LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

‘ฝ้ายใช้เท้าแต่งหน้า’ อินฟลูฯ พิการ ผู้รักการแต่งหน้า และเชื่อว่าคนพิการสามารถมีรักเอยเตยหอม กับเซ็กซ์ดีๆ ได้

ฝ้าย-บุญธิดา ชินวงษ์ ไร้แขนสองข้างมาตั้งแต่กำเนิด ขณะที่บางคนในสังคมมองว่าเธอจะมามีชีวิตเหมือนคนไม่พิการได้ยังไง เธอกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากใครอื่น เธอรู้สึกปกติสุข ชอบกินหมูกระทะ เข้าคลินิกเสริมความงาม ออกกำลังกายด้วยการซิทอัพ ชอบเข้า Sephora รักการแต่งหน้า ไปปาร์ตี้กับเพื่อน ใกล้เรียนจบปริญญาตรี มีความรักความสัมพันธ์ และทำงานเป็นอินฟลูฯ ท่านหนึ่ง

เรานัดสัมภาษณ์ฝ้ายที่บ้านของเธอ ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องสำอางค์ที่เธอใช้ประกอบอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ด้วยชื่อ ‘ฝ้ายใช้เท้าแต่งหน้า’ ที่มีผู้ติดตามบน TikTok ถึง 5.9 ล้านคน ชื่อในวงการนี้บ่งบอกว่าเธอหลงใหลการแต่งหน้า ถึงแม้จะยังไม่ขอเรียกตัวเองว่าช่างแต่งหน้า เพราะยังไม่ได้รับงานแต่งหน้าเป็นประจำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้เธอแต่งหน้าตัวเองด้วย ‘เท้า’ ได้สวยจริงๆ จนเราอดชมไม่ได้… “ฉีดยาป้ะเนี่ย (หัวเราะ)” เธอตอบกลับเราอย่างอารมณ์ดีด้วยความม่วนๆ จอยๆ แน่นอนเราไม่ได้ฉีด อีกทั้งผลงานและการได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ดารา ศิลปินมากมาย ก็พิสูจน์แล้วว่าเธอเป็นคนมีความสามารถ

ขณะที่เธอพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคมด้วยเท้าที่เป็นจุดแข็ง หรือมี positive thinking แค่ไหน จุดอ่อนเดียวที่ยังโผล่เข้ามาทำให้ใช้ชีวิตไม่สุดกลับไม่ใช่ความพิการ แต่เป็นเรื่องแวดล้อมรอบข้างที่คอนโทรลไม่ได้ ทั้งเรื่องความรัก ครอบครัวก็ไม่ยอมเปิดใจเพราะไม่เชื่อว่าความรักของเธอจะยั่งยืน คนในสังคมบางคนก็เลือกจะไม่เชื่อว่าเธอสามารถมีความสัมพันธ์ดีๆ ได้ หรือพอเธอจะพูดเรื่องเซ็กซ์ บางคนก็มองว่าคนพิการจะมีเซ็กซ์ได้ไง ทั้งๆ ที่คนพิการก็คนนะคะ มีอารมณ์ ความรู้สึกไม่ต่างกัน

ยังรวมไปถึงสวัสดิการคนพิการรอบเมืองที่ไม่เอื้อให้เธอไปไหนมาไหนด้วยวีลแชร์ (ฟุตบาทบ้ง ทางม้าลายที่ซัพพอร์ตคนพิการไม่มี หลายครั้งรถเมล์ไม่เปิดใช้ทางลงคนพิการ ฯลฯ) หรือการเข้าถึงโอกาสไม่เท่ากันของคนพิการคนอื่นๆ ที่เธอมองว่าเป็นปัญหา

ฝ้ายย้ำสารที่อยากให้เราช่วยสื่อกับทุกคนตลอดการสัมภาษณ์ว่า “อยากให้เปลี่ยนจากสงสารคนพิการ เป็นส่งเสริมแทน” ส่งเสริมในที่นี้คือทำให้คนพิการทุกคน ไม่ใช่แค่เธอ รู้สึกว่าไม่ได้เป็นคนแปลกบนโลกใบใหญ่นี้ เธอควรจะสามารถมีความรัก มีความสุข และใช้ชีวิตได้ปกติ เพราะแม้จะแตกต่าง แต่เราต้องเท่ากัน

