LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

‘Be You, Be Different.’ แตกต่างอย่างมั่นใจไปกับ MIKO แบรนด์ชุดชั้นในที่อยากเห็นผู้หญิงทุกไซส์ ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกวัน

“เมื่อสัก 4–5 ปีที่แล้ว เราก็เริ่มจากเด็กทั่วไปคนหนึ่งที่อยากมีรายได้เพิ่ม อยากให้เงินเพื่อเอาไปช่วยภาระทางบ้าน ก็เลยคิดว่าอยากหาอะไรทำนอกจากงานประจำที่เป็นผู้ช่วยช่างผมอยู่” จี๊ด-ชาคริยา ไชยมาตร เจ้าของแบรนด์ชุดชั้นใน ‘MIKO’ เล่าถึงวันที่เธอเริ่มคิดว่าจะทำอะไร ‘สักอย่าง’ แม้จะยังคิดไม่ออกว่าอะไรสักอย่างนั้นจะออกมาเป็นอะไร รูปแบบไหน

แต่ระหว่างที่คิด สิ่งที่เด็กจบใหม่คนนี้ทำก็คือ การหาความรู้ให้ตัวเองรอไว้ก่อน โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการคิดอย่างเดียว

       

“ตอนนั้นเลยเริ่มจากเรียนการตลาดฟรีในยูทูบ ในเฟซบุ๊กก่อน เราสนใจใครก็ไปเรียนคอร์สฟรีของคนนั้น เวลานั่งรถไปไหนก็ใส่หูฟัง เจออะไรน่าสนใจก็จะจดใส่สมุดโน้ตที่พกไว้ แล้วก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ พกหนังสือไว้ตลอดเวลา ว่างตอนไหนก็จะหยิบมาอ่าน”  

แล้วทำไมคำตอบถึงเป็น ‘ชุดชั้นใน’ นั่นคือคำถามจากเรา     

“เพราะว่ามีช่วงหนึ่งทำงานหนักมาก ทำงานทุกวัน เพราะตารางเจ้านายแน่นมาก ทำงานเดือนละ 30 วัน จนไม่มีเวลาซักผ้า ก็เลยไปซื้อชุดชั้นในจากตลาดมาใส่ ปรากฏว่ามันใส่ดีมาก พอใส่แล้วถูกใจ เราก็เลยเขียนรีวิวเล็กๆ น้อยๆ ลงเฟซบุ๊กตัวเอง กลายเป็นว่าเพื่อนชอบมาก มาคอมเมนต์กันเยอะเลย แชร์กันด้วย แล้วก็มีคนถามด้วยว่าแบรนด์อะไร      

“เพื่อนคนหนึ่งก็เลยจุดประกายให้เราว่า ลองขายชุดชั้นในไหม ฉันเคยเห็นเธอรีวิวนะ เธอก็ดูอิน”

“ชุดชั้นในเป็นสิ่งแรกที่เราจะใส่ในแต่ละวัน และเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะถอด นั่นหมายความว่ามันอยู่ติดตัวเราแทบจะตลอดเวลา มันก็เหมือนความมั่นใจหรืออินเนอร์ของเราที่มี”

เมื่อไอเดียมา หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของติดต่อธุรกิจกับซัพพลายเออร์ที่ได้เพื่อนอีกคนที่เก่งภาษาจีนช่วยติดต่อประสานงานให้ในตอนแรก จนกลายมาเป็น MIKO แบรนด์ชุดชั้นในที่มีทั้งแบบเรียบง่าย ใส่สบาย และแบบที่มีลูกเล่นปนเซ็กซี่เบาๆ โดยทั้งหมดเริ่มต้นจากเงินออม 30,000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย

“ตอนที่คิดชื่อแบรนด์ก็คิดว่า อยากได้ชื่อติดหู เอาแค่ 2 พยางค์ น่าจะดี แล้วเราอยากทำชุดชั้นในที่อาจจะดูเรียบๆ ง่ายๆ แต่มันใส่ได้ตลอด ใส่ได้ทุกวัน สไตล์ญี่ปุ่นมักจะเป็นแบบนี้ ก็เลยคิดว่าเป็นชื่อที่ฟังดูเป็นญี่ปุ่นดีกว่า” เจ้าของแบรนด์เล่าถึงที่มาของชื่อที่จำง่าย         

 

