LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

รักของ Introvert กับ Extrovert ยิ่งอยากเปลี่ยนอีกฝ่าย สุดท้ายยิ่งพัง แล้วเราจะรักกันนานๆ ได้จริงมั้ย?

คนหนึ่งเป็น Introvert ชอบอยู่เงียบๆ และรักที่จะใช้เวลากับตัวเอง ส่วนอีกคนเป็น Extrovert ชอบเข้าสังคม และสนุกกับชีวิตนอกบ้านที่ได้เจอคนเยอะๆ ฟังดูเหมือนคนสองคนที่มีบุคลิกต่างกันสุดขั้วจะเดินสวนทางกันเป็นเส้นขนาน ไม่น่าจะบรรจบพบรัก แต่ที่ไหนได้ หลายคู่กลับดึงดูดเข้าหา คนหนึ่งเติมช่องว่างให้ชีวิตแสนเรียบมีสีสันขึ้นบ้าง ส่วนอีกคนปลอบประโลมชีวิตแสนจัดจ้านให้เย็นสบาย และนิ่งขึ้น

เรื่องราวโรแมนติกของ Introvert-Extrovert Relationship จึงมีอยู่จริงอย่างไม่ต้องสงสัย “ในบางคู่” พวกเขาหาวิธีบาลานซ์ความต่างของกันและกัน โอบกอดความสัมพันธ์ด้วยความแยบยล และละเอียดอ่อน “ในบางคู่” อีกเช่นกัน คบกันไปสักพักกลับอยากเปลี่ยนแปลงอีกคนให้เป็นอีกเวอร์ชัน เพราะเข้าใจแล้วว่าต่างกันมากไป ก็มีแต่อึดอัด แม้ตอนตกหลุมรัก จะเริ่มรักด้วยความต่างก็ตาม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้ยินประโยคบอกเลิก “เราต่างกันเกินไป”

ระหว่างตัดสินใจเลิกกัน เพราะต่าง กับรักกัน เพราะต่าง หากคุณเลือกอย่างหลัง หรือกำลังสับสน และชั่งใจอยู่ เรามาใจเย็นๆ และค่อยๆ ทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทั้งสองบุคลิกที่ว่ามากันก่อนดีกว่า

“คนที่เป็น Extrovert มีแนวโน้มเป็นคนชอบเข้าสังคม และให้ความสำคัญกับผู้คน พวกเขามีเอเนอร์จี้มหาศาล ซึ่ง Extrovert ต้องการเวลาทางสังคมพอๆ กับที่ต้องการอาหาร หากไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในปริมาณที่เติมเชื้อเพลิงได้ (มากพอ) เขาก็สามารถเศร้า ฉุนเฉียว และหดหู่” คำอธิบายของ ดร.คาร์ล่า มารี แมนลี่ (Dr. Carla Marie Manly) นักจิตวิทยาคลินิก

“ขณะที่ Extrovert ต้องชาร์จพลังงานกับคนอื่น คนที่เป็น Introvert ก็จำเป็นต้องชาร์จพลังเพียงลำพัง หรืออย่างน้อยก็มีกิจกรรมที่ตัวเองทำคนเดียวเป็นหลัก” คำอธิบายของ เมแกน ไรซ์ (Meaghan Rice) นักบำบัดโรค ซึ่งนำไปสู่ความเห็นของ เมเรดิธ เพรสคอตต์ (Meredith Prescott) นักบำบัดผู้ก่อตั้ง Prescott Psychotherapy + Wellness ที่ว่า “คน Introvert อาจรู้สึกหนักใจ หรือถูกคุกคาม จากวิถี Social Life ของคนเป็น Extrovert และความปรารถนาดีที่จะเชื่อมโยงให้เกิดการเข้าสังคม”

ความปรารถนาดีที่อยากเห็นแฟนตัวเองออกสู่โลกกว้าง หากมันมากไป อาจกลายเป็นความปรารถนาร้ายที่ทิ่มแทงคนรักของคุณโดยที่ไม่ตั้งใจได้ เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่หากอยากให้คู่ของคุณไม่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกดั่งเดิม คุณเองก็อาจมานั่งเสียใจภายหลังได้เหมือนกัน

ดังนั้น เราไม่ควรเปลี่ยนใคร และใครก็ตามไม่ควรเปลี่ยนเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือล้มกระดานชีวิตเราจนเละตุ้มเป๊ะ ความสัมพันธ์โรแมนติกของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปได้ ถ้ารู้จักหาตรงกลาง ไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกของกันและกันให้สิ้นซาก แต่ใช้วิธี ‘ปรับความคิด’ ที่เรามองอีกฝ่ายกันนิดหน่อย เพื่อทำความเข้าใจโดยไม่ทำร้ายจิตใจใครสักคน

วิธีการไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่า ‘การสื่อสาร’ อาจจะฟังดูซ้ำซาก แต่มันจะมีอะไรดีไปกว่าการที่เราพูดคุยกัน และแลกความทุกข์ให้ฟังกัน เพื่อให้รู้ปัญหาที่เจออย่างไม่มีกั๊กล่ะ จริงไหม? ทว่าจะสื่อสารยังไงดีกับคนที่ต่างกับเราแบบสุดขั้วขนาดนั้นได้แบบที่ยังเฮลตี้อยู่?

