bio | MIRROR Thailand
วันนี้ (7 เมษายน 2569) เทศบาลนครเชียงใหม่ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองใหญ่ที่มี ‘มลพิษมากที่สุดในโลก’ จากการจัดอันดับแบบเรียลไทม์บนเว็บไซต์ IQAir โดยช่วงเวลา 06.00-07.00 น. ตรวจวัดดัชนีคุณภาพอากาศ AQI สูงถึง 209 ซึ่งอยู่ในระดับสีม่วงที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง เวลา 08.00-09.00 น. ตรวจวัดได้ 194 ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบต่อทุกคน และนี่ไม่ใช่วันแรกที่เชียงใหม่ติดอันดับหนึ่ง แต่เกิดขึ้นมาหลายวัน และต่อเนื่องมาหลายต่อหลายปี ไม่ว่าจะปี 2562, 2563, 2564, 2566, 2567 และ 2568 นี่คือภาพสะท้อนที่กำลังบอกว่า ปัญหาฝุ่นพิษไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ และคนไทยก็จมอยู่ใต้เมืองฝุ่นมาอย่างยาวนาน แถมยังดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นเรื่องที่ ‘ต้องชิน’ ทั้งที่ปัญหานี้ไม่ควรถูกทำให้คนเคยชินหรือต้องจัดการตัวเอง 

ไม่ใช่แค่ภาคเหนือที่น่าเป็นห่วง แต่ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นสูง อยู่ในระดับสีแดง สีส้ม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและปัญหาสุขภาพต่างๆ ของผู้คน และทุกวันนี้ การมีเครื่องฟอกอากาศของคนเมือง แทบจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่า ‘ต้องมี’ นอกจากนี้การพึ่งพาแมสก์ก็ยังจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่หลายบริษัทก็ยังบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ นั่นหมายถึงประชาชนหลายๆ คนต้องใช้ ‘เงิน’ เพื่อปกป้องสุขภาพตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าอาจไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงมันได้ 

ปัญหานี้ยังคงหนักขึ้นเรื่อยๆ มีคนล้มป่วยจากปัญหาฝุ่น ผู้คนเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด อย่างในภาคเหนือตอนบน ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มีอัตราการตายสูงสุดจากมะเร็งปอดติดต่อกัน 10 ปี ซึ่งมลพิษทางอากาศคือปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรค นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังทำให้คนเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ นั่นทำให้ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ น่าหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ที่สาระสำคัญคือการทำให้ประชาชนมีสิทธิในการหายใจด้วยอากาศสะอาด เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

แม้ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะผ่านสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังติดอยู่ในชั้น สว. โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถหยิบร่างนี้มาพิจารณาได้ภายใน 60 วันหลังจากการประชุมรัฐสภานัดแรก หรือภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งหากรัฐบาลเลือกที่จะไม่นำปัญหานี้กลับมาแก้ไขผ่านตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน ทุกอย่างก็จะถูกปัดตกออกไป (อีกครั้งและอีกแล้ว)

ช่วนอ่านต่อที่ลิ้งก์หน้า bio

#พรบอากาศสะอาด #อากาศสะอาด #ฝุ่น #MIRRORThailand 
.
.
.
https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/103040

วันนี้ (7 เมษายน 2569) เทศบาลนครเชียงใหม่ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองใหญ่ที่มี ‘มลพิษมากที่สุดในโลก’ จากการจัดอันดับแบบเรียลไทม์บนเว็บไซต์ IQAir โดยช่วงเวลา 06.00-07.00 น. ตรวจวัดดัชนีคุณภาพอากาศ AQI สูงถึง 209 ซึ่งอยู่ในระดับสีม่วงที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง เวลา 08.00-09.00 น. ตรวจวัดได้ 194 ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบต่อทุกคน และนี่ไม่ใช่วันแรกที่เชียงใหม่ติดอันดับหนึ่ง แต่เกิดขึ้นมาหลายวัน และต่อเนื่องมาหลายต่อหลายปี ไม่ว่าจะปี 2562, 2563, 2564, 2566, 2567 และ 2568 นี่คือภาพสะท้อนที่กำลังบอกว่า ปัญหาฝุ่นพิษไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ และคนไทยก็จมอยู่ใต้เมืองฝุ่นมาอย่างยาวนาน แถมยังดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นเรื่องที่ ‘ต้องชิน’ ทั้งที่ปัญหานี้ไม่ควรถูกทำให้คนเคยชินหรือต้องจัดการตัวเอง ไม่ใช่แค่ภาคเหนือที่น่าเป็นห่วง แต่ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นสูง อยู่ในระดับสีแดง สีส้ม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและปัญหาสุขภาพต่างๆ ของผู้คน และทุกวันนี้ การมีเครื่องฟอกอากาศของคนเมือง แทบจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่า ‘ต้องมี’ นอกจากนี้การพึ่งพาแมสก์ก็ยังจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่หลายบริษัทก็ยังบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ นั่นหมายถึงประชาชนหลายๆ คนต้องใช้ ‘เงิน’ เพื่อปกป้องสุขภาพตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าอาจไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงมันได้ ปัญหานี้ยังคงหนักขึ้นเรื่อยๆ มีคนล้มป่วยจากปัญหาฝุ่น ผู้คนเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด อย่างในภาคเหนือตอนบน ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มีอัตราการตายสูงสุดจากมะเร็งปอดติดต่อกัน 10 ปี ซึ่งมลพิษทางอากาศคือปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรค นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังทำให้คนเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ นั่นทำให้ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ น่าหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ที่สาระสำคัญคือการทำให้ประชาชนมีสิทธิในการหายใจด้วยอากาศสะอาด เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะผ่านสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังติดอยู่ในชั้น สว. โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถหยิบร่างนี้มาพิจารณาได้ภายใน 60 วันหลังจากการประชุมรัฐสภานัดแรก หรือภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งหากรัฐบาลเลือกที่จะไม่นำปัญหานี้กลับมาแก้ไขผ่านตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน ทุกอย่างก็จะถูกปัดตกออกไป (อีกครั้งและอีกแล้ว) ช่วนอ่านต่อที่ลิ้งก์หน้า bio #พรบอากาศสะอาด #อากาศสะอาด #ฝุ่น #MIRRORThailand . . . https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/103040

