LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

"ความเท่าเทียมควรอยู่ในนโยบาย ไม่ใช่แค่ในโลโก้สีรุ้ง" คุยกับ ‘ทศพร กรกิจ’ Head of Brand Team แห่งแสนสิริ บริษัทที่มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ LGBTQ+ อย่างแท้จริง

ถ้าจะว่ากันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หากวัดกันที่นโยบาย แสนสิริน่าจะเป็นบริษัทหนึ่งที่ ‘จริงจัง’ เห็นได้จากสวัสดิการใหม่ๆ หลายข้อ อย่างเช่นการอนุญาตให้พนักงานลายืนยันเพศได้ไม่เกิน 30 วัน ลารับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ไม่เกิน 14 วัน รวมถึงการจับมือกับธนาคาร 8 แห่ง เปิดให้ทุกคู่ชีวิตสามารถยื่นกู้ซื้อบ้านได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานะทางเพศ ฯลฯ

นโยบายเหล่านี้เริ่มจากเมื่อ 6 ปีก่อน ที่ เศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารใหญ่ของแสนสิริ ส่งข้อความเข้ามาในกรุ๊ปแชต หลังจากไปทำงานที่นิวยอร์กแล้วบังเอิญได้เจอกับ Pride Parade ที่นั่น “ทำอะไรได้บ้าง” คือคำถามที่เขาโยนให้ทีมทำงานร่วมกัน

จากปีนั้น ที่เริ่มจากการ ‘เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง’ และจัด Pride Party ในองค์กร ต่อมาบริษัทยังได้ตระหนักถึงปัญหาของ Rainbow Washing ที่เรามักจะเห็นหลายแบรนด์หลายองค์กรทำกันในช่วงเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม ไม่มีการผลักดันหรือต้องการสร้างเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

แสนสิริยืนยันว่าทางแบรนด์จะไม่มีวันทำแค่นั้น และมาถึงตอนนี้ หลายอย่างพิสูจน์ให้เห็นชัดเจน และจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ทศพร กรกิจ Head of Brand Team ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายเหล่านี้ จะเป็นคนบอกเล่าให้เราฟัง

“คุณเศรษฐาเห็นขบวน Pride Parade แล้วเห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยไปเดินด้วยถ่ายรูปแล้วส่งมาพร้อมกับคำถามสั้นๆ ว่า ‘ทำอะไรได้บ้าง’ ทีมก็นั่งคิดกันว่าเอายังไงดี เพราะไม่ได้อยู่ในแพลนที่จะทำ แล้วในเมืองไทยตอนนั้นแทบจะยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วไม่มีใครพูดเลย จนเรารู้สึกว่า เราไร้เดียงสาในเรื่องนี้กันจัง ก็เลยลองดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง

“สุดท้ายเราก็เลยเปลี่ยนโลโก้ของเราเป็นสีรุ้ง แล้วก็บอกพนักงานในองค์กร ชวนว่าเดี๋ยวเดือนหกเรามาจัด pride party กัน ให้ทุกคนเอาขนม เอาอาหาร แต่งตัวสีรุ้ง เหมือนกับเป็นการฉลองและทำให้เห็นว่าพวกเราสนับสนุนเรื่องนี้”

ปาร์ตี้ที่จัดขึ้นภายในองค์กรและโลโก้สีรุ้งที่สื่อสารไปถึงคนนอกได้รับการตอบรับดีกว่าที่คาด ทั้งที่ทศพรยอมรับว่า ในฐานะการทำแบรนด์แล้ว ถือว่า ‘เสี่ยงมาก’

“มันอาจมีผลกระทบตามมา จากคนที่ไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่เราตัดสินใจไปแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร แต่ปรากฏว่าฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมามันดี จนกลายเป็นว่าเราคุยกันก่อนเลยว่าปีหน้าเราทำอีกนะ แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่า พอถึงเดือนหกเราจะทำแคมเปญมาร์เก็ตติ้งเรื่องนี้กัน

“พอปีถัดมา เราก็คุยกันอีก ไม่ได้มีการเซตทีมจริงจัง ไม่มี KPI ไม่มีผลชี้วัด ทุกคนทำด้วยใจ พอเป็นแบบนี้มันเลยสนุกตรงที่แต่ละทีมได้มาช่วยกัน แต่พอหลังจากปีนั้นแล้ว เรามานั่งคุยกันอย่างจริงจังขึ้น เพราะมีคำว่า ‘Rainbow Washing เข้ามาให้เราได้ทำการบ้านกับมัน”