ความมั่นใจในตัวเองของฝ้ายที่เธอส่องกระจกและชมตัวเองว่าสวยในทุกๆ วันได้แม้จะพิการ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดขึ้นได้เอง แต่เธอบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะครอบครัวเลี้ยงเธอให้เหมือนเด็กปกติมาตลอด ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกขาด หรือทำให้เธอมองว่าตัวเองแปลกแยกออกจากสังคม ดังนั้น คำพูดที่ว่าสถาบันครอบครัวนั้นสำคัญต่อเด็ก คงไม่เกินจริง

“ที่บ้านเลี้ยงเราเหมือนเด็กทั่วไป ให้ทำอะไรเองทุกอย่าง ล้างจานเอง กินข้าวเอง ฝึกให้เราใช้ชีวิตปกติด้วยเท้าของเรา และทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้แตกต่าง ซึ่งหนูรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ อย่างเมื่อก่อนตอนเด็กๆ แม่อุ้มเราข้ามสะพานลอยไปขึ้นรถเมล์เพื่อจะไปโรงเรียน มีคนบนรถเมล์มองเราด้วยสายตาแปลกๆ เราถามแม่ว่า เขามองอะไร แม่ก็บอกว่า เขามองเพราะน้องฝ้ายสวย เพราะน้องฝ้ายพิเศษ เราเลยรู้สึกว่าเราสวยตั้งแต่ตอนนั้น (หัวเราะ) มันอาจจะเป็นคำพูดที่บางคนมองว่าเล็กๆ แต่สำหรับเรามันปลูกฝังให้เรารู้สึกมีพลังในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของตัวเอง”

นับแต่นั้นมา เธอติดตั้งแรงบันดาลใจในชีวิตด้วยการมองตัวเองเป็นคนปกติทั่วไปที่อยากใช้ชีวิตในสังคมเหมือนคนอื่นๆ ทว่าแม้เธอจะบอกว่าครอบครัวปลูกฝังทัศนคติดีๆ ให้กับเธอ แต่บางครั้งพวกเขาก็ยังเป็นห่วง และไม่เชื่อว่าเธอจะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ดี

“ตอนอนุบาลจนถึงม.3 เราเรียนที่ศรีสังวาลย์ เป็นมูลนิธิคนพิการ ที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแล พอเรารู้สึกว่าเราก็เป็นคนทั่วไป เราเลยอยากจะสมัครเรียนรวมกับเด็กไม่พิการดูแต่พ่อกับแม่ก็กลัวเราจะอยู่ไม่ได้ เราเลยตัดสินใจแอบไปสมัครเรียนที่โรงเรียนปากเกร็ดเอง พอถึงวันมอบตัวก็ปรินต์ใบออกมา และมัดมือชกแม่ไปเลยว่า พาไปโรงเรียนด้วยนะ แม่ก็ทนความหัวรั้นเราไม่ไหว เลยยอมให้เราเรียน”

“แรกๆ ยอมรับเลยว่าสังคมใหม่ที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง มันต้องปรับเยอะพอสมควร สองอาทิตย์แรกเราไม่มีเพื่อนเลย เรารู้สึกว่าจะอยู่แบบนี้ไม่ได้แน่ๆ เลยเลือกจะเข็นรถเข็นเข้าหาเพื่อน ขอไปกินข้าวด้วย จนเราได้มีเพื่อนดีๆ และคงเป็นโชคดีของเราด้วยที่เราอยู่ในสังคมที่การบูลลี่มันมีแต่ถือว่าน้อยถ้าเทียบกับเพื่อนดีๆ ที่พบเจอ ตั้งแต่มัธยมยันเข้ามหาวิทยาลัย”

จุดเริ่มต้นความรักสวยรักงามเกิดขึ้นตอนเธอได้เข้ามาเรียนมัธยมปลาย เธอเห็นเพื่อนๆ แต่งหน้าอ่อนๆ สวยๆ กันจนเป็นปกติ หลังจากไม่เคยเห็นมาก่อนตอนอยู่โรงเรียนเดิมที่ห้ามไม่ให้แต่งหน้าแต่งตัว หรือบังคับไว้ผมเท่าติ่งหู และนั่นทำให้ฝ้ายอยากจะลองเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สวยขึ้นตามความพึงพอใจ เริ่มจากเข้ายูทูป เสิร์ชหาวิธีแต่งหน้าใสๆ ไปโรงเรียน หรือวิธีการรักษาสิว จนเกิดเป็นคำถามที่ว่าอาชีพของเหล่าคนที่ออกมาทำคลิปมันคืออะไร และเขาได้อะไรจากการทำสิ่งนี้ จนเข้าใจได้ว่านี่คืออาชีพบิวตี้บล็อกเกอร์ และเธอก็อยากจะลองดูสักตั้ง