ถ้าจะนิยามตัวตนของ Chloe Stroll คงไม่ใช่คำว่า “สมบูรณ์แบบ” แต่คือคำว่า “จริง”

ในโลกที่ป๊อปสตาร์ถูกคาดหวังให้ไร้ที่ติ เธอกลับเลือกเล่าความเปราะบาง ความสับสน และบาดแผลในแบบที่ไม่ต้องแต่งเติม เพราะสำหรับเธอ ดนตรีไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือการ “ซื่อสัตย์” กับชีวิตตัวเอง

จากเด็กสาวที่เริ่มปล่อยเพลงตั้งแต่อายุ 14 สู่ช่วงเวลาที่เธอเลือก “หยุด” เพื่อทบทวนว่าเสียงเพลงยังเป็นสิ่งที่เธอรักอยู่ไหม และสุดท้าย คำตอบก็นำเธอกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชันที่ลึกกว่าเดิม กับอัลบั้ม Bloom in the Break คือหลักฐานของการเติบโตนั้น ไม่ว่าจะเป็น “Run” ที่เกิดจากเหตุการณ์บุกรุกบ้านและความกลัวที่ต้องวิ่งหนี “Home” ที่นิยามคำว่าบ้านผ่านครอบครัว ไม่ใช่สถานที่ หรือ “You’re Okay” ที่พูดถึงการสูญเสียคุณยายอย่างอ่อนโยน

รวมถึงซิงเกิลล่าสุด “Love in the Dark” ที่เล่าความรักในมุมของการ จากลา ทั้งที่ยังรัก เพราะบางครั้ง การอยู่ต่ออาจทำร้ายสิ่งสวยงามที่เคยมี

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในชีวิตของเธอคือ แม่ที่ไม่เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อโลก แต่ยังเปิดประตูสู่แรงบันดาลใจใหม่ๆ ทั้งเรื่องความรัก ความเปราะบาง และความจริงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง

“ฉันไม่อยากให้คนฟังรู้สึกโดดเดี่ยว” เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Chloe Stroll ทำ อาจไม่ใช่แค่การสร้างเพลง แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”ให้ใครสักคนได้รู้ว่า

ความรู้สึกของเขา…มีที่ทางเสมอ 🤍

อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอเต็มๆ ต่อได้ในลิงก์หน้า bio
#ChloeStroll #BloomInTheBreak #MusicAsHealing #Authenticity #MirrorThailand 
.
.
.
https://mirrorthailand.com/culture/music/103039

