LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

ทำไมต้องจ่อไมค์และเปิดลำโพงให้เสียงของผู้หญิง?

พูดถึงสำนักพิมพ์ในใจคนรุ่นใหม่ เราจะไม่พูดถึง P.S.Publishing ก็คงไม่ได้ และนอกจากยืนหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์ P.S. ยังยืนหนึ่งเรื่องการให้พื้นที่กับน้ำเสียงใหม่ๆ น้ำเสียงแบบผู้หญิง แบบเพศอื่นๆ-น้ำเสียงแบบที่เคยถูกปรามาสว่าเป็นการตั้งสเตตัสพร่ำเพ้อมากกว่างานวรรณกรรม 

จุ๋ม-ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล คือผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ที่ไม่เคยหวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสต่างๆ มาถึงตอนนี้สำนักพิมพ์มีจุดยืนชัดเจน และได้พื้นที่ในใจผู้อ่านไปแล้วเรียบร้อย เธอเริ่มต้นอย่างไร เห็นตัวเองอย่างไร มองวงการวรรณกรรมไทยแบบไหน ทำไมถึงอยากจ่อไมค์และเปิดลำโพงให้เสียงของผู้หญิง ลองไปอ่านกัน

Q

จุดเริ่มต้นในการทำสำนักพิมพ์ P.S. คืออะไร

A

เริ่มจากความสนใจงานวรรณกรรมไทย สนใจนักเขียนไทยรุ่นใหม่ ตอนนั้นสถานการณ์หลังปี 2553 ภาวะของประเทศมีความขัดแย้ง ความตึงเครียด ที่คิดว่าควรบันทึกไว้หรือบอกเล่าด้วยมุมมองและภาษาแบบคนรุ่นใหม่ 

วางแผนอยู่สักพัก P.S. ก็เริ่มก่อตั้งในช่วงปลายปี 2558 คัดเลือกต้นฉบับที่มี “ความเป็นเพศหญิง” จากนักเขียนไทยหน้าใหม่ ที่ไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์มาก่อน เนื่องจากมองเห็นช่องว่างในพื้นที่วรรณกรรมบ้านเรา คือการเชื่อมต่อกลุ่มคนอ่านที่อ่านการ์ตูน กลอนเปล่า คำคม ไลท์โนเวล กับกลุ่มคนอ่านที่อ่านงานวรรณกรรมหนักๆ วรรณกรรมแปล วรรณกรรมคลาสสิก 

ในปีแรกเราก็เป็นที่รู้จักจากเล่ม Abstract Bar ของ ปอ เปรมสำราญผลงานเล่มที่ 2 ของสำนักพิมพ์ ทำให้เราโฟกัสได้ถูกจุดมากขึ้น ว่าเราจะนำเสนออะไร อะไรเป็นจุดขายของสำนักพิมพ์ ก็คือความสัมพันธ์ของมนุษย์ จากนั้นเราก็ยึดสโลแกนว่า ยืนหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์


Q

มาถึงตอนนี้พบว่าแนวทางของสำนักพิมพ์ยิ่งชัดเจนขึ้นไหม อย่างไรบ้าง

A

ชัดขึ้นมาก จากที่สนใจงานวรรณกรรมไทย สนใจแค่นักเขียนไทย ก็เฉพาะเจาะจงมาที่การสนใจประเด็น โดยเน้นย้ำเรื่องเพศ ทั้งเพศสภาพ ความลื่นไหล ความหลากหลาย ความรู้สึก อารมณ์ทางเพศ ความเท่าเทียมกันทางเพศ ร้อยละ 90 ของงานเขียนของเราจึงนำเสนอเรื่องความสัมพันธ์และเรื่องเพศเพศ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับการเขียนถึงประเด็นการเมืองในชีวิตประจำวันเรื่องอื่นๆ ซึ่งทุกเรื่องเป็นการเมือง ความสัมพันธ์ก็เป็นการเมือง