“ช่วงนั้นพ่อเราป่วย ทำให้เราอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน ตอนนั้นเรารับเอาเครื่องสำอางค์มาขายพอดี เลยคิดว่าถ้าเราอัดคลิปไปด้วย ขายเครื่องสำอางค์ไปด้วย มันอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ บวกกับเราชอบเล่นโซเชียล ชอบดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศเขาแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางค์น้อยชิ้น เช่นเอาลิปสติกมาทาทั้งตา แก้ม ปาก หรือเอาดินสอเขียนคิ้วมาทำเป็นอายไลน์เนอร์ เราก็เลยอยากลองบ้าง คลิปแรกก็เริ่มเลย แต่งหน้าสายฝอ สรุปบ้งเลย คิ้วหนาเป็นปลิง ไฮไลต์เหมือนเส้นสะพานพระราม 4 ภัยความมั่นเป็นเหตุ (หัวเราะ)”

แต่ความบ้งที่เธอบอก หมายถึงความไม่พอใจในลุคที่ออกมา แต่คนดูกลับฟาดไปหลายล้านวิวในชั่วข้ามคืน มีคนแชร์หลายหมื่นคน ทำให้มีรุ่นพี่สายแต่งหน้าทักเข้ามาให้คำแนะนำ บางคนถึงขนาดเอ็นดูเธอจนส่งเครื่องสำอางค์จากญี่ปุ่นมาให้ลองใช้เป็นลัง รวมถึงลากเข้ากลุ่มแต่งหน้าเพื่อให้เธอได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ มากขึ้น

“คนข้างนอกมองมาคงคิดว่าจะแต่งหน้าได้ไงวะไม่มีแขน หรือมองว่าเท้าคือของต่ำ แต่หนูคิดว่าเท้าคือของสูงที่พาหนูมาถึงจุดนี้ได้ เท้าเนี่ยแหละเป็นจุดแข็งของเรา ถามว่าเวลาแต่งหน้ามันยากไหม ก็ยาก แต่เราใช้การฝึกฝนได้ ช่วงแรกๆ ฝึกเขียนคิ้วอยู่ 3-4 เดือน จนตอนนี้สามารถเขียนมันให้ออกมาดีได้แล้ว รวมถึงยังปัดขนตา ดัดขนตา กรีดอายไลน์เนอร์ ใส่คอนแทคเลนส์ได้อย่างปกติ ข้อจำกัดทางร่างกายจึงไม่มีผลต่อเรา”

ทุกวันนี้ฝ้ายยอมรับว่าเธอยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่จากวันแรกมาถึงปัจจุบัน ก็สามารถทำให้เธอตามเทรนด์การแต่งหน้าของแต่ละปีได้ทัน และได้รับโอกาสดีๆ ได้ไปแต่งหน้าให้แพท ณปภา,วิทวัส , นิกกี้ ณฉัตร และดาราอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ รวมถึงได้เล่นโฆษณาจากแบรนด์เกาหลีใต้อย่าง Laneige

“เรารักการแต่งหน้า เพราะมันทำให้เรามั่นใจในตัวเอง หลายคนชอบบอกว่าพิการแล้วทำไมไม่เจียมตัว ทำตัวให้น่าสงสารนิ คำถามคือ ทำไมต้องทำให้น่าสงสาร เราสามารถมีความมั่นใจ และเป็นตัวเองในแบบที่เราอยากเป็นได้ แค่แต่งหน้าแล้วคนชมว่าสวยจัง หรือแม้กระท่ังชมตัวเองในทุกๆ วัน ก็รู้สึกมีความสุขแล้ว ถึงแม้บางวันจะแต่งบ้งก็ตาม (หัวเราะ)”

การมีความสัมพันธ์โรแมนติก หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีแฟน เป็นสิ่งที่เราคุ้นชินในคนไม่พิการอยู่แล้ว แต่สำหรับคนพิการ แทบจะไม่ค่อยมีใครออกมาทำประเด็นเรื่องนี้กันเท่าไหร่ หรือคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ล่ะมั้ง ซึ่งฝ้าย ในฐานะคนพิการ บอกตามตรงว่า ทำไมคนพิการจะมีแฟนไม่ได้ เพราะเราต่างมีความรู้สึก และตอนนี้เธอก็กำลังอินเลิฟกับความรักครั้งล่าสุด

“จริงๆ เรากดดันเรื่องการมีแฟนนะ เพราะเกิดมาพิการทุกคนมองเราแย่อยู่แล้ว ยิ่งเราชอบผู้หญิง เป็น LGBTQ+ ก็ยิ่งเหมือนทำให้เราอยู่ใต้ดิน ขนาดคนพิการหญิงชอบผู้ชาย ยังโดนคำต่างๆ ว่าทำไมทำตัวแบบนี้ พิการแล้วไม่ควรมีแฟนนะ จะดูแลตัวเองไม่ได้ พอเป็น LGBTQ+ นี่หนักเลย หนูเคยโดนด่าตอนไลฟ์สดกับแฟนเพจว่า เกิดมาพิการ แล้วยังผิดเพศอีก พ่อแม่ไม่ดูแลเหรอ”

“ถ้าจะบอกว่าเราไม่ระวังตัว กลัวคนจะมาหลอกเรา เราก็อยากจะบอกว่า ทุกวันนี้ถึงเราพิการแต่เราก็ระวังตัวตลอด บางคนเข้ามาไม่จริงใจ จะหลอกหาประโยชน์จากการถ่ายคลิปกับเรา เราดูออก บางคนเจอที่ร้านเหล้าจะมาจับเนื้อต้องตัวเรา เราก็หนีห่างออกมาอย่างว่องไว เพราะเราเป็นคนเฟรนด์ลี่ แต่เกลียดการถูกคุกคามมาก ส่วนบางคนที่จริงใจ เข้ามาคุยเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบกับความสัมพันธ์ แบบนี้เราก็อยากจะลองคุย หรือเปิดใจดู ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคนเลว ทำไมเราจะมีความรักไม่ได้ล่ะคะ”

“เรารู้สึกว่า ไม่ว่าเพศไหน หรือสภาพร่างกายแบบไหน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รัก ความรักไม่ได้จำกัดเพศ หรือความพิการ ก็แค่รู้สึกสบายใจต่อกัน มันก็เท่านั้น อยากให้สังคมเข้าใจ และยอมรับความเท่าเทียมตรงนี้ได้แล้ว”

ปกติชอบจีบก่อน หรือชอบโดนจีบ? เราถามฝ้ายขำๆ

“ก็ต้องหนูจีบก่อนสิคะ (หัวเราะ) เราชอบเต๊าะคนอื่นก่อน ถ้าปลากินเบ็ดขึ้นมาก็เริ่มเลอ คุยกันต่อ”

ขณะที่เพศสภาพหญิงในไทยเปิดกว้างเรื่องการพูดถึงความสุขทางเพศ หรือเซ็กซ์กันมากขึ้น เรากลับยังไม่ค่อยได้เห็นคนพิการหญิงพูดถึง sex life กันเท่าไหร่พอๆ กับเรื่องความสัมพันธ์โรแมนติก วันนี้เราเลยถือโอกาสถามฝ้ายถึงมุมมองต่อเรื่องนี้

“เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ควรเข้าถึงทุกคน ทุกคนมีความรู้สึก หลายๆ ครั้งคนชอบคิดว่าคนพิการห้ามมีเซ็กซ์มันจะดูไม่ดี ไม่น่ารัก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม บ้านเราก็หัวโบราณกับเรื่องนี้ทั้งหมด แต่หนูรู้สึกว่า เซ็กซ์มันคือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ถ้ามันเป็นเรื่องน่าเกลียด งั้นหนูเกิดมาจากความน่าเกลียดเหรอ หรือบางคนบอกเซ็กซ์เป็นเรื่องสกปรกไม่ควรพูดถึง แต่หนูเกิดมาจากเซ็กซ์นะ ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่”