ถ้าจะนิยามตัวตนของ Chloe Stroll คงไม่ใช่คำว่า “สมบูรณ์แบบ” แต่คือคำว่า “จริง” ในโลกที่ป๊อปสตาร์ถูกคาดหวังให้ไร้ที่ติ เธอกลับเลือกเล่าความเปราะบาง ความสับสน และบาดแผลในแบบที่ไม่ต้องแต่งเติม เพราะสำหรับเธอ ดนตรีไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือการ “ซื่อสัตย์” กับชีวิตตัวเอง จากเด็กสาวที่เริ่มปล่อยเพลงตั้งแต่อายุ 14 สู่ช่วงเวลาที่เธอเลือก “หยุด” เพื่อทบทวนว่าเสียงเพลงยังเป็นสิ่งที่เธอรักอยู่ไหม และสุดท้าย คำตอบก็นำเธอกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชันที่ลึกกว่าเดิม กับอัลบั้ม Bloom in the Break คือหลักฐานของการเติบโตนั้น ไม่ว่าจะเป็น “Run” ที่เกิดจากเหตุการณ์บุกรุกบ้านและความกลัวที่ต้องวิ่งหนี “Home” ที่นิยามคำว่าบ้านผ่านครอบครัว ไม่ใช่สถานที่ หรือ “You’re Okay” ที่พูดถึงการสูญเสียคุณยายอย่างอ่อนโยน รวมถึงซิงเกิลล่าสุด “Love in the Dark” ที่เล่าความรักในมุมของการ จากลา ทั้งที่ยังรัก เพราะบางครั้ง การอยู่ต่ออาจทำร้ายสิ่งสวยงามที่เคยมี อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในชีวิตของเธอคือ แม่ที่ไม่เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อโลก แต่ยังเปิดประตูสู่แรงบันดาลใจใหม่ๆ ทั้งเรื่องความรัก ความเปราะบาง และความจริงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง “ฉันไม่อยากให้คนฟังรู้สึกโดดเดี่ยว” เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Chloe Stroll ทำ อาจไม่ใช่แค่การสร้างเพลง แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”ให้ใครสักคนได้รู้ว่า ความรู้สึกของเขา…มีที่ทางเสมอ 🤍 อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอเต็มๆ ต่อได้ในลิงก์หน้า bio #ChloeStroll #BloomInTheBreak #MusicAsHealing #Authenticity #MirrorThailand . . . https://mirrorthailand.com/culture/music/103039

ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่เคยได้ยินไหมว่า หากคนคนนั้นมีความมั่นใจ และออร่าความรักตัวเองมันแผ่ออกมาเป็นพลังบวกให้กับคนอื่น จนอยู่ด้วยแล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย แค่นี้ก็สามารถเป็นผู้หญิงที่สวยเปล่งประกายและมีเสน่ห์มากๆ ได้แล้ว 

ซึ่งมุมมองแบบนี้ตรงกับแนวคิดของแบรนด์ Clé de Peau Beauté กับแคมเปญระดับโลก “Radiance Begins With You” ที่ชวนตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าความเปล่งประกายที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่คือพลังงานบวกที่เริ่มต้นจากภายในตนเองและขยายขอบเขตสู่สังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่งดงามและยั่งยืน 

โดยตัวแทนที่เปล่งประกายอย่าง “แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา” และ “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล”  ได้มาถ่ายทอดนิยามของผู้หญิง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความงามที่ทรงพลังตามแนวคิด ‘Radiance’ ของแบรนด์ พร้อมร่วมเฉลิมฉลองไปกับบรรยากาศความงามที่เปล่งประกายจากภายในผ่านผลิตภัณฑ์ระดับไอคอนิกและปรัชญาการดูแลผิวที่ล้ำสมัย 

สำหรับแคมเปญนี้ Clé de Peau Beauté มุ่งหวังที่จะเน้นย้ำถึงคำว่า“Radiance” โดยถ่ายทอดผ่าน 3 มิติหลักได้แก่ Radiance of Skin, Radiance of Self และ Radiance of Society ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

Radiance Begins with You คือคำมั่นสัญญาว่าความเปล่งประกายเริ่มต้นที่ตัวคุณ และเมื่อคุณส่องสว่าง โลกใบนี้ก็จะสว่างไสวไปพร้อมกัน ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเปล่งประกายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญได้ที่เคาน์เตอร์ Clé de Peau Beauté ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Clé de Peau Beauté Thailand

ชวนอ่านแง่มุมการดูแลตัวเองของทั้งสองสาวได้ในลิงก์หน้า bio
#RadianceBeginsWithYou #CledePeauBeauteThailand @CledePeauBeaute
.
.
.
https://mirrorthailand.com/style/beauty/103038

ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่เคยได้ยินไหมว่า หากคนคนนั้นมีความมั่นใจ และออร่าความรักตัวเองมันแผ่ออกมาเป็นพลังบวกให้กับคนอื่น จนอยู่ด้วยแล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย แค่นี้ก็สามารถเป็นผู้หญิงที่สวยเปล่งประกายและมีเสน่ห์มากๆ ได้แล้ว ซึ่งมุมมองแบบนี้ตรงกับแนวคิดของแบรนด์ Clé de Peau Beauté กับแคมเปญระดับโลก “Radiance Begins With You” ที่ชวนตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าความเปล่งประกายที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่คือพลังงานบวกที่เริ่มต้นจากภายในตนเองและขยายขอบเขตสู่สังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่งดงามและยั่งยืน โดยตัวแทนที่เปล่งประกายอย่าง “แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา” และ “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” ได้มาถ่ายทอดนิยามของผู้หญิง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความงามที่ทรงพลังตามแนวคิด ‘Radiance’ ของแบรนด์ พร้อมร่วมเฉลิมฉลองไปกับบรรยากาศความงามที่เปล่งประกายจากภายในผ่านผลิตภัณฑ์ระดับไอคอนิกและปรัชญาการดูแลผิวที่ล้ำสมัย สำหรับแคมเปญนี้ Clé de Peau Beauté มุ่งหวังที่จะเน้นย้ำถึงคำว่า“Radiance” โดยถ่ายทอดผ่าน 3 มิติหลักได้แก่ Radiance of Skin, Radiance of Self และ Radiance of Society ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน Radiance Begins with You คือคำมั่นสัญญาว่าความเปล่งประกายเริ่มต้นที่ตัวคุณ และเมื่อคุณส่องสว่าง โลกใบนี้ก็จะสว่างไสวไปพร้อมกัน ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเปล่งประกายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญได้ที่เคาน์เตอร์ Clé de Peau Beauté ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Clé de Peau Beauté Thailand ชวนอ่านแง่มุมการดูแลตัวเองของทั้งสองสาวได้ในลิงก์หน้า bio #RadianceBeginsWithYou #CledePeauBeauteThailand @CledePeauBeaute . . . https://mirrorthailand.com/style/beauty/103038

เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ เนื่องจากอีกฝ่ายพูดจาหรือปฏิบัติไม่ดีกับเรา หลายคนอาจเลือกที่จะ ‘รอ’ คนรักเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะกลายเป็นแฟนที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ทว่า การรอผลลัพธ์ที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นจริงไหมก็อาจบั่นทอนความรู้สึกของคนรอได้เหมือนกัน

แล้วถ้าคนรักมีลักษณะนิสัยเข้าข่ายบุคลิกภาพแบบ ‘Narcissist’ ล่ะ เราควรรอเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม? ‘แน็ต - ภัคค์ทินัน นิโคลส์’ นักจิตวิทยา นักบำบัดสุราและยาเสพติด ให้ความเห็นว่า “อยู่กับปัจจุบันเยอะๆ ถ้าวันนี้คุณรู้สึกไม่มีความสุข คุณรู้สึกตัวเล็ก นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องยึดถือไว้ เพราะถ้ารอความหวัง …มันคือการไม่ยอมรับความจริง แล้วมันอาจจะทำให้เราเศร้าขึ้นทุกวันก็ได้”

ไม่ว่าจะตัดสินใจไปต่อกับความสัมพันธ์นี้หรือไม่ ‘แน็ต - ภัคค์ทินัน นิโคลส์’ ชวนให้ทุกคนฝึก ‘Radical Acceptance’ หรือการยอมรับความจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเธออธิบายไว้ว่า “ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขามีปัญหา เขาอาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองต้องเปลี่ยน แล้วถ้าเรามี Radical Acceptance เราจะได้ไม่ไปหวังว่าเขาจะเปลี่ยน ทีนี้มันก็จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น”

หมายเหตุ: โพสต์นี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะของบุคลิกภาพแบบ Narcissist เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพทางจิตวิทยาไม่ใช่การแบ่งแยกแบบขาวดำ 100% แต่เป็นสเปกตรัมที่มีหลากหลายระดับ จึงควรระมัดระวังในการนำไปใช้ตีตราตนเองหรือผู้อื่น หากกำลังเผชิญปัญหาด้านจิตใจ ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลในคลิปนี้ไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้

ทำความเข้าใจเรื่อง Narcissist เพิ่มขึ้นทางรายการ Wellness Journey

#WellnessJourney #Narcissist #Relationship #Self #MIRRORThailand

เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ เนื่องจากอีกฝ่ายพูดจาหรือปฏิบัติไม่ดีกับเรา หลายคนอาจเลือกที่จะ ‘รอ’ คนรักเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะกลายเป็นแฟนที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ทว่า การรอผลลัพธ์ที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นจริงไหมก็อาจบั่นทอนความรู้สึกของคนรอได้เหมือนกัน แล้วถ้าคนรักมีลักษณะนิสัยเข้าข่ายบุคลิกภาพแบบ ‘Narcissist’ ล่ะ เราควรรอเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม? ‘แน็ต - ภัคค์ทินัน นิโคลส์’ นักจิตวิทยา นักบำบัดสุราและยาเสพติด ให้ความเห็นว่า “อยู่กับปัจจุบันเยอะๆ ถ้าวันนี้คุณรู้สึกไม่มีความสุข คุณรู้สึกตัวเล็ก นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องยึดถือไว้ เพราะถ้ารอความหวัง …มันคือการไม่ยอมรับความจริง แล้วมันอาจจะทำให้เราเศร้าขึ้นทุกวันก็ได้” ไม่ว่าจะตัดสินใจไปต่อกับความสัมพันธ์นี้หรือไม่ ‘แน็ต - ภัคค์ทินัน นิโคลส์’ ชวนให้ทุกคนฝึก ‘Radical Acceptance’ หรือการยอมรับความจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเธออธิบายไว้ว่า “ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขามีปัญหา เขาอาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองต้องเปลี่ยน แล้วถ้าเรามี Radical Acceptance เราจะได้ไม่ไปหวังว่าเขาจะเปลี่ยน ทีนี้มันก็จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น” หมายเหตุ: โพสต์นี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะของบุคลิกภาพแบบ Narcissist เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพทางจิตวิทยาไม่ใช่การแบ่งแยกแบบขาวดำ 100% แต่เป็นสเปกตรัมที่มีหลากหลายระดับ จึงควรระมัดระวังในการนำไปใช้ตีตราตนเองหรือผู้อื่น หากกำลังเผชิญปัญหาด้านจิตใจ ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลในคลิปนี้ไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ ทำความเข้าใจเรื่อง Narcissist เพิ่มขึ้นทางรายการ Wellness Journey #WellnessJourney #Narcissist #Relationship #Self #MIRRORThailand

