LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“Beauty standard อาจฟังดูแย่ แต่มันไม่แย่สำหรับเรา อย่างมากก็เสียค่าไดร์ผม" คุยกับ มิสแต๋ง—กีรนิตย์ ผู้ไม่รักผมหยิกของตัวเองและพร้อมลองทรงใหม่ไปเรื่อยๆ ตราบที่ยังแฮปปี้

เส้นผมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในเรื่องความสวยความงาม และสำหรับหลายคน ผมก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้รู้สึกว่าสวยไม่สุด มิสแต๋ง—กีรนิตย์ ธรรมนิตย์ คือตัวแทนของสาวผมหยิกที่ไม่ได้ชอบผมของตัวเอง เธอผ่านการลองผิดลองถูกเพื่อเปลี่ยนแปลงผมของตัวเองมาอย่างโชกโชน และยอมรับว่าตัวเองคล้อยตามกับ Beauty Standard โดยเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความเป็นตัวเองให้ดูดีขึ้นไปเรื่อยๆ จากทั้งภายในและภายนอก ที่สำคัญเธอเชื่อว่าเรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ตามกับร่างกายของเรา เพื่อความพอใจของเรา โดยที่ไม่รบกวนคนอื่น (แม้สังคมจะมองว่า การตกอยู่ภายใต้ Beauty standard เป็นเรื่องไม่โอเคก็ตาม

ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของเธอพร้อมๆ กันเลย



Q

เคยรู้สึกไม่พอใจกับผมของตัวเองบ้างไหม 

A

ไม่พอใจตลอดเวลา แต่มันทำอะไรไม่ได้จริงๆ นอกจากอยู่กับมัน ช่วงมหาลัยเรายังได้ยืดผม คือรู้ว่ามีแต่ยังไม่ได้อยากจะทำ ยังไม่ได้ลอง แล้วพอมันเริ่มยาวประบ่า เลยเป็นช่วงที่โอเคขึ้น เพราะมันเริ่มทำได้หลายทรง เราลองรวบ ลองเกล้า ลองมัดหางม้า ถักเปีย เราทำหลายอย่างมาก แล้วมันก็ดีนะ มันก็อยู่ของมันได้ มันก็แฟนตาซีมากขึ้น เราได้ลองทำผมทรงนู้นทรงนี้ไปเรียนมันก็สนุกดี 

เรามองว่าผมหยิกของเราเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของมันคือมันทำได้หลายอย่างมาก ข้อเสียคือมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ เพราะเมื่อก่อนเราอยากได้ผมตรงสลวยแบบ แอน แฮททาเวย์ ในหนังเรื่อง Devil wears Prada นี่คือไอดอล ฉันจะต้องได้สะบัดผมแบบนั้น พอปลายๆ ปีหนึ่งเลยไปลองตัดทรงบ๊อบเท ออกมาเป็นโก๊ะตี๋ในหอแต๋วแตก แต่ไม่ได้แคร์มาก แบบครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้ตัดแล้ว ถึงแม้มันจะไม่เข้ากับหน้าเรา มีครั้งเดียวเองมั้งที่เสียใจกับการทำผม คือการกลับไปตัดผมสั้นอีกรอบ เพราะอยากเป็นเหมือนมิสแอฟริกาใต้ พอตัดสั้นมันก็ยากละ ต้องเลี้ยงผมใหม่ สำหรับผมหยิกอย่างเรา ผมสั้นใช้ชีวิตค่อนข้างยาก แม้ว่าตอนผมยาวจะต้องดูแลเยอะ แต่ผมสั้นมันคือความมั่นใจอะ ซึ่งเราไม่มีตรงนั้น เราไม่ได้ชอบผมที่เรามี เลย Develop มันมาเรื่อยๆ เราลองทำเคราติน ยืด ทำสี ตัดหน้าม้า เกล้าผมแบบใหม่ ถักเปีย เราลองมาทุกอย่างเลย เพราะเรารู้สึกว่านี่ไม่ได้ทำให้ใครตาย