“อย่างหนูไม่ค่อยชอบดูหนังโป๊ แต่ชอบเซ็กซ์ และเซ็กซ์สำคัญมากในความสัมพันธ์ เวลามีแฟน มีคนคุย มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะมี แล้วเซ็กซ์ของเรากับแฟนก็ไม่ได้กระอักกระอ่วน ไหลๆ ไป ปล่อยใจสนุกๆ แต่บางคนอาจจะมองว่าไร้คุณค่า จริงๆ ก็เครียดนะ แต่ก็ไม่ซีเรียส อย่างพูดไรก็พูดไป อธิบายไปก็ไม่เข้าใจตรงนี้อยู่แล้ว”

ฝ้ายยอมรับว่าครอบครัวของเธอไม่อยากให้มีแฟน ถามว่าปิดไหม ก็ไม่ได้ปิด แต่ถามว่าเปิดไหม ก็ไม่ได้เปิด เธอเลือกใช้วิธีพาคนรักเข้าบ้าน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักกัน หรือคุ้นชินกันมากขึ้น และรอให้เวลาทำงานของมัน แต่เธอก็บอกตรงๆ ว่ามันก็ค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคในชีวิตอยู่บ้าง

“การที่แม่เป็นห่วงเรามาก หรือกลัวเราจะไปไหนมาไหนนอกสายตาเขา มันเป็นปัญหาต่อความสัมพันธ์ในชีวิตรัก เพราะหนูอึดอัด จริงๆ บอกแม่ไปแล้วว่า ถ้าหนูรักใคร ก็อยากให้ครอบครัวรักด้วย แต่ตอนนี้เราก็ยังหนักใจอยู่”

ฝ้ายขอให้เราใช้พื้นที่ในการสัมภาษณ์ตรงนี้สื่อสารกับคนในครอบครัวตรงๆ ในเรื่องที่เธออึดอัดในความสัมพันธ์ และแน่นอน เราเปิดให้เธอพูดได้อย่างเต็มที่

“เข้าใจว่าที่บ้านเป็นห่วง เพราะกลัวคนจะเอาหนูไปพูดไม่ดี ด้วยความที่เขาเป็นคนสมัยก่อน วัฒนธรรมหลายๆ อย่าง ถูกปลูกฝังมาไม่เหมือนกัน พ่อกับแม่คิดว่าลูกเป็นแบบนี้ จะมีใครรักเราได้จริง เขาจะพูดตลอดว่าจะมีใครรักน้องฝ้ายได้เท่าพ่อกับแม่ แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่รักเราก็จริง แต่หนูก็ต้องการมีความรักที่แตกต่างจากคนในครอบครัวด้วย ถ้าเกิดหนูมีความรัก และเขาไม่รักกลับก็ไม่เป็นไร แต่เปิดโอกาสให้หนูได้ใช้ชีวิตเอง และให้ลองเลือกเอง ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ลองให้หนูเป็นคนตัดสินเองก่อน”

“หนูเป็นคนปกติคนหนึ่ง และแม่ก็อยากให้หนูเป็นคนปกติมาตลอด เลยอยากให้แม่เข้าใจตรงนี้ อยากให้เขามองว่าเราก็สมควรจะได้มีความรัก มีแฟนบ้าง ไปนู้นไปนี่กับแฟนบ้าง เราอยากใช้เวลาตรงนี้ให้มากที่สุด”

คนรักของฝ้ายว่ายังไงบ้างเรื่องนี้? เราถามเธอ

“เขาให้กำลังใจฝ้ายตลอด บางอย่างที่เราทำไม่ได้ เขาก็จะบอกว่าไม่เป็นอะไร มันโอเค หรือรวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เราเจอ หนูก็จะบอกตลอดว่าครอบครัวไม่โอเคตรงไหน เขาก็จะบอกเสมอว่าไม่เป็นอะไร เขาจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน รอให้ครอบครัวโอเคก่อนก็ได้ กลายเป็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราสองคนเลย”

เราในฐานะคนสัมภาษณ์ก็ขอเป็นกำลังใจให้ฝ้าย และหวังว่าครอบครัวของฝ้ายจะค่อยๆ เปิดใจให้กับความรักครั้งนี้ของเธอ เพราะตอนนี้เธอมีความสุขกับแทบทุกด้านในชีวิต เหลือแค่กำแพงในใจแค่ไม่กี่ข้อที่เธอยังข้ามไปไม่ได้ ซึ่งถ้าข้ามไปได้เมื่อไหร่ เราว่าเธอคงมีความสุขอีกมากเลย

