้องถูกตรวจสอบร่างกายทุกซอกทุกมุมโดยภรรยาของนักบวชอาวุโส เมื่อถูกคัดเลือกให้เป็นกุมารีก็จะต้องผ่านการทดสอบใน ‘ห้องมืด’ ที่ไม่เคยมีใครบอกเล่าว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น 

หลังจากเป็นกุมารีแล้ว ทั้งชีวิตเด็กและครอบครัวก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ดูแลกุมารีอย่างดีที่สุด โดยตลอดระยะเวลาที่เด็กอยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะได้รับเงินสนับสนุนรายเดือนจากรัฐ โดยในแต่ละช่วงเวลาจะมีกุมารีได้ไม่เกิน 10 คนในประเทศ และจากสารคดีเมื่อปี 2016 ทางช่อง BBC Our World ระบุว่าในเวลานั้นทั่วเนปาลมีกุมารี 3 คน

กุมารีจะไม่สามารถสื่อสารกับใครได้นอกจากคนในครอบครัวและนักบวชชั้นสูง ต้องอยู่แต่ในตำหนักเท่านั้น เท้าห้ามแตะพื้น เมื่อออกนอกตำหนักต้องมีคนอุ้มหรือนั่งบนเกี้ยว ทั้งยังต้องมีลักษณะสงบเยือกเย็น ไม่สามารถแสดงอารมณ์ใดๆ ได้ในที่สาธารณะ 

ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ พวกเธอจะถูกแต่งหน้าแต่งตัวตามแบบฉบับของเทพเจ้า และต้องนั่งนิ่งๆ ให้คนมากราบไหว้สักการะพร้อมทั้งเจิมหน้าผากอวยพร โดยการสักการะจะมีในวันสำคัญต่างๆ ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาขอพรกับกุมารี ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำประเทศ 

‘เมนส์มา’ แล้วอย่างไรต่อ?

กุมารีได้รับการนับถือว่าเป็นร่างกายที่ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ จนกระทั่งพวกเธอเริ่มเป็นประจำเดือน ซึ่งถือว่าเลือดอันบริสุทธิ์ได้รั่วไหลออกจากร่างกายแล้ว ก็นับว่าพวกเธอหมดความเป็นเทพเจ้า หลังจากนั้นพวกเธอจะต้องกลับไปเข้าโรงเรียนและใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกุมารีทุกคนที่จะปรับตัวได้ในเวลาอันสั้น 

ชานิรา พัชราชารยา (Chanira Bajracharya) คืออดีตกุมารีที่ริเริ่มคอร์สสอนการปรับตัวให้กับกุมารีที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง ให้ปรับตัวกับโลกภายนอกได้ง่ายขึ้น โดยเธอบอกเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองว่า 

“ทันทีที่เมนส์มา ฉันบอกกับแม่แล้วก็ร้องไห้ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งเสียใจที่จะไม่ได้เป็นเทพเจ้าอีกแล้ว และทั้งสงสัยว่าโลกต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อ”

ชานิราถูกครอบครัวส่งให้เข้ารับการคัดเลือกเป็นกุมารี เนื่องจากเธอเคยร้องไห้ติดต่อกันไม่หยุดเป็นเวลา 4 วัน 4 คืน และในคืนวันที่ 4 นั้นก็เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล (1 มิถุนายน 2001) แม่ของเธอจึงเชื่อว่าชานิรามีพลังของเทพเจ้าและสามารถหยั่งรู้สิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นเธอก็ได้รับการคัดเลือกจริงๆ 

กุมารีหลายคนแม้จะพ้นตำแหน่งแล้วแต่ก็ยังถูกจดจำในฐานะอดีตกุมารี และถูกปฏิบัติอย่างแตกต่าง ชานิราเองเคยถูกเพื่อนมองว่าเป็นตัวประหลาดจากบุคลิกภาพของเธอหลังจากที่เพิ่งพ้นตำแหน่ง เพื่อนกุมารีอีกคนของเธอก็เล่าถึงวันแรกที่ไปโรงเรียน ว่าเพื่อนๆ ต่างมองมาอย่างสงสัยใคร่รู้ บางคนเข้ามาถามว่าเธอเคยรู้สึกถึงพลังเหนือธรรมชาติบ้างหรือเปล่า ครูที่โรงเรียนก็บอกให้เพื่อนๆ ทำความเคารพเธอ และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าพวกเธอจะเริ่มปรับตัวกับชีวิตปกติได้

ประเพณีศักดิ์สิทธิ์ หรือละเมิดเด็ก?