Rainbow Washing หากพูดง่ายๆ ก็คือการโหนกระแสเพื่อหวังผลทางธุรกิจ รอให้ถึง Pride Month แล้วจึงจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขายในธุรกิจนั้นๆ แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศหรือต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย

“ทศจะเป็นคนที่เตือนตัวเองและเตือนตัวเองตลอดว่า เราจะไม่ทำอะไรแบบที่เป็น Rainbow Washing จะไม่มีวันที่แสนสิริจะทำโปรโมชัน LGBTQ+ ให้ส่วนลดกับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ สิ่งที่เราทำจะไม่มีทางเป็นแบบนั้น ทุกครั้งที่ทำจะต้องจับต้องได้ เพราะเราเริ่มเข้าใจแล้วว่า เรื่อง Pride Month แก่นของมันคือการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองเท่านั้น มันเป็นเรื่องหนักและลึกนะ”

“ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เรามองว่าในแสนสิริต้องทำอะไรให้เป็นรูปธรรม เลยคุยกับทางฝ่ายบุคคลว่ามีนโยบายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ และคนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วเขาต้องการอะไรบ้าง ก็พบว่าที่ผ่านมาเรายังไม่มีนโยบายเรื่องนี้เลย ซึ่งฝ่ายบุคคลเขาไม่ได้ผิดนะ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูกฎหมายแรงงาน มันไม่ได้มีกรอบหรือวิธีคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่อง LGBTQ+ ไม่เคยถูกไฮไลต์ขึ้นมาด้วยซ้ำ

“พอคุยกับฝ่ายบุคคลแล้วเลยกลายเป็นเรื่องที่เราต้องมาคิดกันต่อว่า ถ้าแสนสิริจะทำเรื่องความเท่าเทียม อะไรคือมาตรฐานของเรา

ทศพรเล่าว่า เขาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้จนเจอข่าวของ LVMH Group ที่นำผู้บริหารระดับ C-level ทั้งหมดมาร่วมกันเซ็น code of conduct ร่วมกันกับทางสหประชาชาติ (UN) แสนสิริจึงติดต่อไปที่ UNDP Thailand เพื่อแสดงความประสงค์ว่า แสนสิริอยากทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

“พอเราติดต่อไป เขาก็บอกว่าเขามี UN Standards of Conduct for Business หรือมาตรฐานข้อปฏิบัติทางธุรกิจขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ข้อ คุณต้องเอาทั้ง 5 ข้อนี้ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไปตีความตามบริบทในอุตสาหกรรมของคุณเอง

“ข้อแรกก็คือการเคารพสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม LGBTQ+ ข้อสองก็คือขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ ข้อสามคือให้การสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่เป็น LGBTQ+ ข้อต่อมาคือป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่ใช่แค่ในองค์กรเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงในคอมมูนิตี้ด้วย ส่วนข้อสุดท้ายก็คือผลักดันเรื่องความเท่าเทียมอย่างเป็นสาธารณะและกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในสังคม ซึ่งทั้ง 5 ข้อนี้มันใหญ่มากและกว้างมาก เราก็เชิญฝ่ายบุคคลมาคุยกันว่าจะตีความและทำอะไรต่อได้บ้าง”

จากความพยายามและความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ตลอดหลายปี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา แสนสิริมีสวัสดิการใหม่สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ที่ทยอยเพิ่มมาอีก 5 เรื่อง

“เรามีสวัสดิการเรื่องลาสมรส ลาฌาปนกิจคู่ชีวิต ลายืนยันเพศ ลาไปรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ที่มีเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่าถ้าคู่ LGBTQ+ ต้องการรับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นเด็กเล็ก เขาก็ต้องใช้เวลาในการดูแลลูกและปรับตัวระหว่างกัน เราก็เลยให้ลาได้ 14 วัน และก็มีสิทธิในการเข้าถึงเรื่องประกันต่างๆ

“อย่างเรื่องลายืนยันเพศที่ประกาศออกมาล่าสุด ตอนแรกทางฝ่ายบุคคลก็ถามว่าเราจะยืนยันได้อย่างไรว่าเขาลาไปผ่าตัดจริง เราก็ต้องให้ข้อมูลว่า มันตรวจสอบได้ เพราะคนที่จะผ่าตัดแปลงเพศจะต้องทำ psycho test ก่อน ถ้าผ่านแล้ว หมอถึงจะอนุญาตให้ผ่าตัดได้ ซึ่งเขาสามารถเอาผลของ psycho test มายืนยันกับฝ่ายบุคคลได้ นโยบายเหล่านี้ก็เป็นการผลักดันจากแบรนด์ที่ส่งต่อไปถึงฝ่ายบุคคลด้วย”