Q

คิดเห็นอย่างไรกับมุมมองที่ว่า “เรื่องความสัมพันธ์ไร้สาระและไม่ได้ขับเคลื่อนสังคม”

A

ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลประเภท “ไม่สมหวังในความรัก” ไม่เคยไร้สาระ งานของ P.S. ที่นำเสนอโดยเน้นความสัมพันธ์และเรื่องเพศเพศ เคยถูกปรามาสว่าไม่ใช่งานวรรณกรรม เป็นเพียงสเตตัสพร่ำเพ้อของนักเขียน ซึ่งเราไม่สนหรอกว่าจะนิยามมันว่าอะไร แล้วก็ไม่สนเรื่องจารีตของวรรณกรรมทรงคุณค่าว่า ต้องจรรโลงสังคม

ไม่ได้หมายความว่าจะเขียนเพื่อทำลายสังคม แต่เราไม่ได้ตั้งโจทย์ใหญ่ ไม่เน้นอุดมการณ์แรงกล้า ไม่เน้นประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ ไม่ได้เล่าเรื่องการต่อสู้หยาดเหงื่อแรงงาน จะเล่าได้ยังไงเกิดมาก็เป็นชนชั้นกลางแล้ว เราไม่เขียนในสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่ได้เป็นไม่ได้ เราก็ตั้งโจทย์จากเรื่องใกล้ตัว เล่าเรื่องเล็กๆ ที่กระทบกับตัวเองหากแต่สะท้อนถึงภาพใหญ่ที่เป็นไปในสังคม เขียนเรื่องความสัมพันธ์ที่ถูกเอาเปรียบ เขียนเรื่องการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมบนเตียงแบบที่เราถนัด

ถ้าอยากขับเคลื่อนสังคม เราก็ไปม็อบ ไปเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ไปลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าการต่อต้านเผด็จการต่อต้านอำนาจรัฐและความไม่เป็นธรรมอยู่ในเนื้อตัวของเรา เราจะเขียนเรื่องอะไรก็ได้ ไม่ต้องยัดฉากประท้วงเข้าไปในเรื่องสั้นให้ดูเป็นคนฉลาดห่วงใยสังคมก็ได้


Q

ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ มักจะเป็นในรูปแบบไหน อะไรที่เป็นเสน่ห์ของเรื่องเหล่านี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์

A

ปัญหาความสัมพันธ์ที่ชัดๆ เลยคือความไม่มั่นคงทางใจ เปราะบาง หาความสำคัญของตัวเองไม่เจอ ลามไปจนถึงรักใครไม่เป็น เพราะก็รักตัวเองไม่เป็นด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเสน่ห์ไหม น่าจะไม่ แต่คิดว่าเป็นภาวะร่วมสมัย เราวางแผนเรื่องรักระยะยาวไม่ได้ เหมือนที่เราวางแผนชีวิตเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ในประเทศที่ไม่ส่งเสริมให้เรามีความมั่นคงทางความรู้สึก เพราะเวลาวางแผนอะไรไว้มันจะพังทลาย 

สังคมไทยลิดรอนความมั่นคงทางใจ และความใฝ่ฝันอันแฮปปี้เอนดิ้งไปจากคนรุ่นใหม่หมดแล้ว บดขยี้อนาคตจนไม่เหลือชิ้นดี วัยวันที่ควรจะได้รักใครสักคน นอนฝันหวานกับรอยยิ้มของคนที่แอบชอบ ได้มีบทสนทนาดีๆ ได้จับมือกัน ได้รู้ว่าจูบอันสุดยอดนั้นทรงพลังแค่ไหน ได้มีเซ็กซ์ดีๆ แล้วนอนกอดกัน ก็ต้องแหกตามานั่งกดจองวัคซีนที่โดนเทแล้วเทอีก ต้องลงทะเบียนแอปคนละครึ่งให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ต้องทำงานเก็บเงินใช้หนี้ กยศ. ต้องไปวิ่งหลบแก๊สน้ำตา หลบกระสุนยาง ต้องนั่งมาทะเลาะ เอดดูเขตพ่อแม่ที่เป็นสลิ่มแล้วก็โดนไล่ออกจากบ้าน โคตรน่าเศร้า 