คิดชื่อแบรนด์ว่ายากแล้ว คิดชื่อรุ่นก็ยากไม่แพ้กัน เพราะจี๊ดตั้งใจซ่อนความหมายไว้ในชื่อรุ่นของเธอ อย่างเช่นรุ่น Smooth ซึ่งเป็นหนึ่งรุ่นที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของ MIKO ถึงจะฟังดูเรียบง่าย แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังชื่อนี้มีอะไรมากกว่านั้น

“รุ่น Smooth ฟังเผินๆ ก็คือมันใส่แล้วเนียนจริง สมูธจริง แต่จริงๆ แล้วเราอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า พอใส่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตก็สมูธไปด้วย ชุดชั้นในเป็นสิ่งแรกที่ผู้หญิงทุกคนจะใส่ในแต่ละวัน และเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะถอด นั่นหมายความว่ามันอยู่ติดตัวเราแทบจะตลอดเวลา มันก็เหมือนความมั่นใจหรืออินเนอร์ของเราที่มี”


“เราเจอลูกค้ามาทุกแบบจนเข้าใจประโยคที่ว่า ‘ความสมบูรณ์แบบคือความป่วยไข้ของชาติ’ แม้แต่บางคนที่เรามองว่าสวยมากๆ หุ่นดีมากๆ เขาก็ยังไม่มั่นใจ คือทุกคนจะต้องมีข้อติอะไรให้ตัวเองเสมอ”

ช่วงเริ่มต้น จี๊ดทำทุกหน้าที่คนเดียวชนิดที่เรียกว่าเป็นทุกอย่างให้แบรนด์แล้ว แต่การเป็นทุกอย่าง รวมถึงแอดมินที่คอยตอบคำถามลูกค้าตามช่องทางต่างๆ นั้น ทำให้เธอรู้จักและเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ทั้งยังค้นพบว่า ทุกคนมีความไม่มั่นใจในตัวเองซ่อนอยู่ทั้งนั้น

“พอได้คุยกับลูกค้าเอง เราจะเริ่มเซนส์ได้ว่า คนทุกคนไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว จะหุ่นแบบไหน จะมีความไม่มั่นใจซ่อนอยู่ หน้าอกใหญ่ก็ไม่มั่นใจ หน้าอกเล็กก็ไม่มั่นใจ หน้าอกห่าง หน้าอกย้อย คือหน้าอกแบบไหนก็ไม่มั่นใจทั้งนั้น เราเจอลูกค้ามาทุกแบบจนเข้าใจประโยค ความสมบูรณ์แบบคือความป่วยไข้ของชาติ แม้แต่บางคนที่เรามองว่าเขาสวยมากๆ หุ่นดีมากๆ แล้ว เขาก็ยังไม่มั่นใจ ทั้งที่เรามองว่าสวยแล้ว คือทุกคนจะต้องมีข้อติอะไรให้ตัวเองเสมอ      

“เราเลยรู้สึกว่า เราอยากเดินหน้าเรื่องความมั่นใจ แล้วก็คิดว่าเราทำอะไรได้บ้างในฐานะแบรนด์ชุดชั้นใน เพราะเราอยากให้ผู้หญิงมั่นใจจากข้างใน”        

นั่นจึงเป็นที่มาของ ‘Be You, Be Different.’ แท็กไลน์ของ MIKO ที่สนับสนุนให้ผู้หญิงมั่นใจในความเป็นตัวเอง

“จริงๆ มันจะเป็น Be Unique หรือ Be Real ก็ได้ แต่ที่เลือก ‘Be You, Be different ก็เพราะทุกคนมีความแตกต่างในตัวเองอยู่แล้ว แค่เราเป็นตัวเอง เราก็แตกต่างจากคนอื่นได้แล้ว บางทีคนมักจะบอกว่าอยากสวยเหมือนคนนั้นคนนี้จัง แต่ถามว่ามันเหมือนได้ไหม มันจะให้เหมือนขนาดนั้นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าเป็นตัวเอง แล้วแตกต่างจากคนอื่นมันดีกว่านะ”



“ใครที่อยากยื่นโพรไฟล์ของตัวเองเพื่อเป็นแบบ ยื่นมาหาเราได้เลย แล้วเราจะเลือกเอง เวลาเราเลือก ส่วนใหญ่ก็คือเลือกจากสัดส่วนที่หลากหลายมากกว่า เพราะเราเชื่อว่าเดี๋ยวพอทุกคนมาแต่งหน้าแต่งตัว พอเขามีความมั่นใจ เขาก็จะ Shine ออกมาเอง”