อีกหนึ่งเรื่องที่แสนสิริภูมิใจคือการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในการริเริ่ม financial inclusion ให้เกิดขึ้นในวงการ

“เราจะไม่ทำโปรโมชันแบบมีส่วนลดให้ LGBTQ+ แต่เราจะดูว่ามีเรื่องอะไรที่เราช่วยเขาได้บ้าง อย่าง 6 ปีที่แล้วเรื่องการกู้ร่วมของคู่ LGBTQ+ นี่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หรือไม่ก็มีเงื่อนไขเยอะมาก เราเลยคิดว่ามันควรต้องทำได้สิ เหมือนคู่ชาย-หญิง ซึ่งพอคุณเศรษฐารู้ว่ามันมีกรณีที่คู่ LGBTQ+ ไม่สามารถกู้ร่วมเพื่อซื้อบ้านได้ คุณเศรษฐาจึงขอนัดพบกับคุณอาทิตย์ (อาทิตย์ นันทวิทยา – กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)) เพื่อคุยเรื่องนี้ ขอให้ช่วยพิจารณาดูก่อน อย่าเพิ่งตั้งกำแพงเรื่องนี้”

จากการปลดล็อกกับธนาคารไทยพาณิชย์ได้เมื่อหลายปีก่อน มาในปีนี้ แสนสิริขยายความร่วมมือเรื่องนี้กับธนาคารทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำเร็จเรื่องการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมที่เกิดขึ้นในปีนี้

“การที่ธนาคารทั้ง 8 แห่งปลดล็อก แปลว่าทุกอสังหาริมทรัพย์ได้หมด แล้วแต่ลูกค้าเลยว่าจะซื้อบ้านที่ไหน เรารู้สึกว่า พอถึงจุดนี้เราไม่ได้ทำแค่เพื่อแบรนด์เราเองแล้ว เราทำเพื่อทุกคน แต่สุดท้ายเราเชื่อว่า สิ่งที่เราทำ มันจะทำให้เขารักเรา ซึ่งความรักมันมีมูลค่าเยอะกว่ามาก”

นอกจากนั้น สิ่งที่แสนสิริพยายามสร้างคือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับทุกคนในที่ทำงาน

“เคยมีเคสหนึ่ง ผมคุยกับพนักงานขายของเรา น้องเขาเป็นทรานส์ ซึ่งตอนแรกดูไม่ออกเลย แต่ที่รู้เพราะว่าเราคุยกับเขา เขาบอกว่า ‘พี่ทศ จริงๆ หนูไม่ได้อยากบอกเลย ไม่ได้อยากให้มี data ด้วยซ้ำ เพราะหนูก็อยากเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้อยากให้คนมองว่าเป็นทรานส์’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคุยกันเยอะเหมือนกัน เพราะสำหรับเรา ผมไม่ได้มองว่ามันสำคัญ เราไม่ได้จำเป็นต้องรู้ว่าในองค์กรเรามี LGBTQ+ กี่คน

“คนส่วนใหญ่มักจะถามว่า ภายในแสนสิริเองเจอปัญหาอะไรบ้างในเรื่องนี้ ในเรื่องของการทำร้ายร่างกายมันไม่มีอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้มีการเหยียดแบบรุนแรง แต่ปัญหาหลักๆ เป็นเรื่องของไบแอส ซึ่งมันไม่แปลกด้วยนะที่คนจะมีไบแอสหรือรู้สึกอะไรอย่างนั้น แต่มันเป็นปัญหาที่เราต้องทำต่อ ทำให้มันลดลงไป”

ทุกๆ การสื่อสารของแสนสิริในเรื่องความเท่าเทียม ทศพรมองว่า ในกลุ่ม LGBTQ+ แล้ว สารที่เขาส่งไปเป็นการส่งต่อพลังให้กับคนกลุ่มนี้ และทำให้รู้ว่าแสนสิริเข้าใจ เปิดรับ และให้ความสำคัญ

“ยกตัวอย่างแบนเนอร์ข้างตึกของเรา ถ้าขับรถบนทางด่วนจนเห็นเป็นตัวใหญ่ๆ เลยว่า ‘เราเท่ากัน ฉันเท่าเธอ’ ข้อความไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่เป็นการบอกทุกคนว่านี่เป็นวิธีคิดของเรา เราเท่ากัน ฉันเท่าเธอ ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน ผมว่าการส่งพลังมันเล่าได้หลายแบบ บางทีก็พูดแบบตรงไปตรงมาได้ บางทีอ้อมหน่อยก็ได้