Q

เสียงของนักเขียนหญิงน่าสนใจอย่างไร

A

เสียงของทุกคนน่าสนใจ เพียงแต่แวดวงวรรณกรรมไทยยุคก่อนหน้า P.S. มีเสียงอื่นๆ เยอะแล้ว เราเลยจ่อไมค์และเปิดลำโพงให้กับเสียงของผู้หญิง และเรามองว่าในงานวรรณกรรมที่มีความเป็นเพศชายนั้นส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมเหม็นจู๋ อวดขนาด และความอึดถึกทน ตัวละครผู้หญิงจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกกระทำ และจำยอมภายใต้เงื่อนไขต่างๆ

 และเสียงของผู้หญิงนั้นอ่านง่ายกว่า เพราะดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่ามุ่งอวดอ้างความลุ่มลึกทางปัญญา มีความทะเยอทะยานทางศิลปะการประพันธ์น้อยกว่าวรรณกรรมที่เน้นเท่ลีลาซับซ้อน แต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง มีความตั้งใจสะท้อนแบ่งปันปัญหากับนักอ่าน ประนีประนอมกับนักอ่าน ไม่ได้เป็นงานเขียนที่มีไว้บูชา ไม่หวังผลด้านรางวัลหรือการสรรเสริญเยินยอกันไปมาในกลุ่มเฉพาะ 


Q

ลักษณะร่วมกันของนักเขียน P.S.ทั้งเพศหญิงและเพศอื่นๆ คืออะไร

A

ข้อแรกที่เห็นได้ชัดคือ ต่อต้านอุดมคติรักโรแมนติก ไม่เชื่ออุดมการณ์รักแท้ และตั้งคำถามชุดใหญ่กับลัทธิรักเดียวใจเดียว ซึ่งเป็นแกนหลักของวรรณกรรมเชิงรักๆ ใคร่ๆ ซึ่งมักนำเสนอเรื่องราวความรักผสมผสานกับฉากเซ็กซ์ งานเขียนอีโรติกส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเร้าอารมณ์ทางเพศ ใช้ภาษาสละสลวย มุ่งหวังให้จิ้นฟินฉ่ำแฉะ แต่สำหรับ P.S. ไม่ใช่ เราไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะนำเสนอเรื่องเพศให้เป็นเรื่องอีโรติก อ่านแล้วมีอารมณ์ทางเพศ พูดง่ายๆ คือ เราเขียนเรื่องเย เพื่อให้คนตระหนักถึงการเย ไม่ใช่ให้คนอยากเย หรือถูกเย 

ข้อสองที่มีร่วมกันคือ การพยายามปลดแอกทางวรรณกรรม ไม่ใส่ใจความยาวตามขนบ ไม่สนคู่มือการแต่งเรื่องสั้นหรือนิยาย หลุดจากกรอบของความสละสลวยทางภาษา รู้ว่าจะเขียนอะไรเพื่ออะไร สื่อสารกับใคร จังหวะไหนหยาบก็ต้องหยาบ เราไม่ได้คิดว่าวรรณกรรมที่ดี คือวรรณกรรมที่มีความรุ่มรวย สรรหาคำสวยๆ มาเรียงกัน 