ก่อนหน้านี้ น้อยคนอาจจะรู้ว่า ‘Michael Peter Balzary’ หรือ ‘Flea (ฟลี)’ อดีตมือเบสวงร็อกในตำนานอย่าง Red Hot Chili Peppers นั้นหลงรักการเป่าทรัมเป็ตมาตั้งแต่เด็กๆ แบบที่เขาเองก็ยังจำได้ว่าถึงขนาดวางทรัมเป็ตไว้บนเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนเข้าๆ ออกๆ เพื่อที่จะได้เปิดประตูมาและเห็นไอ้ความแวววาวของมันอีกซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ราวกับเด็กเห่อของใหม่ 

เพราะช่วงเวลาในวัยเด็กของ Flea ไม่ได้สวยงามเท่าไรนัก เขาเกิดที่ออสเตรเลีย โตมากับครอบครัวที่มีปัญหายาเสพติด  อยู่กับพ่อเลี้ยงผู้เป็นนักดนตรีแจ๊ซที่ใช้ความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันมันก็นำพาอิทธิพลของดนตรีเเจ๊ซให้หล่อหลอมอยู่ภายในตัวเขาด้วย ซึ่งทุกวันในห้องนั่งเล่นบ้านเขาจะมีดนตรี Bebop Jazz ที่พ่อกับเพื่อนๆ มักมาเล่นแจมกัน และมีทรัมเป็ตเป็นเครื่องมือที่เขาทั้งใช้หนีจากชีวิตจริง ทั้งทั้งช่วยปลดปล่อยเขาไปสู่โลกที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้จัก 

“ชีวิตผมในวัยเด็ก�

ก่อนหน้านี้ น้อยคนอาจจะรู้ว่า ‘Michael Peter Balzary’ หรือ ‘Flea (ฟลี)’ อดีตมือเบสวงร็อกในตำนานอย่าง Red Hot Chili Peppers นั้นหลงรักการเป่าทรัมเป็ตมาตั้งแต่เด็กๆ แบบที่เขาเองก็ยังจำได้ว่าถึงขนาดวางทรัมเป็ตไว้บนเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนเข้าๆ ออกๆ เพื่อที่จะได้เปิดประตูมาและเห็นไอ้ความแวววาวของมันอีกซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ราวกับเด็กเห่อของใหม่ เพราะช่วงเวลาในวัยเด็กของ Flea ไม่ได้สวยงามเท่าไรนัก เขาเกิดที่ออสเตรเลีย โตมากับครอบครัวที่มีปัญหายาเสพติด อยู่กับพ่อเลี้ยงผู้เป็นนักดนตรีแจ๊ซที่ใช้ความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันมันก็นำพาอิทธิพลของดนตรีเเจ๊ซให้หล่อหลอมอยู่ภายในตัวเขาด้วย ซึ่งทุกวันในห้องนั่งเล่นบ้านเขาจะมีดนตรี Bebop Jazz ที่พ่อกับเพื่อนๆ มักมาเล่นแจมกัน และมีทรัมเป็ตเป็นเครื่องมือที่เขาทั้งใช้หนีจากชีวิตจริง ทั้งทั้งช่วยปลดปล่อยเขาไปสู่โลกที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้จัก “ชีวิตผมในวัยเด็ก�

นิสัยแบบ Narcissism เปลี่ยนแปลงได้ไหม 
.
“ถ้าเขารักเรามากพอ เขาจะเปลี่ยนเพื่อเราไหม?” คำถามยอดฮิตที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ข้างใน 
วันนี้ Mirror Thailand และ แน็ต ภัคค์ทินัน นิโคลส์ นักจิตวิทยา นักบำบัดสุราและยาเสพติด  จะมาให้คำตอบในมุมจิตวิทยา
.
หมายเหตุ: คลิปวิดีโอนี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะของบุคลิกภาพแบบ Narcissist เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพทางจิตวิทยาไม่ใช่การแบ่งแยกแบบขาวดำ 100% แต่เป็นสเปกตรัมที่มีหลากหลายระดับ จึงควรระมัดระวังในการนำไปใช้ตีตราตนเองหรือผู้อื่น 
หากกำลังเผชิญปัญหาด้านจิตใจ ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลในคลิปนี้ไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้
.
#Narcissist #WomenHealth #WellnessJourney #MirrorThailand #Self