การสื่อสารแนวคิดเรื่องความเป็นตัวของตัวเองลงไปคือสิ่งที่ทำให้ MIKO แตกต่างจากแบรนด์ชุดชั้นในแบรนด์อื่นๆ จี๊ดเชื่อว่าทุกแบรนด์ตั้งใจทำของออกมาดีเหมือนกัน แต่สิ่งที่จะคือแนวคิดที่ไปพร้อมกับโปรดักต์นั่นเอง       

“เราอยากให้ MIKO เป็นคนธรรมดาที่พรีเซนต์คนธรรมดา ในรูปแบบที่เป็นตัวตนของแต่ละคน อย่างเวลาหานางแบบ เราจะไม่หาจากเอเจนซี่ แต่จะประกาศในช่องทางของเรา อย่างในอินสตาแกรมหรือในเฟซบุ๊ก ใครที่อยากยื่นโพรไฟล์ของตัวเอง ยื่นมาหาเราได้เลย แล้วเราจะเลือกเอง ซึ่งเวลาเราเลือกส่วนใหญ่ก็คือเลือกจากสัดส่วนที่หลากหลายมากกว่า เพราะเราเชื่อว่าเดี๋ยวพอทุกคนมาแต่งหน้าแต่งตัว พอเขามีความมั่นใจ เขาก็จะ Shine ออกมาเอง ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ทุกคนมีในตัว แต่อาจจะโดนตีกรอบอะไรบางอย่างมามากไป ทำให้ค่านิยมของแต่ละคนเปลี่ยนไปและไม่เหมือนกัน”

“เราอยากส่งสารว่า รูปร่างอย่างฉันก็แต่งตัวได้ มั่นใจได้ ถ้ากดเข้า MIKO มา MIKO ก็ทำเรื่องนี้ ถ้ากดมาดูอินสตาแกรมเจ้าของร้านก็จะเห็นว่าทำเรื่องนี้เหมือนกันด้วย”

เพราะอยากให้ผู้หญิงมั่นใจมากขึ้น จากที่เคยอยู่เบื้องหลังแบรนด์มาตลอด จี๊ดตัดสินใจเอาตัวเองมาอยู่เบื้องหน้า ให้คนรู้จักทั้งแบรนด์และเจ้าของแบรนด์ไปพร้อมกัน เพื่อตอกย้ำสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น    

“ตอนแรกที่เราทำแบรนด์ เราทำด้วยจุดประสงค์ที่อยากหารายได้เสริมก็จริง แต่พอเราทำไปเรื่อยๆ มันมีเรื่องอื่นที่เราอินมากกว่าเรื่องเงินแล้ว อย่างเรื่องการช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งคราวนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของโปรดักต์อย่างเดียว เป็นเรื่องจิตใจ เรื่องของความมั่นใจด้วย เราอยากเป็นกุญแจเล็กๆ ที่ช่วยไขประตู แก้ปัญหาให้กับเขา เพื่อให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น เพราะความเชื่อมั่นมีผลต่อการใช้ชีวิต ตอนนี้การทำแบรนด์ของเราเลยเป็นการทำเพื่อเรื่องนี้ และใช้ตัวเองเป็นเมสเสจด้วย”        

หากเข้าไปดูอินสตาแกรม @jeedshakriya จะเห็นความเป็นตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจน นั่นคือสิ่งที่จี๊ดตั้งใจแสดงออกผ่านช่องทางของเธอเอง เพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนเรื่องความมั่นใจของผู้หญิง       

“ตอนทำแบรนด์ช่วงแรกๆ เราอยู่ข้างหลังตลอด เซ็ตแรกที่ถ่ายแบบก็ให้น้องสาวเป็นนางแบบ เราเป็นช่างภาพ ไลฟ์สดก็ไม่เคย เพราะเราสนุกกับการทำงานเบื้องหลังด้วย จนช่วงปีที่แล้วที่เริ่มเข้าปีที่ 3 ถึงได้เริ่มเอาตัวเองออกมาไลฟ์บ้าง เพราะเรามองว่า ตัวเราเองที่เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่บิวตี้บล็อกเกอร์ ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ ก็มีเมสเสจที่อยากสื่อสารได้เหมือนกันนี่          

“เราอยากส่งสารว่า รูปร่างอย่างฉันก็แต่งตัวได้ มั่นใจได้ ถ้ากดเข้า MIKO มา MIKO ก็ทำเรื่องนี้ ถ้ากดมาดูอินสตาแกรมเจ้าของร้านก็จะเห็นว่าทำเรื่องนี้เหมือนกันด้วยนี่นา พอเราอินกับเรื่องนี้ เราก็ยิ่งอยากส่งสารให้มากขึ้นอีก จะเรียกว่าใช้ตัวเองเป็น Soft Power ก็ได้”