จากประสบการณ์ของ เทรซี่ รอสส์ (Tracy Ross) นักบำบัดด้านความสัมพันธ์ พบว่า มนุษย์ Introvert และ Extrovert มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันเพราะความแตกต่าง แต่เมื่อมีความแตกต่างเป็นตัวแปรในความสัมพันธ์ มันเลยทั้งดึงดูด และผลักออกได้ในคราวเดียว ทีนี้ก็ต้องมาวัดกันที่การสื่อสารที่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ตัดสินว่าเราจะประคองรักครั้งนี้ไปให้พ้นฝั่งหรือไม่

“การสื่อสารคือกระดูกสันหลังของทุกๆ ความสัมพันธ์ และการสื่อสารหมายถึงการเข้าใจความต้องการของกันและกัน เข้าใจว่าคุณต่างกันยังไง และรู้จักตัวเองดีพอที่จะรู้ว่าคุณรับอีกฝ่ายได้ไหม”

รอสส์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างวิธีการสื่อสารที่เฮลตี้ (ถ้าคุณยังอยากไปต่อกับคนรักของคุณนะ) เริ่มจาก การประนีประนอมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกัน เพราะคนหนึ่งชอบเอาตัวเข้าไป ส่วนอีกคนชอบเอาตัวออกมา

คำแนะนำของเธอต่อคนที่เป็น Extrovert ในประเด็นนี้ คือการจำไว้เสมอว่าแฟนของคุณ มีแนวโน้มที่จะหมดแรงจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว คุณจะไม่รู้สึกว่าไม่พอใจที่เขาหรือเธอไม่ได้มาด้วยกัน แต่หากเป็นงานที่คุณอยากให้เขาไปกับคุณจริงๆ (อาจจะเป็นงานพิเศษขึ้นมาหน่อย) คุณควรให้เวลาคู่ของคุณ เพราะคน Introvert มักจะต้องการเตรียมสภาพจิตใจสำหรับการจะไปมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พูดง่ายๆ คืออย่าไปกดดันว่าต้องให้คำตอบเดี๋ยวนี้ ตอนนี้

ส่วนคนเป็น Introvert รอสส์แนะว่า ตัวคุณเองก็ควรเข้าใจว่าแฟนของคุณต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อเติมพลังชีวิต ซึ่งสามารถทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปได้ ถ้าตระหนักได้ว่าบางครั้งมันก็น่าชื่นชมหากคุณทำบางสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ แต่เพราะคุณเข้าใจว่าสิ่งนี้สำคัญสำหรับคนรักของคุณ

“การอยู่ท่ามกลางฝูงชนนานเกินไปสามารถดูดพลังงานจากชาว Introvert ได้ และทำให้พวกเขารู้สึกกังวล และอึดอัด ซึ่งมวลความรู้สึกแบบนี้สามารถฟุ้งกระจายไปยังคู่ของพวกเขาว่ากำลังรู้สึกแบบนี้อยู่” ดร.ซูซาน โกลิซิช ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์อธิบาย และแนะว่า ถ้าตกลงกันแล้วว่าจะไปงานพิเศษอะไรสักอย่าง แต่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้กันอยู่แล้ว การที่ Extrovert อนุญาตให้ Introvert มาทีหลัง (เผื่อลดเวลาในการอยู่) หรือกลับก่อน ก็อาจจะเป็นจุดตรงกลางในการมีประสบการณ์เข้าสังคมที่ยอดเยี่ยมก็ได้

การพยายามเข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่าย จึงเป็นกุญแจสำคัญ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว อารมณ์น้อยใจเวลาที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา หรือนอยด์เวลาต้องแยกกันมีเวลาส่วนตัวก็จะไม่เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งการกำหนดขอบเขตให้ต่างฝ่ายต่างมีเวลาส่วนตัว มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่แล้วในทุกคู่ ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็น Introvert-Extrovert Relationship อย่างเดียว จะ Introvert กับ Introvert หรือ Extrovert กับ Extrovert ก็ต้องการขอบเขตกันทั้งนั้น