Q

แชร์ความยากลำบากของการพยายามทำให้ผมตัวเองตรงให้ฟังหน่อย เคยใช้วิธีไหนบ้าง

A

เราใช้หลายวิธีแล้วก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกันนะ กว่าจะเจอสิ่งที่ถูกใจ อย่างตอนที่เราไปยืด พอเราสระ มันก็กลับมาฟูแบบไร้ทิศทางเหมือนเดิม ก็ต้องใช้เครื่องหนีบ หนีบให้มันเป็นลอนตลอดเวลา พอหนีบเรื่อยๆ ผมก็พัง ผมก็คือไม่อยู่แล้วนะคะ มีครั้งหนึ่งเหมือนในคลิปตลกของฝรั่ง ที่ใช้เครื่องโรลม้วนผมแล้วควันขึ้น ดึงออกมาแล้วผมขาด ผมเราเป็นแบบนั้น ไม่ได้ช็อกมาก เพราะรู้สึกว่าผมมันก็คงเกินเยียวยาไปแล้วจริงๆ เราคงชินกับการตัดผมมาตั้งแต่เด็กๆ มั้ง เลยคิดว่าการตัดผมเป็นเรื่องปกติ การผมขาดเป็นเรื่องปกติ แต่ก็คิดว่าวิธีนี้มันก็อาจจะไม่เวิร์กกับเรา 

เคยมียุคหนึ่งที่อัดสเปรย์ ปาดเจลเป็น Wet look ไปเรียนตลอดเวลา เพื่อนกลัว ครูกลัว ผ่านไปสักพักก็พอเหอะ แสบหนังหัว มันยากเย็นมาก เหมือนเราแพ้สเปรย์ไปพักหนึ่ง ยิ่งเราไม่ได้อยู่เมืองนอกที่อากาศมันเย็น พอกลางวันก็คือเยิ้ม เยิ้มแล้วก็คัน คันก็คือร้อน ก็คือพัง แต่ถ้าถามว่าที่ผ่านมาคุ้มไหมกับการพยายามเปลี่ยนตัวเอง เราว่าต้องดูการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย ถ้าอย่างเรา เราว่าคุ้มเพราะมันพาเราเดินทางมาถึงจุดที่เราพอใจ 





Q

เคยโดนล้อเพราะรูปลักษณ์ของตัวเองบ้างไหม  

A

เคยนะ ล้อเกี่ยวกับผมก็เคยมี แต่เรารู้สึกว่าเราโอเคกับสิ่งนั้น ไม่ได้รู้สึกโดนล้อเลียน คือตอนที่ไปทำฉากละครเวทีตอนกลางคืน ก็นอนพักอยู่ที่พื้นแถวๆ ที่ทำฉาก พอกลับไปถึงห้องเจอตะปูอยู่ในผม ก็เล่าให้เพื่อนฟังว่าเจอตะปูในผม ไม่ได้มีใครแกล้งนะ แต่มันคงมีตะปูสักตัวกลิ้งเข้ามาพันผมเรา เท่านั้นแหละเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลกของคณะ แต๋งที่มีตะปูอยู่ในหัว แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าโดนล้อเลียนนะในช่วงเวลานั้น เราว่ามันกลายเป็นซิกเนเจอร์ที่เราโอเค 

เรื่องอื่นที่โดนล้อก็เช่น รูปร่างก็มีบ้าง เรื่องการแต่งตัวก็มี เราไม่ได้แต่งตัวแปลกนะ แค่มันมีช่วงที่ชอบใส่สีแดง หรือชอบใส่อะไรเยอะๆ คนรอบตัวก็ไม่ค่อยเข้าใจบ้าง คือมันก็เป็นสไตล์ที่เรากำลังค้นหาและพัฒนาไปเรื่อยๆ อยู่ เรายังไม่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกสไตล์นี้ตลอดไป 

แล้วก็เคยโดนล้อเรื่องขา ขาเราไม่ได้เนียน ก็จะมีคนบอกว่าขาไม่สวย ใช่ ไม่สวย กำลังดูแลอยู่ กำลังจะไปเลเซอร์ ถ้าถามว่าจัดการยังไงก็คิดว่าต้องยอมรับก่อน เล็บเราไม่ได้สวย ขาก็ใหญ่ เท้าก็ไม่ได้ดูดี แล้วเรายอมรับไหมอะว่ามันเป็นอย่างนั้น ถ้ารับไม่ได้ก็ปรับ แต่ก่อนจะปรับก็ต้องเห็นและยอมรับก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่เราอยากปรับเพื่อตัวเองจริงๆ หรือเปล่า

บางวันเราก็ยังใส่เสื้อกับขาสั้นเดินไปเดินมา ซึ่งมันก็ไม่ได้เรียบร้อย แต่เรารู้ว่าวันนี้เราไม่ได้ออกไปเจอคน เราไม่ต้องทำอะไรเยอะ เราอยากแต่งสบายๆ ไปจนถึงการไม่ใส่บราเลยนะ คือบางทีมันไม่ได้เจอใครแล้วเราก็อยากแต่งให้สบายที่สุด มันก็เป็นช้อยส์ของเราหรือเปล่า