นิสัยแบบ Narcissism เปลี่ยนแปลงได้ไหม . “ถ้าเขารักเรามากพอ เขาจะเปลี่ยนเพื่อเราไหม?” คำถามยอดฮิตที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ข้างใน วันนี้ Mirror Thailand และ แน็ต ภัคค์ทินัน นิโคลส์ นักจิตวิทยา นักบำบัดสุราและยาเสพติด จะมาให้คำตอบในมุมจิตวิทยา . หมายเหตุ: คลิปวิดีโอนี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะของบุคลิกภาพแบบ Narcissist เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพทางจิตวิทยาไม่ใช่การแบ่งแยกแบบขาวดำ 100% แต่เป็นสเปกตรัมที่มีหลากหลายระดับ จึงควรระมัดระวังในการนำไปใช้ตีตราตนเองหรือผู้อื่น หากกำลังเผชิญปัญหาด้านจิตใจ ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลในคลิปนี้ไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ . #Narcissist #WomenHealth #WellnessJourney #MirrorThailand #Self

ถ้านวยไม่เริ่ด แล้วใครจะเริ่ดล่ะ! ขอแสดงความยินดีและปรบมือให้กับอันดับที่ 4 จากรายการแข่งแร็ป Show Me The Money ซีซัน 12 ซึ่ง ‘MILLI’ @phuckitol ทำให้คนไทยภูมิใจสุดๆ เธอกลายเป็น ‘แร็ปเปอร์หญิงไทยคนแรก’ ซึ่งเป็นแร็ปเปอร์ชาวต่างชาติคนแรกที่เข้ารอบลึกมาถึงไฟนอล ทั้งยังคว้าอันดับ 1 GLOBAL PRE-VOTE ในรายการไปได้สำเร็จ นอกจากนี้เธอยังเป็นแร็ปเปอร์หญิงคนที่ 3 ตั้งแต่เคยมีรายการมาที่ได้เข้ารอบไฟนอลอีกด้วย

แม้จะเสียดายที่เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงคนที่ 2 ซึ่งชนะรายการนี้ หลังจาก Lee Young Ji เป็นแชมป์หญิงคนแรกไปเมื่อซีซันที่ 11 แต่มิลลิก็ได้ชนะใจคนดูไปเต็มๆ จากสิ่งที่เธอทุ่มเทมาตลอดทั้งเส้นทาง ทั้งจากความสามารถ ความพยายาม และการเชื่อในตัวเองตามท่อน “I BELIEVE IN YOU, MISS MILLI” (ฉันเชื่อในตัวเธอนะ นางสาวมิลลิ!) หนึ่งในโชว์วันไฟนอล ตลอดรายการ มิลลิเป็นหนึ่งในลูกทีม GRAY x Loco และทุกคนก็ได้เห็นเธอยกระดับความสามารถมากขึ้นไปอีก ทุกโชว์ของเธอมาเพื่อปล่อยของรัวๆ! ด้วยการแร็ป 3 ภาษา ไทย อังกฤษ และเกาหลี พร้อมๆ กับใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบโชว์เดือดๆ ได้อย่างดี 

ไม่ว่าจะเพลงที่ไวรัลไปทั้งเกาหลี ‘SSAK’ ที่ทำเอา จองกุก วง BTS หยิบท่อนที่เธอร้องมาเต้น หลังจากนั้นเธอก็มาแชร์บน X ว่า “เชี่ย นวยทำได้แล้วว่ะทุกคน” หลังจากที่ปี 2021 เคยโพสต์ว่า “อยากเก่ง เก่งมากๆจนบังทันรู้จักอ่ะ” จนคนแซวว่าเป็นติ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งเลยล่ะ! ไปจนถึง แทยง NCT ก็เต้นท่อนของเธอ นอกจากนี้ลุคที่ขึ้นโชว์ยังเป็นที่พูดถึงกับเนกไทปลาแบรนด์ไทย Tie A Knot หรือจะเพลง ‘AEIOU’ ด้วยท่อนแร็ปที่พูดถึงปูผัดผงกะหรี่ หรือจะเพลง ‘MSG’ โชว์วันไฟนอลที่ม่วนรับสงกรานต์ โดยเธอรับบทแม่ครัวสวมผ้ากันเปื้อนที่เขียนว่า “I ❤️รสนัว” ตอกย้ำว่าคนไทยติดแซ่บ ติดนัว เข็ดฟัน! ซึ่งทำให้ย้อนนึกถึง ข้าวเหนียวมะม่วง บนเวที Coachella และมวยไทยใน Head In The Clouds Festival ลูกเล่นสุดน่ารักตรงนี้แทบจะเป็นลายเซ็นของมิลลิที่เธอภูมิใจที่จะชูความไทยออกสู่สายตาชาติอื่น 