“กำหนดเวลาทำกิจกรรมแยกกัน คนหนึ่งอาจจะออกไปกับเพื่อนทั้งคืน ส่วนอีกคนอาจต้องการนั่งบนโซฟาง่ายๆ การแยกกันไปใช้ชีวิตแบบนี้เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เติมพลังโดยไม่ต้องทะเลาะกัน” ราเชล ไฮเนอมันน์ (Rachelle Heinemann) นักบำบัดโรค กล่าว

คงมีคนสงสัยบ้างแล้วแหละว่า แล้วแบบนี้ไม่ต้องมีเวลาให้กันเลยเหรอ? ต้องมีสิคะ การให้เวลาซึ่งกันและกันมันดีเสมอ แต่เราจะเดตกันยังไงให้ไม่ทะเลาะ หรืออยู่ตรงกลางมากที่สุด ไฮเมอนันน์ให้คำตอบว่า ก็วางแพลนกิจกรรมเดตทั้งสองประเภทไปเลยสิคะ! แฟร์ๆ ไปเลย

“สิ่งนี้อาจจะอยู่นอก Comfort Zone ของทั้งคู่ แต่การรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และความบาลานซ์ มันช่วยได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังแสดงให้คู่ของคุณเห็นว่า คุณห่วงใย และต้องการทำสิ่งต่างๆ เพื่อพวกเขาด้วย” ถูกของไฮเมอนันน์ การเอาขาข้างหนึ่งเข้าไปในโลกของคนรัก และให้คนรักเอาขาอีกข้างเข้ามาในโลกของเรา ก็เป็นอะไรที่ทำให้เห็นว่าเราอยู่ในโลกของกันและกัน

ดร.แดน นูฮาร์ท (Dr. Dan Neuharth) นักบำบัดด้านครอบครัวบอกว่า Extrovert สามารถเสนอโอกาสให้ Introvert ได้ลองประสบการณ์ใหม่ๆ พบปะผู้คนใหม่ๆ และเติบโตในรูปแบบใหม่ๆ ดูได้ ขณะเดียวกัน Introvert ก็สามารถเปิดโอกาสให้ Extrovert ค่อยๆ ทำอะไรช้าลง อยู่กับตัวเอง และค่อยๆ เรียนรู้ในการทบทวนตัวเอง (โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น)

แต่! ถ้าต่างฝ่ายต่างอึดอัด สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือบอกออกไปตรงๆ เลย ไม่ควรเก็บเอาไว้คนเดียว เพราะอยากจะเอาใจอีกฝ่ายนะ ซึ่ง ดร. แดน ชี้ว่า “มันโอเคนะที่จะพูดว่า ฉันถูกกระตุ้นให้ทำมากเกินไป และต้องการเวลาที่เงียบสงบจัง หรือ ฉันกระวนกระวายใจ และต้องการถูกกระตุ้นมากขึ้น”

ทั้งหมดที่กล่าวมา ใจความอยู่ที่การให้เกียรติความต้องการของกันและกัน ให้เกียรติตัวตนของคนรัก ที่ไม่ตัดสินว่า การเป็น Extrovert ดีกว่า หรือเป็น Introvert นั้นดีกว่า เพราะแต่ละบุคลิกภาพนั้นต่างมีเสน่ห์ และความพิเศษในตัวเองกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าคุณจะรับกันได้มากแค่ไหน หรือยอมปรับเข้าหากันนิดหน่อยแบบที่ทั้งคู่ไม่ต้องอึดอัด และกล้าที่จะบอกความรู้สึกออกไปตรงๆ โดยไม่คิดเองไปก่อนว่าเพราะเขาเป็นแบบนี้ ฉันเลยไม่อยากพูด…เมื่อสื่อสารกันดีพอโดยไม่ฝืนตัวเองมากไป เราว่าความต่างก็อาจทำให้เกิดความรักที่ไม่เยอะไป ไม่น้อยไป เป็นแบบแผนรักโรแมนติกที่ลงตัวได้ไม่แพ้คู่ไหนๆ เหมือนกัน

อ้างอิง:

https://www.bustle.com/p/how-to-date-extrovert-when-youre-introvert-according-to-experts-9715457

https://www.theknot.com/content/introvert-extrovert-relationship

https://www.verywellmind.com/tips-for-dating-an-extrovert-5186191

https://www.wellandgood.com/introvert-extrovert-relationship/

Photo: SHVETS production

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

life

“ถ่ายรูปไปฝากให้เพื่อนน้ำลายไหล” ไม่มีเจตนาคุกคามทางเพศจริงๆ ใช่ไหม จากกฎหมายห้ามแอบถ่ายในเกาหลีใต้ ถึงกรณีอธิการ ม.ดัง แอบถ่ายแอร์โฮสเตส

MIRROR'sGuide