Q

แล้วจัดการความรู้สึกกับเรื่องพวกนี้อย่างไรบ้าง

A

อย่างแรกต้องจัดการกับตัวเองก่อนว่าเรายอมรับไหมว่ามันเป็นเรื่องจริง เราเป็นคนแคร์เรื่องรูปร่างหน้าตามาก เวลาเจอคนรอบตัวเขาบอกอันนี้โอเค อันนี้สวย ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ถ้าเขาไม่ได้เดินมาบอกว่าอันนี้น่าเกลียด อันนี้ทุเรศ มันก็โอเคแล้วสำหรับเรา 

ล่าสุดตัดผมหน้าม้า เป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่เคยออกมาดี แต่ล่าสุดทำแล้วโอเคชอบ ทุกคนก็ชอบ ทุกคนชื่นชม สวยมากเลย เกาหลี ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจริง เพราะว่าพลังงานของคนรอบข้างมันทำให้เรารู้สึกได้ บางคนอาจจะรู้สึกว่าอวยกันเองหรือเปล่าวะ แต่ก็ไม่เป็นไรไง ฉันไม่ได้แคร์ เพื่อนว่าโอเคฉันก็โอเคแล้ว เราว่าพลังงานจากเพื่อนๆ รอบตัวสำคัญที่จะทำให้เราผ่านความรู้สึกแย่ไปได้




Q

การเป็นคนที่ไม่ได้ตรงกับ Beauty standard ที่สังคมคาดหวังส่งผลอะไรกับชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน

A

ก็ส่งผลนะ เราเป็นคนถูกครอบด้วย Beauty standard เหมือนกัน ในยุคหนึ่งเรารู้สึกว่าความสวยมันคือ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ แอน แฮททาเวย์ ต้องผมยาว ตาโต ผมบลอนด์ ปากนิด จมูกหน่อย ผิวขาว จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราคิดได้ว่าเราไม่มีทางเป็นคนนั้นได้ มันไม่ใช่ตัวฉัน หนึ่งฉันไม่ใช่ผู้หญิง สองผมฉันไม่ใช่สีบลอนด์ธรรมชาติ สามตาฉันไม่ได้สีฟ้า ผิวฉันไม่ได้ขาว ตัวฉันไม่ได้เล็ก ฉันไม่ใช่ผู้หญิงไซส์เอส แค่กระดูกก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นเราอาจจะต้องหา Role model คนอื่น ประเด็นคือมันมีคนไหนที่เป็นแบบเรา ส่วนตัวปัญหาของเราคือการหา Role model ในชีวิตไม่เจอ เราเกิดและโตมากับการดูหนังฮอลลีวูดที่ผู้หญิงต้องตัวเล็ก ผิวขาว ผมบลอนด์ แล้วมันมีใครไหมที่ใกล้เคียงกับเรา มันหายากมาก สิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราคือการ Develop ความเป็นตัวเองกับสไตล์ที่เราเลือกไปเรื่อยๆ




Q

พอหา Role model ในชีวิตไม่เจอ จุดไหนที่ทำให้เราเริ่มยอมรับรูปร่างและความเป็นตัวเองมากขึ้น

A

ขอยกตัวอย่างเรื่องผม มีเรื่องหนึ่งที่ยอมรับว่าโดน Beauty standard ครอบอีกแล้ว คือตอนไปดูหนังเรื่อง Interstellar เพราะจะไปดู แอน แฮททาเวย์ ในเรื่องแอนผมสั้น แล้วมันเก๋มากเลยอยากตัดตาม วันนั้นหาร้านตัดผมสามร้าน ร้านแรกยังไม่ถูกใจ ร้านที่สองเขาไม่ยอมตัดให้ แต่เราก็ยังอยากตัดนะเพราะเราไม่ได้แคร์ คุยไปคุยมามันเหมือนกับว่าที่ไม่ตัดให้เพราะกลัวจะเสียชื่อใช่ไหมถ้ามันออกมาไม่สวย ไม่ตัดก็ไม่ตัด ร้องไห้เลยนะวันนั้น เพื่อนก็เลยพาไปอีกร้าน ร้านสุดท้ายก็ยอมตัดให้ ซึ่งตัดออกมาสวยมาก ชอบมาก แต่มันก็ยังฟูเหมือนเดิมแหละเข้าใจได้ เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น วันรุ่งขึ้นมันก็ฟู สระแล้วมันก็ฟู เออฟูก็ฟู ฟูก็ไปไดร์แค่นั้นเอง คือเรารู้วิธีจัดการผมของเรา เราไม่สามารถเป็นเหมือนคนอื่นได้ แต่เราพอใจกับสิ่งที่เป็นได้ ด้วยวิธีการลองไปเรื่อยๆ