จากเด็กสาวใน The Rapper 2 สู่ศิลปินที่ยืนหยัดในความเป็นตัวเองจาก @officialyupp ได้ยืนบนเวทีระดับโลก กล้าพูดเรื่องการเมือง ไม่หวาดกลัวที่จะพูดเพื่อความไม่ยุติธรรมต่อตัวเองและผู้อื่น ความเรียลแบบนี้แหละที่ “โคตรนวย” โดยความรู้สึกมากมายของมิลลิ ถูกสื่อสารออกมาผ่านเนื้อเพลงในรายการ ซึ่งแสดงถึงมุมมอง ตัวตน และเรื่องราวการเดินทาง มีเพลงไหนที่เรายกมาพูดถึงบ้าง อ่านกันเลย!

#MILLI #showmethemoney #SMTM12 #MIRRORThailand 
.
.
.
https://mirrorthailand.com/culture/entertainment/103036

ถ้านวยไม่เริ่ด แล้วใครจะเริ่ดล่ะ! ขอแสดงความยินดีและปรบมือให้กับอันดับที่ 4 จากรายการแข่งแร็ป Show Me The Money ซีซัน 12 ซึ่ง ‘MILLI’ @phuckitol ทำให้คนไทยภูมิใจสุดๆ เธอกลายเป็น ‘แร็ปเปอร์หญิงไทยคนแรก’ ซึ่งเป็นแร็ปเปอร์ชาวต่างชาติคนแรกที่เข้ารอบลึกมาถึงไฟนอล ทั้งยังคว้าอันดับ 1 GLOBAL PRE-VOTE ในรายการไปได้สำเร็จ นอกจากนี้เธอยังเป็นแร็ปเปอร์หญิงคนที่ 3 ตั้งแต่เคยมีรายการมาที่ได้เข้ารอบไฟนอลอีกด้วย แม้จะเสียดายที่เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงคนที่ 2 ซึ่งชนะรายการนี้ หลังจาก Lee Young Ji เป็นแชมป์หญิงคนแรกไปเมื่อซีซันที่ 11 แต่มิลลิก็ได้ชนะใจคนดูไปเต็มๆ จากสิ่งที่เธอทุ่มเทมาตลอดทั้งเส้นทาง ทั้งจากความสามารถ ความพยายาม และการเชื่อในตัวเองตามท่อน “I BELIEVE IN YOU, MISS MILLI” (ฉันเชื่อในตัวเธอนะ นางสาวมิลลิ!) หนึ่งในโชว์วันไฟนอล ตลอดรายการ มิลลิเป็นหนึ่งในลูกทีม GRAY x Loco และทุกคนก็ได้เห็นเธอยกระดับความสามารถมากขึ้นไปอีก ทุกโชว์ของเธอมาเพื่อปล่อยของรัวๆ! ด้วยการแร็ป 3 ภาษา ไทย อังกฤษ และเกาหลี พร้อมๆ กับใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบโชว์เดือดๆ ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเพลงที่ไวรัลไปทั้งเกาหลี ‘SSAK’ ที่ทำเอา จองกุก วง BTS หยิบท่อนที่เธอร้องมาเต้น หลังจากนั้นเธอก็มาแชร์บน X ว่า “เชี่ย นวยทำได้แล้วว่ะทุกคน” หลังจากที่ปี 2021 เคยโพสต์ว่า “อยากเก่ง เก่งมากๆจนบังทันรู้จักอ่ะ” จนคนแซวว่าเป็นติ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งเลยล่ะ! ไปจนถึง แทยง NCT ก็เต้นท่อนของเธอ นอกจากนี้ลุคที่ขึ้นโชว์ยังเป็นที่พูดถึงกับเนกไทปลาแบรนด์ไทย Tie A Knot หรือจะเพลง ‘AEIOU’ ด้วยท่อนแร็ปที่พูดถึงปูผัดผงกะหรี่ หรือจะเพลง ‘MSG’ โชว์วันไฟนอลที่ม่วนรับสงกรานต์ โดยเธอรับบทแม่ครัวสวมผ้ากันเปื้อนที่เขียนว่า “I ❤️รสนัว” ตอกย้ำว่าคนไทยติดแซ่บ ติดนัว เข็ดฟัน! ซึ่งทำให้ย้อนนึกถึง ข้าวเหนียวมะม่วง บนเวที Coachella และมวยไทยใน Head In The Clouds Festival ลูกเล่นสุดน่ารักตรงนี้แทบจะเป็นลายเซ็นของมิลลิที่เธอภูมิใจที่จะชูความไทยออกสู่สายตาชาติอื่น จากเด็กสาวใน The Rapper 2 สู่ศิลปินที่ยืนหยัดในความเป็นตัวเองจาก @officialyupp ได้ยืนบนเวทีระดับโลก กล้าพูดเรื่องการเมือง ไม่หวาดกลัวที่จะพูดเพื่อความไม่ยุติธรรมต่อตัวเองและผู้อื่น ความเรียลแบบนี้แหละที่ “โคตรนวย” โดยความรู้สึกมากมายของมิลลิ ถูกสื่อสารออกมาผ่านเนื้อเพลงในรายการ ซึ่งแสดงถึงมุมมอง ตัวตน และเรื่องราวการเดินทาง มีเพลงไหนที่เรายกมาพูดถึงบ้าง อ่านกันเลย! #MILLI #showmethemoney #SMTM12 #MIRRORThailand . . . https://mirrorthailand.com/culture/entertainment/103036