“ในอนาคตอาจจะทำไซส์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก อย่าง XXXL หรือไม่ก็ดูว่ารุ่นนี้จะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง เพื่อทำให้เขามั่นใจมากขึ้น”

ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง มีช่วงหนึ่งที่จี๊ดได้ไปทำงานที่อเมริกา ซึ่งประสบการณ์ในช่วงนั้นสอนให้เธอเข้าใจคำว่า ความหลากหลาย ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากคนที่โตมายุคทองของกลูต้าและครีมกวนที่ชูจุดขายว่าใครๆ ก็ต้องขาว ผอม สวย เธอค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองจากการอ่านบทสัมภาษณ์ของคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง บวกกับช่วงเวลาที่อยู่ที่อเมริกา 9 เดือน ที่ได้เจอกับความหลากหลายของคนมากขึ้น  

“ถ้าเราพูดกันแค่เรื่องสวยกับไม่สวย มันน่าเบื่อมากเลย โลกมันมีสีสันมากกว่านั้นเยอะค่ะ เราเก็บความหลากหลายมาเป็นพลังขับเคลื่อนดีกว่า”     

การขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายของจี๊ดถูกส่งต่อไปถึงโปรดักต์ของ MIKO ที่ตอนนี้มีถึงไซส์ XXL แล้วในบางรุ่น

           

“ในอนาคตอาจจะทำไซส์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก อย่าง XXXL หรือไม่ก็ดูว่ารุ่นนี้จะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง เพื่อทำให้เขามั่นใจมากขึ้น คือเรามองว่าเรื่องรูปสมบัติ ภายภาพภายนอก ถ้ามีเงิน เราก็ทำให้สวยได้ จะสั่งหน้าเป็นแองเจลินา โจลี หมอก็ทำให้ได้ ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติ ถ้าเรามีความสามารถ เราก็หาได้      

“แต่เรื่องคุณสมบัติเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาเอง เราต้องปลูกขึ้นมาเป็นความมั่นใจ เรื่องนี้มีเงินแค่ไหน หมอก็ให้เราไม่ได้”         

จี๊ดยังเผยถึงสเตจต่อไปว่า เธออยากทำให้ MIKO เป็นแบรนด์ที่เป็นยูนิเซ็กซ์มากขึ้น         

“อยากให้ผู้ชายก็ใส่กางเกงในผู้หญิงได้ ผู้หญิงก็ใส่กางเกงในผู้ชายได้ เข้าใจว่ามันอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง อย่างเช่นตรงเป้ากางเกงผู้ชายต้องหนากว่า แต่มันทำได้เพราะตอนนี้แบรนด์ต่างชาติหลายๆ แบรนด์เขาก็เริ่มทำกัน แล้วเขาก็ใช้นายแบบที่มีทั้งผู้ชายและ LGBTQ เราเห็นแล้วตื่นเต้นมาก เพราะเราอยู่ในยุคของความเท่าเทียม มันเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและตัวเราเองก็สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว ใครจะเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นตัวของตัวเองก็มีความสุข จบ          

“เรามองให้เป็นสเตจต่อๆ ไป เพราะว่าเรื่องของโปรดักต์ต้องอาศัยเงินทำ ต้องรอให้เงินพร้อม

“แต่ในเรื่องของใจ เราจะเป็นคนที่บอกตัวเองเสมอว่า ขอคิดให้ไกลไว้ก่อน”

Author

PANICHA IMSOMBOON

นักเขียนที่มีของสะสมเป็นมาสก์หน้า มีงานอดิเรกเป็นการลองสกินแคร์สารพัดยี่ห้อ และสนใจเขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงเพราะเชื่อว่าจะทำให้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นผ่านการเขียน

Related Stories

‘Be You, Be Different.’  แตกต่างอย่างมั่นใจไปกับ MIKO  แบรนด์ชุดชั้นในที่อยากเห็นผู้หญิงทุกไซส์ ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกวัน

beauty-style

‘Be You, Be Different.’ แตกต่างอย่างมั่นใจไปกับ MIKO แบรนด์ชุดชั้นในที่อยากเห็นผู้หญิงทุกไซส์ ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกวัน

MIRROR'sGuide