ด้วยการจำกัดกรอบชีวิตของกุมารีที่ควรได้มีชีวิตวัยเด็กที่เป็นอิสระ และเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ตามปกติ ทำให้มีนักสิทธิมนุษยชนหลายคนที่ต่อต้านวิถีปฏิบัตินี้ เคยมีองค์กรที่ยื่นคำร้องต่อศาลเนปาลให้จัดวิถีปฏิบัตินี้เป็น ‘การใช้แรงงานเด็ก’ ซึ่งไม่เป็นผลสำเร็จ ขณะที่ องค์การสหประชาชาติ ระบุว่ากุมารีนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สุบิน มุลมี (Subin Mulmi) นักกฎหมายเพื่อสิทธิสตรีบอกกับทีมงานสารคดีช่อง BBC Our World ว่าการเป็นกุมารีอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กหญิงในระยะยาว ทั้งระหว่างการดำรงตำแหน่งกุมารีและการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยิ่งกว่านั้นพวกเธอยังถูกปิดกั้นโอกาสอีกมาก เช่น กฎข้อห้ามออกนอกตำหนักของกุมารี ก็ทำให้พวกเธอไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ รวมถึงการเรียนไม่ทันเพื่อน หลังจากต้องกลับไปเรียนอีกครั้ง

สื่อหลายสำนักจากหลายประเทศก็พยายามนำเสนอเรื่องของกุมารี หลายครั้งที่ใช้มุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชนในการเล่าเรื่อง และบางครั้งก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเนปาล เช่นการ์ตูนเกาหลีใต้เรื่อง For the Sake of Sita (2014) ที่บอกเล่าชีวิตของผู้หญิงที่เคยเป็นกุมารี แต่ท้ายที่สุดชีวิตเธอก็ตกต่ำ เพราะไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับโลกภายนอกได้ และมีจุดจบที่น่าเศร้า 

การ์ตูนเรื่องนี้ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่าใช้สายตาคนภายนอกตัดสินวัฒนธรรมเนปาล และนำเสนออย่างมีอคติ จนทำให้เกิดภาพจำที่บิดเบี้ยว 

อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์อดีตกุมารีจำนวนหนึ่งโดย BBC Our World พวกเธอส่วนใหญ่ก็เล่าถึงชีวิตขณะเป็นกุมารีในแง่ดี เมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็ได้เรียนถึงปริญญาโท ได้ประกอบอาชีพที่เลือกเอง หลายคนก็ได้แต่งงาน (แม้สมัยก่อนจะเคยมีความเชื่อว่าใครที่แต่งกับอดีตกุมารีจะต้องตายภายในเวลาครึ่งปี)

ปัจจุบันนี้ประเพณีการคัดเลือกกุมารียังคงมีอยู่ แต่จากคำบอกเล่า พบว่ามีครอบครัวที่ส่งลูกสาวเข้ารับการคัดเลือกเป็นกุมารีน้อยลงเรื่อยๆ จากสมัยที่ชานิราเข้ารับคัดเลือก มีแคนดิเดตถึง 7 คน แต่ล่าสุดนี้เธอบอกว่ามีเพียง 2 คนเท่านั้น

ตัวเลขนี้น่าจะบอกอะไรกับเราได้เหมือนกัน 

อ้างอิง: 

Living Child Goddess in Nepal | BBC Our World | SAHAR ZAND

https://myrepublica.nagariknetwork.com/news/kumari-tradition-from-the-rights-perspective 

https://www.pri.org/stories/2014-06-16/child-goddess-nepal 

http://neostuffs.com/2020/06/10/korean-anime-for-the-sake-of-sita-likely-to-upset-nepalis/  

Author

SERENE

นักเขียนคนหนึ่ง

Related Stories

มะเร็งเต้านม ป้องกัน 100% ได้มั้ย? เป็นแล้วต้องตัดเต้านมอย่างเดียวหรือเปล่า?

wellness

มะเร็งเต้านม ป้องกัน 100% ได้มั้ย? เป็นแล้วต้องตัดเต้านมอย่างเดียวหรือเปล่า?

BY MIRROR TEAM 19 OCT 2021

MIRROR'sGuide