“แต่สำหรับกลุ่มคนทั่วไป เราอยากให้เข้าใจว่าในสังคมมันมีความหลากหลายนะ อย่างทศเองโชคดีที่โตมากับคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นทหารทั้งคู่ แต่เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจ ไม่ได้ต้อง come out เหมือนท่านรู้อยู่แล้วแล้วก็รักเราในแบบที่เราเป็น ทศอยากสร้างความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจให้ LGBTQ+ ให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง ซึ่งมันต้องมาจากการที่คนอื่นรอบข้างต้องมองเห็นเขา เห็นตัวตน เห็นคุณค่า ต้องเปิด ผมมองว่า ทุกๆ ครั้งที่แสนสิริทำแล้วสื่อสารออกไป มันจะค่อยๆ สร้างเรื่องพวกนี้ให้เกิดขึ้นด้วย

“ผมว่าเราต้องทำให้เป็นเรื่องปกติ เรื่อง gender role ไม่ใช่แค่ผู้ชายกับผู้หญิง ให้เขารู้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีเพศอื่นๆ อีกมากมาย ให้เขาเป็นเพศปกติเหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกแปลกแยก ซึ่งผมรู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้ใน 5 ปี 10 ปี”

สำหรับทศพรแล้ว เมืองที่โอบรับ LGBTQ+ ในอุดมคติจะเกิดขึ้นเมื่อทุกอย่างมาจากความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การทำอย่างฉาบฉวย

“ผมว่าทุกอย่างต้อง authentic อย่าง Pride Parade ผมก็ชอบนะที่ออกมาเดินกัน แต่สุดท้ายมันต้องไม่ใช่เรื่องของ LGBTQ+ อย่างเดียว กลุ่มที่เป็น straight ก็ต้องรับรู้ด้วยนะว่าเขากำลังรณรงค์กันอยู่ คุณเองก็ต้องให้การยอมรับ

“ต้องเข้าใจว่า Pride Month มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนกลุ่มเดียว แต่คุณต้องรับรู้ร่วมกันและอยู่ด้วยกันได้แบบจริงๆ พูดแล้วมันอาจจะเป็นอุดมคติไปหน่อย แต่ผมก็อยากเห็นภาพแบบนั้น”

จากปาร์ตี้สนุกๆ ในปีแรก การสร้างความเท่าเทียมของแสนสิริเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายไปถึงการชักชวนพันธมิตรทางธุรกิจให้ทำความเข้าใจเรื่องนี้ รวมทั้งจับมือการสร้างความเปลี่ยนแปลง

“หลังจากที่ทำงานร่วมกับ UNDP อย่างจริงจังแล้ว ทาง UNDP ก็พูดมาว่า ถ้าแสนสิริอยากเป็น brand champion แสนสิริจะต้องไม่จบแค่นี้ จะต้อง inspire คนอื่นต่อ ชวนคนอื่นให้ได้ เพราะว่าคุณไม่ใช่คนตัวเล็ก คุณเป็นบริษัท เราฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันใช่ เพราะถ้าอยากทำเรื่องนี้จริงจัง มันไม่ใช่แค่เรื่องแสนสิริแล้ว

“2 ปีแรกที่ทำ เรายังนึกถึงแสนสิริ แต่พอปีถัดๆ มา เราทำโดยนึกถึงว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมได้บ้าง แล้วแสนสิริมีในเน็ตเวิร์กที่เราชวนมาทำอะไรได้บ้าง มันเหมือนคนที่เคยไร้เดียงสามากๆ เริ่มเติบโตขึ้น คิดอะไรได้มากขึ้น ปีต่อๆ มา เราเลยเริ่มชวนเพื่อนฝูงอย่าง Ari ที่เป็นแบรนด์เกี่ยวกับฟุตบอล ชวน JYSK ว่ามาทำเรื่อง LGBTQ+ เป็นเพื่อนเราไหม แล้วก็ส่ง code of conduct ของเราให้เขาและบอกว่า ‘มาช่วยกัน’”

สุดท้ายแล้ว แสนสิริสามารถรวบรวมเพื่อนทางธุรกิจได้มากถึง 15 บริษัท ซึ่งเป็นการรวมตัวที่หลากหลายมาก เพราะมีตั้งแต่บริษัทผลิตกระเบื้อง บริษัทขายสี ไปจนถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์

“การรวมตัวกันในปีนั้นมันเริ่มเห็นแล้วว่า ถ้าเราตั้งใจทำ มันทำได้นะ เริ่มจากตัวเราก่อน แล้วก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่องนี้ ปีนั้นเราใช้ชื่อแคมเปญว่า ‘Sansiri Pride’ หลังจากนั้นเราเปลี่ยนเป็น ‘Everyone is Family’ เพราะเรามองว่าถ้าเรามองคนอื่นว่าเป็นครอบครัวเดียวกับเรา เราจะแคร์เขามากขึ้น ใส่ใจมากขึ้น และทำร้ายเขาน้อยลง เป็นการลดการแบ่งแยกในวิธีคิด

