LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

อิสลาม ความเป็นหญิง และการเปลี่ยนแปลง จากสายตาอดีตมุสลิมที่เป็นเนิร์ดศาสนา

ความเคยชินอาจทำให้เราไม่เปลี่ยนอะไรบางอย่างที่เก่าเกินเวลา หลายครั้งเราไม่ทิ้งของเก่าที่ผูกความทรงจำเอาไว้ แม้เราไม่ได้ใช้มัน การหลุดออกจากวงจรหรือกิจวัตรที่ไม่ได้รับใช้ชีวิตเราอีกต่อไปเป็นเรื่องยาก แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นกระบวนการที่เล็กน้อยที่สุดก็ตาม 

แต่ถ้าอย่างนั้น อะไรกันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตัวเรา อย่างเช่นศาสนา? 

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘เคย์’ เวิร์กกิงวูแมน และอดีตมุสลิมที่โตมากับการเรียนศาสนา และเลี้ยงดูโดยยายผู้เข้มงวดกับคุณค่าความเป็นมุสลิม และนี่คือบทสนทนาของเรา

Q

อะไรคือสิ่งที่ประทับใจในศาสนาอิสลาม

A

เราชอบความ practical ของศาสนานะ มันมีบทเรียนหลายๆ อย่างที่ถ้าเราเก็บมาใช้และเก็บมาคิด มันสามารถประยุกต์ได้ดีเลย เช่น เรื่องความสะอาด ซึ่งเป็นพาร์ทใหญ่มากในศาสนานี้ ก่อนละหมาดต้องมีการทำความสะอาดตามไกด์ไลน์ หรือเวลาผมร่วง ยายจะสอนให้เก็บรวบรวมมันเอาไว้ ตัดเล็บแล้วเราต้องเอาไปทิ้งที่ต้นไม้นอกชายคาบ้าน มันคือการทำให้บ้านเราสะอาด ให้สิ่งปฏิกูลของเราไม่ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมันก็ยังติดตัวเราอยู่ทุกวันนี้

อีกเรื่องคือเรื่องการเรียนรู้ มันจะมีคำพูดหนึ่งในบทเรียนที่เรียนตอนนั้นแล้วจำฝังหัวมาก “จงศึกษาตั้งแต่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ” ศาสนานี้มีการเน้นย้ำการสอนเรื่องการหาความรู้ตลอดเวลาไม่ว่าจะช่วงไหนในชีวิต ซึ่งเราเรียนเรื่องนี้ตอนเด็กมากแล้วมันทำให้เราไม่หยุดหาความรู้ ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตามตั้งแต่ตอนนั้น


ตั้งแต่ตอนประถม หลังเลิกเรียนจากโรงเรียนไทยตอนบ่ายสามโมง เคย์ต้องกลับบ้าน ทำการบ้าน อาบน้ำ แล้วแต่งตัวออกไปเรียนต่อที่โรงเรียนสอนศาสนาตอนห้าโมงเย็นถึงสองทุ่ม หลักสูตรที่เธอเรียนชื่อว่า ‘ฟัรดูอีน’ ที่จะสอนทั้งการอ่านอัลกุรอานจากตัวบทโดยตรง ไวยากรณ์ที่ใช้ในการอ่านอัลกุรอาน ประวัติศาสตร์ศาสนา และคำสอนของศาสดา 

เธอเรียนหลักสูตรนี้จนจบ แต่เมื่อถึงวัยมัธยม เธอเลือกที่จะสอบเข้าโรงเรียนอื่นที่ไกลออกไปจากบ้านของเธอ การเดินทางกลับบ้านแล้วไปเรียนศาสนาต่อจึงไม่สะดวกเท่าที่เคย เธอเลยเลิกเรียนในโรงเรียนศาสนาต่อ

แต่ด้วยความที่เธอถูกปลูกฝังเรื่องการเก็บเกี่ยวความรู้มาตั้งแต่เล็ก การเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาของเธอจึงไม่จบลงแค่นั้น

“สำหรับเราจนตอนนี้ที่ไม่ได้อยู่ในศาสนาแล้ว เราไม่รู้สึกว่าในตัวบทของศาสนามันมีอันไหนที่ผิดเลยนะ มันคือปรัชญาการใช้ชีวิตเลย 

คำสอนพวกนี้ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เข้าใจมันอย่างแท้จริงตอนเราเด็ก แต่มันติดหัวเรามาจนโต แล้วมันตกตะกอนร่วมกับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต ยิ่งมีคำว่า “เราควรเรียนรู้แบบไม่รู้จบ” เข้ามาอีก มันก็ทำให้เราเป็นเด็กขี้สงสัยมากขึ้นว่าอะไรที่เราทำได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี เราใช้เวลามากอยู่ช่วงหนึ่งในการเปิดหาในอินเทอร์เน็ต และค้นคลังหนังสือศาสนาในบ้าน  แล้วเมื่อเรารู้เยอะ มันก็เปิดโลกเรามากไปกว่าเดิม”