อีกจุดคือเคยย้อนกลับไปนั่งดูรูปเมื่อสิบปีที่แล้วเทียบกับปัจจุบัน ก็คิดได้ว่ามันไม่ได้สวยนะในยุคนั้น แต่คนรอบข้างก็อวยว่าสวยๆๆ อวยกันเอง คือก่อนอื่นยอมรับไหมว่ามันไม่สวย เรายอมรับ ว่าไม่ได้เป็นคนสวยแบบที่ทุกคนกำลังมองหา แต่เราไม่เคยหยุดเลยที่จะพยายามทำให้ตัวเองสวย เราก็ขอบคุณประสบการณ์ตอนนั้นมาก เพราะถ้าเพื่อนๆ บอกว่ามันไม่สวย เราคงเดินมาไม่ถึงจุดนี้แน่นอน เราอาจจะหมดกำลังใจกลางทางไปแล้ว 





Q

คิดอย่างไรกับคนที่ผมหยิกและยังต้องการที่จะรีดหรือไดร์ผมอยู่

A

เรามองว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ตอนแรกเราก็คิดนะว่า เห้ย เราไม่หัวก้าวหน้าหรือเปล่าวะ ที่ไม่ชอบผมหยิกของตัวเอง แต่ก็ตอบตัวเองได้ว่า ไม่ จะมายุ่งไรกับฉัน นี่ผมฉัน เรามีสิทธิที่จะทำอะไรก็ตามกับร่างกายของเรา เพื่อความพอใจของเรา โดยที่ไม่รบกวนคนอื่น 

แต่ถ้าคนอื่นรู้สึกว่า ทำไมผมหยิกแล้วต้องไปทำให้ตรง เขาจะยืดผมมันสิทธิ์ของเขา แล้วถ้าเขาจะไม่ยืดผมก็สิทธิ์ของเขาเหมือนกัน แค่มันต้องไม่รบกวนคนอื่น แต่ถ้ามีกลิ่น รังแค อาจจะต้องแก้หรือเปล่า คือมันมีสิ่งที่ต้องแคร์ แต่ก็มีสิ่งที่ไม่ต้องแคร์ด้วยเหมือนกัน เพราะมันคือช้อยส์ของเรา 

ถ้าเราตกอยู่ใต้ Beauty standard มันอาจจะดูแย่ แต่ในมุมเรา เรารู้สึกว่าถ้าอยู่กับมันได้ มันแย่สำหรับใครวะ มันแย่สำหรับคนอื่นหรือเปล่า มันไม่ได้แย่สำหรับเราไง อย่างมากสุดเราก็เสียค่าไดร์ผม



Q

ส่วนตัวคิดว่าคำพูด “คนผมหยิกอยากผมตรง คนผมตรงอยากผมหยิก” สะท้อนอะไรบ้าง

A

สะท้อนความต้องการค่ะ เราว่ามันเป็นเรื่องความอยากลองทำอะไรเพื่อตัวเอง ก็ลอง ก็ทำ มันคือสิ่งที่เราไม่มี แต่สามารถมีได้ มันแค่หยิก หยัก ตรง นวัตกรรมมันมี มันไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องผิด มันคือความต้องการและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก



Q

อยากฝากอะไรถึงผู้หญิงผมหยิกฟู

A

อยากทำอะไรก็ทำเถอะ มันไม่มีผิดไม่มีถูก ตราบใดที่มันไม่ทำร้ายเรา หรือถ้ามันทำร้ายเรา เช่น เงินในกระเป๋า แต่ถ้าคุณรับมันได้แล้วคุณยินดีกับผลที่มันเกิดขึ้น มันจบแล้ว การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ทั้งรูปร่าง ทรงผม น้ำหนัก เสื้อผ้า มันมีผลลัพธ์ของมัน ถ้าคุณยอมรับมันได้ ยอมรับหมดหัวใจ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นฉันจะอยู่กับมัน ก็ทำซะ มันคือช้อยส์ มันคือสิทธิ์ของเราที่เราจะทำเพื่อตัวเราเอง ไม่ว่าคนอื่นจะว่ายังไงก็ตาม


Related Stories

อิสรภาพและความเท่าเทียม 2 สิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ที่เฮลธ์ตี้ ในมุมมองของ ไอติม พริษฐ์

videos

อิสรภาพและความเท่าเทียม 2 สิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ที่เฮลธ์ตี้ ในมุมมองของ ไอติม พริษฐ์

BY MIRROR TEAM 27 SEP 2021

MIRROR'sGuide