“และท้ายที่สุด เรามาจบลงที่คำว่า ‘Live Equally’”

โลโก้ 5 เส้นของแสนสิริถูกลดทอนเหลือ 2 ชั้นจนเหมือนกับเครื่องหมายเท่ากับ การเปลี่ยนแปลงโลโก้ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแบรนด์ทั่วไปนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับแสนสิริที่มีผู้บริหารใหญ่พร้อมจะทำอะไรให้สังคมดีขึ้นอยู่เสมอ

‘เอาเลย’ คือข้อความในอีเมลที่เศรษฐาตอบกลับทศพรมา เมื่อเขาอธิบายไอเดียว่า ถ้าเปลี่ยนโลโก้แล้วจะช่วยเสริมคอนเซปต์ ‘Live Equally’ ได้อย่างไร

“คำว่า ‘equally’ ของเรา ต่อจากนี้ไปจะไม่ใช่แค่เรื่องเพศเท่านั้นแล้วที่เราให้ความสำคัญ เรายังทำเรื่องเด็กอยู่แล้วและจะทำต่อไป เราทำเรื่อง LGBTQ+ แล้ว เราจะทำเรื่องผู้สูงอายุด้วย อย่างการออกแบบห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุหรือ universal design ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในการพัฒนาโปรดักต์ของเราอยู่แล้ว เพราะตอนนี้นโยบายของแสนสิริคือ 5 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานจะเป็นกลุ่มผู้พิการ เราต้องการขยายเรื่องความเท่าเทียมให้กว้างขึ้น ชัดเจนขึ้น”

และหากจะว่ากัน แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมเหล่านี้ตั้งต้นมาตั้งแต่ 20 ปีก่อนด้วยซ้ำ

“เวลาเราก่อสร้างแต่ละโครงการก็จะมีผู้รับเหมามาลงในไซต์งานก่อสร้าง แสนสิริเริ่มเห็นความไม่เท่าเทียมบางอย่างเกิดขึ้น เราเห็นเด็กที่เป็นทั้งคนไทยและต่างด้าวที่ต้องอยู่กับพ่อแม่ ช่วงกลางวันที่พ่อแม่ทำงานในไซต์ก่อสร้าง เด็กก็ต้องวิ่งเล่นอยู่ในนั้น คุณเศรษฐา (เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยและกรรมการผู้จัดการใหญ่) เห็นแล้วเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ปลอดภัย

“จากนั้นเราเลยดูว่าในแต่ละไซต์ก่อสร้างมีเด็กกี่คน แล้วก็ทำพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า Good Space มีหนังสือ ทำเป็นห้องสมุดให้เขา มีครูมาสอนคลาสต่างๆ มีพื้นที่ให้เขาเล่น ทำให้เด็กๆ ได้เล่น ได้มีพัฒนาการในระหว่างที่พ่อแม่ต้องทำงาน”

ทศพรเล่าถึงโครงการที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และเรื่องของความเท่าเทียม ความหลากหลาย และความแตกต่างเริ่มต้นจากเด็ก ความต้องการที่จะทำให้เรื่องนี้จริงจังมากขึ้นทำให้แสนสิริติดต่อไปที่องค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) เพื่อทำงานร่วมกัน รวมถึงการบริจาคเงินให้ปีละหลักล้านต่อเนื่องกัน จนได้รับเลือกเป็น Selected Partner ของยูนิเซฟเป็นองค์กรแรกและองค์กรเดียวในไทย

“เรื่องเด็กจนถึงตอนนี้เราก็ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะแสนสิริโตขึ้นเรื่อยๆ เรามีช่องทางที่จะช่วยเด็กๆ ได้มากขึ้น จะเห็นว่าปีนี้เรามีหุ้นกู้เรื่องการศึกษา หรือ educational bond ที่คุณซื้อหุ้นแล้วได้เงินปันผล แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ได้มีส่วนช่วยเหลือเด็กด้วย

“เราเป็น local brand ก็จริง แต่วิสัยทัศน์ของคุณเศรษฐาคือเราต้อง act globally”

Author

PANICHA IMSOMBOON

นักเขียนที่มีของสะสมเป็นมาสก์หน้า มีงานอดิเรกเป็นการลองสกินแคร์สารพัดยี่ห้อ และสนใจเขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงเพราะเชื่อว่าจะทำให้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นผ่านการเขียน

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide