LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

รู้จัก Ghosting การเทแบบหายไปดื้อๆ ทางหนีของคนไม่ชอบการเผชิญหน้า

“อยู่ดีๆ ก็หาย Line ไม่ตอบ” - เนื้อเพลงท่อนนี้คงเป็นประโยคที่อธิบายการถูก ‘Ghosting’ ได้จับใจสุดๆ เพราะบางครั้งการทำงานเรายังมีการให้ฟีดแบ็กเพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง แต่การจีบกันแล้วถูก Ghosting นี่สิ ที่ชวนให้เรานึกสงสัยไปว่า “เราพลาดตรงไหนวะ?” . ก่อนอื่นมารู้จักกับคำว่า ‘Ghosting’ กันก่อน คำคำนี้มีความหมายคล้ายๆ กับคำว่า “เท” ที่ใครหลายคนรู้จัก คือการเลิกคบ เลิกคุย เป็นสิ่งที่บอกว่าความสัมพันธ์หรือสัญญานั้นถูกตัดไป แต่สำหรับ Ghosting นั้น เป็นศัพท์ในการเดตที่หมายถึงการตัดความสัมพันธ์ไปเลยโดยที่ไม่ได้บอกกล่าว จู่ๆ ก็หายไปเหมือนผีที่ไม่มีตัวตน 

คำคำนี้เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายในช่วงต้นปี 2010s ซึ่งเป็นช่วงที่การเดตแบบออนไลน์เริ่มเกิดขึ้นมาบนโลก ผู้คนเจอกันงานขึ้นฉันใด เราก็จากกันง่ายดายฉันนั้น เพราะเรายังพบเจอคนใหม่ๆ ได้อีกนับไม่ถ้วนบนโลกอินเทอร์เน็ต โดยผู้ที่ทิ้งคนอื่นไปจะถูกเรียกว่า ‘Ghosts’ และผู้ที่เป็นฝ่ายถูกทิ้งนั้นจะถูกเรียกว่า ‘Ghosted’

อ่านมาถึงตรงนี้คงจะมีหลายๆ คนเริ่มสะดุ้งในใจ ว่าในอดีตเราอาจจะเคยถูกเทแบบนี้ หรือเราไปทำแบบนี้กับใครหรือเปล่า ปรากฏการณ์ Ghosting นั้นเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงจนมีคนเริ่มนำมาทำเป็นงานวิจัยกันจริงจัง ซึ่งทางเว็บไซต์ ‘psycom’ ได้เขียนเอาไว้ว่า คนที่มีบุคลิกที่ไม่กล้าเผชิญหน้า (Avoidant Type) หรือมีปัญหาในการให้ความไว้ใจสักคน มักจะใช้วิธีนี้ในการตัดความสัมพันธ์ เพราะมันคงจะง่ายกว่าจะพูดออกไปตรงๆ แต่ในฝ่ายของคนที่โดนเท มันก็คงไม่ใช่ทุกคนที่โอเคกับการหายไปแบบนี้

“มันเหมือนการสูญเสียที่กะทันหัน โดยเฉพาะครั้งแรกที่คุณเป็นฝ่ายถูก Ghosted คุณจะช็อก เหมือนคุณถูกปฏิเสธ หรือคิดไปเองว่า ‘หรือว่าเขาจะไม่ให้ข้อความฉันนะ’ คุณจะรู้สึกโกรธ จากนั้นความรู้สึกซึมเศร้ามันก็เริ่มก่อตัวไปพร้อมๆ กับความมั่นใจที่ลดน้อยลง ในขณะที่คุณกำลังทบทวนความสัมพันธ์และการสนทนาครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะหาสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้น” . นี่คือเสียงของ ‘บรี เจนกินส์’ (Bree Jenkins) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดต (Dating Coach) ในลอสแอนเจลิส ที่ได้เปรียบเทียบการ Ghosting เหมือนการออกจากปาร์ตี้กะทันหัน โดยที่ไม่ได้บอกลาและไม่มีใครสังเกต ซึ่งมันก็อาจส่งผลต่อจิตใจของฝ่าย Ghosted จนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าหลังอกหัก (Breakup Depression) ได้ แต่เธอก็ได้แนะนำว่าสำหรับฝ่ายโดน Ghosted นั้น การชิงพิมพ์ไปบอกเลิกทั้งๆ ที่เขาไม่ตอบไปแล้วก็สามารถทำให้เรารู้สึกดีขึ้น และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยนะ

เจนกินส์ยังได้บอกอีกว่า การ Ghosting นั้นไม่ได้ส่งผลต่อผู้ถูก Ghosted อย่างเดียวนะ แต่ก็ส่งผลต่อฝ่ายที่เทคนอื่นโดยวิธี Ghosting เหมือนกัน โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ในระยะยาว (Long-Term Relationship) ที่การสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเทกันโดยการหายไปเฉยๆ ก็เหมือนเป็นการหนีปัญหาโดยที่ไม่ได้เผชิญหน้าด้วยการพูดคุย ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อคู่รักทั้งสองคนสักเท่าไหร่ . แต่อย่าเพิ่งมองว่าการ Ghosting นั้นเป็นเรื่องที่แย่เสมอไป เพราะมันเป็นเหมือนกระบวนการป้องกันตัวเอง (Self-Protection) เช่นกันนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราพบว่าคนที่คุยอยู่นั้นมีแฟนแล้ว หรือเกี่ยวข้องกับอะไรที่ผิดกฎหมาย การหลีกหนีออกมาโดย Ghosting เขาไปเลยก็เป็นการป้องกันตัวเองในอีกทางหนึ่งเหมือนกัน

Ghosting ดูจะเป็นสิ่งที่ทำกันเป็นปกติของการเดตออนไลน์ แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป การพูดคุยก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญในทุกความสัมพันธ์ ถ้าคุณเคยเป็นคนที่โดนเทแบบนี้มาก่อน มันโอเคที่จะรู้สึกสงสัย เสียใจ หรือโกรธ แต่อย่าลืมว่าคุณค่าของเรานั้นไม่ได้หายไปไหนเลย เพียงแค่ว่าเขานั้นไม่ได้เป็นของเราก็เท่านั้นเอง

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/what-is-ghosting-5071864#:~:text=Ghosting%20is%20a%20relatively%20new,they're%20met%20with%20silence

https://www.psycom.net/what-is-ghosting 


Author

JUVARY BONNERS

TAG

    Related Stories

    “ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

    life

    “ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

    MIRROR'sGuide