BDMS Wellness Clinic จับมือ Lancôme ปลดล็อกศักยภาพตลาดความงามไทย ขับเคลื่อน Wellness Economy อุตสาหกรรม Personal Care & Beauty โลกพุ่งแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายศักยภาพสู่ตลาดความงาม จับมือ Lancôme ภายใต้ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แบรนด์ความงามระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Personal Care & Beauty ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ “ความงามที่ยั่งยืน” (Sustainable Beauty) และ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Preventive Health) มากยิ่งขึ้น

โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ถูกพัฒนาขึ้นจากการผสานมุมมองเชิงลึกทั้ง Inside-Out และ Outside-In Insights เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม

 • Inside-Out Insight

สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจากภายในในระดับเชิงลึก ตั้งแต่ Cellular Health, Hormonal Balance ไปจนถึง Metabolic Optimization ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความงามในระยะยาว

 • Outside-In Insight

ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมความงามระดับโลก ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านผลลัพธ์ที่ “มองเห็นได้จริง” (Visible Results) ผ่านเทคโนโลยีการฟื้นบำรุงผิวขั้นสูงและประสบการณ์ความงามระดับลักชัวรี

นำไปสู่การสร้างสรรค์โปรแกรมภายใต้แนวคิด “Timeless Beauty, Timeless Longevity”
ที่ผสานศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เข้ากับ Beauty Innovation อย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับนิยามของความงามจาก “ภายนอก” สู่ “ความสมดุลจากภายใน” อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ของ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ คุณแพทริค จีโร CEO บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบูรณาการศาสตร์แห่งการแพทย์สมัยใหม่และอุตสาหกรรมความงาม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub และสร้างการเติบโตของ Wellness Economy ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

#BDMSWellnessxLancome  #BDMSWellnessClinic
#LiveLongerHealthierHappier #WellnessHubAsia #absoluelongevity
.
.
.
https://mirrorthailand.com/self/wellness/103034

BDMS Wellness Clinic จับมือ Lancôme ปลดล็อกศักยภาพตลาดความงามไทย ขับเคลื่อน Wellness Economy อุตสาหกรรม Personal Care & Beauty โลกพุ่งแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายศักยภาพสู่ตลาดความงาม จับมือ Lancôme ภายใต้ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แบรนด์ความงามระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Personal Care & Beauty ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ “ความงามที่ยั่งยืน” (Sustainable Beauty) และ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Preventive Health) มากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ถูกพัฒนาขึ้นจากการผสานมุมมองเชิงลึกทั้ง Inside-Out และ Outside-In Insights เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวม • Inside-Out Insight สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจากภายในในระดับเชิงลึก ตั้งแต่ Cellular Health, Hormonal Balance ไปจนถึง Metabolic Optimization ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความงามในระยะยาว • Outside-In Insight ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมความงามระดับโลก ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านผลลัพธ์ที่ “มองเห็นได้จริง” (Visible Results) ผ่านเทคโนโลยีการฟื้นบำรุงผิวขั้นสูงและประสบการณ์ความงามระดับลักชัวรี นำไปสู่การสร้างสรรค์โปรแกรมภายใต้แนวคิด “Timeless Beauty, Timeless Longevity” ที่ผสานศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เข้ากับ Beauty Innovation อย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับนิยามของความงามจาก “ภายนอก” สู่ “ความสมดุลจากภายใน” อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ของ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ คุณแพทริค จีโร CEO บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบูรณาการศาสตร์แห่งการแพทย์สมัยใหม่และอุตสาหกรรมความงาม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub และสร้างการเติบโตของ Wellness Economy ในระดับภูมิภาคและระดับโลก #BDMSWellnessxLancome #BDMSWellnessClinic #LiveLongerHealthierHappier #WellnessHubAsia #absoluelongevity . . . https://mirrorthailand.com/self/wellness/103034