การที่จะทำให้คนพิการรู้สึกปกติในสังคม ไม่ได้เกิดขึ้นแค่การให้กำลังใจตัวเอง หรือมีคนรอบข้างคอยซัพพอร์ต เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสตรอง หรือมี self-esteem ที่ดีกันได้เสียหมด ฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้คนพิการรู้สึกไม่แปลกแยก เราจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพูดถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ที่เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของไทยได้โดยเด็ดขาด เพราะนี่คือสิ่งที่จะพัฒนาชีวิตคนพิการได้จริงๆ สำหรับฝ้ายเองก็มีอะไรหลายอย่างที่อยากจะบอกกับสังคม

“อยากให้สวัสดิการของรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ การเป็นคนพิการในประเทศนี้ ณ เวลานี้ คือคุณต้องรวย หรือมีเงินพอสมควรถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างดี เพราะเขาไม่ได้มีรถเข็นให้ หนูเคยได้รับรถเข็นจากมูลนิธิต่างๆ ซึ่งมันเป็น manual คำถามคือคนที่เขาเข็นเองไม่ได้ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะทำยังไง หลายครั้งเวลาฝ้ายไปเรียน ต้องข้ามถนน และรถวิ่งไวมาก จนโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว ซึ่งเราคิดว่ารถเข็นไฟฟ้าน่าจะตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนพิการได้จริงๆ”

“อยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องลองนั่งวีลแชร์สำรวจพื้นที่ดู ว่ามันมีพื้นที่ไหนที่ต้องแก้ไขบ้าง พื้นที่ไหนที่คนพิการยังสะดุดกระเบื้องตามท้องถนน ไม่ใช่คุณนั่งรถที่มีคนขับรถ ไปดูพื้นที่ แล้วบอกว่ามันก็โอเคแล้วหนิ”

“ทุกวันนี้เวลาจะไปเข้าห้องน้ำคนพิการ ก็ไม่ได้เข้าจริงๆ สักที เพราะมันกลายเป็นห้องเก็บของของแม่บ้าน และอยากให้ปรับปรุงรถเมล์คนพิการ ให้สามารถใช้ทางลงได้จริง เพราะหลายครั้งคนขับกับกระเป๋ารถเมล์ไม่ได้ให้ความร่วมมือ รวมถึงเงินที่ให้คนพิการเดือนละ 800 บาท ถ้าเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัดต้องเข้ากรุงเทพฯ มาหาหมอ คือยังไงมันก็ไม่พออยู่แล้ว”

“ที่สำคัญตอนนี้ฝ้ายได้รับการศึกษาที่ดี ได้เรียนคณะที่อยากเรียน แต่ยังมีหลายๆ โรงเรียน หลายๆ มหาวิทยาลัย หรือหลายๆ คณะไม่รับคนพิการเข้าเรียน เพราะเขาคิดว่าเป็นภาระ ฝ้ายมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมากในประเทศนี้ ถ้าเรามีความรู้ติดตัว เราจะสามารถทำงาน และสามารถดำเนินชีวิตได้ดีกว่าเดิมแน่นอน”

“เพื่อนหนูเป็นคนพิการเปิดอู่ ใช้มือข้างเดียวในการซ่อมรถ อีกคนไม่มีขาแต่สามารถซ้อมรถได้ทั้งคัน นั่นเป็นคำตอบว่าคนพิการหลายคนมีศักยภาพ แต่โลกยังมองไม่เห็น และสนับสนุนเขาเท่าที่ควร”

อนาคตของฝ้าย เธอยังมีความสุขกับการคลุกคลีอยู่กับเครื่องสำอางค์ และแต่งหน้าอยู่เหมือนเดิม แต่อีกความฝันต่อมาคือการได้เป็นพิธีกรรายการทีวีสักช่อง เพราะเธอชอบพูด และอยากซื้อบ้านใหม่ให้พ่อกับแม่อยู่ เพราะเมื่อก่อนเคยอยู่ในบ้านที่ที่ฝนตกแล้วเปียกกันทั้งบ้าน ซึ่งเราหวังว่าเธอจะเดินตามความฝันของเธอไปได้อย่างดี และบทสัมภาษณ์ของเธอวันนี้จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติลบๆ ด้านใดด้านหนึ่งของบางคนต่อคนพิการให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

MIRROR'sGuide