Q

มองว่าวงการวรรณกรรมไทยยังมีข้อจำกัดอะไรอยู่บ้าง

A

ข้อจำกัด และจริงๆ เป็นอุปสรรคเลยนะ คือ สถาบัน สมาคมทางภาษาหรือวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งกอดเกี่ยวอยู่กับอำนาจรัฐ ที่เหมือนเป็นคุณครูภาษาไทย ป. ห้า ถือไม้บรรทัดมาวัด มากำหนดมาตรฐานทางภาษา กำหนดกรอบของเรื่องเล่า โดยการให้คะแนน ให้การยกย่อง ให้รางวัล 

บรรณาธิการ นักวิจารณ์ รวมทั้งกรรมการรางวัล ไม่ควรผูกขาด ตั้งตัวผู้มีอิทธิพลทางภาษาที่จะตัดสินความงดงามและความเหมาะสม ชี้นำ สร้างกรอบให้มีแค่แบบใดแบบหนึ่ง ก็เลยมีนักเขียนดีเด่น เป็นนักเขียนเชื่องๆ ที่ทำงานเขียนแบบนักเรียนเก็งข้อสอบ เพื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเขียนมือรางวัล 

มันควรจะมีที่ทางให้ลีลาวรรณกรรมที่มีความหลายหลาก มีที่ทางให้ประเด็นอื่นๆ นอกจากคุณธรรมอันดีที่รัฐกรอกหู เรามีกองทุนสื่อที่ชื่อว่า ‘สื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย’ อะไรที่มันปลอดภัย ส่วนใหญ่ไม่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ส่วนอะไรที่ท้าทาย ตั้งคำถามและสร้างสรรค์ ก็ถูกมองว่าไม่ปลอดภัย 

คำถามคือไม่ปลอดภัยต่ออะไร คำตอบคือ ไม่ปลอดภัยต่อความมั่งคงของรัฐ สื่อสร้างสรรค์ที่กล้าท้าทายจริงๆ มันจึงถูกปัดตก ไม่เคยได้รับการสนับสนุน คิดดูสิ กรณีล่าสุดได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์มาแล้ว 10 ปี ยังโดนถอดเลย 


Q

เราจะทลายข้อจำกัดเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง

A

การทลายข้อจำกัดตรงนี้ ไม่ใช่การเถียงกันว่านักเขียนไทยควรเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา แต่มันคือการต้องทลายเพดาน คือการไม่ยอมรับ ไม่สนใจนักวิจารณ์ที่วิจารณ์ด้วยกรอบแบบเก่าๆ ไม่สนใจเสียงกรรมการรางวัลซึ่งผูกขาด ไม่ส่ง ไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง คนอ่านหนังสือรุ่นใหม่พังเพดาน ทะลุฟ้ากันไปแล้วทั้งในแง่ภาษาและประเด็น นักเขียนจะเขียนได้น้อยกว่านั้นก็ไม่รู้จะอ่านไปทำไม 

วงการวรรณกรรมไทยอยู่ในมือนักอ่านรุ่นใหม่แล้ว คนที่เคยอ่านงานทมยันตี บทกวีเนาวรัตน์ อยู่ในวัยที่นับถอยหลังและกำลังเป็นอดีต เราต้องไม่หวนกลับไปเขียนอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นกลางในวงการวรรณกรรม ต้องยอมแลกความสัมพันธ์ฉันมิตรน้ำหมึกที่มีโยงใยเป็นระบบอุปถัมภ์ ต้องกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ระบบ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ส่งเสริมและไปในแนวทางเดียวกับประชาธิปไตย โลกยุคนี้เราเดินสวนกระแสประชาธิปไตยได้เหรอ งานวรรณกรรมก็เช่นกัน



Author

SERENE

นักเขียนคนหนึ่ง

Related Stories

Yang Li หญิงจีนผู้ล้อเลียนผู้ชาย จนสร้างข้อถกเถียงได้ทั่วประเทศ

life

Yang Li หญิงจีนผู้ล้อเลียนผู้ชาย จนสร้างข้อถกเถียงได้ทั่วประเทศ

BY MIRROR TEAM 21 OCT 2021

MIRROR'sGuide