Q

อะไรที่ไม่ชอบเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

A

เรื่องการกดผู้หญิง เวลาพ่อแม่ทะเลาะกัน เราเห็นชัดเลยว่าเรื่องนี้พ่อเป็นคนที่ทำไม่ถูกนี่ แต่ยายมักจะมาเป็นคนกลาง และทุกครั้งเขาก็จะบอกให้แม่ยอมสามี


เคย์เล่าเรื่องยายให้เราฟังเยอะมาก เธอเติบโตมากับยายเพราะพ่อและแม่ของเธอทำงานหนัก และมักไม่ได้อยู่ด้วยกันบ่อยนัก เธอนิยามยายของเธอว่าเป็น ‘คนโบราณ’ กล่าวคือความเคร่งครัดในศาสนาของยายมักไม่ได้มาจากศาสนาโดยตรง แต่เป็นวิธีที่คนในรุ่นนั้นเรียนรู้ศาสนามา นั่นคือการฟัง จำ และปฏิบัติตามโดยไม่มีการตั้งคำถามอะไร

“พอมองย้อนกลับไปเราก็ใจสลายเหมือนกันนะ” เคย์พูด “เวลาที่ยายไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเจอมันไม่ถูกต้อง มันเป็นการกดผู้หญิง” 

ในศาสนาอิสลาม การที่ผู้ชายมีภรรยาสองคนเป็นเรื่องที่ศาสนายอมรับได้ ในเงื่อนไขที่ผู้ชายสามารถดูแลคุณภาพชีวิตของทั้งสองครอบครัวให้ได้เท่าๆ กัน 

เธอไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เธอไม่รู้สึกว่าตาของเธอทำได้

“แต่สิ่งที่ยายทำได้ในฐานะคนมีศรัทธาในศาสนาสูงมากๆ คือเขาก็ต้องกลืนความเจ็บปวดนั้นลงไปทั้งหมด พร้อมกับต้องดูแลตาต่อไปอีก ถึงเราเข้าใจว่าการเลี้ยงดูและการรับรู้ของเขาเป็นคนรุ่นเก่ามากๆ แต่เราก็อดใจสลายไม่ได้เวลาที่เรามองเห็นว่าความศรัทธาของเขาพาเขามาอยู่ในจุดที่เขาอยู่ตอนนี้ แล้วตาก็ดูไม่ผิดอะไรเลย เพราะยายก็ยอมให้มันเป็นอย่างนี้”

เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ในมุมมองของคนโบราณมันอาจจะฟังขึ้น เพราะในเวลานั้นมันก็ไม่ได้มีอาชีพอะไรในโลกมากมายให้ทำ หน้าที่ผู้ชายคือผู้ปกป้อง ล่าสัตว์ หาอาหาร รบ และผู้หญิงสนับสนุนและปรนนิบัติสามี แต่พอศาสนาถูกเผยแพร่ในมุมผู้ชาย มันกลายเป็นการตีความว่างานของผู้ชายมันสูงส่งกว่า และผู้หญิงต่ำเตี้ยกว่าเขา 

แล้วทีนี้ยิ่งโลกใหม่มันมาถึงก็มีอาชีพหลายอย่างที่ผู้หญิงสามารถทำได้ บวกกับสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน คนคนเดียวทำงานหาเงินมันไม่พออีกต่อไปแล้ว ผู้หญิงก็ต้องทำงานด้วย เสร็จแล้วก็ต้องมาดูแลผู้ชายอีกอย่างนั้นเหรอ? กลายเป็นว่าพอยุคสมัยเปลี่ยน บทบาททางเพศเดิมๆ มันใช้ไม่ได้แล้ว”

และเมื่อเธอรู้เรื่องเหล่านี้จากยาย เธอก็ทำในสิ่งที่เธอทำมาตลอด คือเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องศาสนาเพิ่มขึ้นไปอีก 

การเรียนรู้ของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในช่วงมัธยมปลายเคย์มีโอกาสได้ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา และนั่นคือประสบการณ์ที่จุดไฟในการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดของเธอ

“หนึ่งในเหตุผลที่เราได้ไปทุนนี้เพราะเราเป็นมุสลิมนะ มันเป็นโปรแกรมที่เกิดขึ้นหลัง 9/11 ที่รัฐบาลของสหรัฐฯ จัดตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์ในการจะลดความเข้าใจผิดที่ประชาชนมีต่อมุสลิม โดยจะดึงนักเรียนแลกเปลี่ยนมุสลิมจากทั่วโลกมาอยู่ในห้องเรียนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า “เฮ้ ฉันเป็นมุสลิมและฉันก็เป็นคนคนหนึ่งเหมือนเธอแหละ”” 

ก่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนแต่ละคนจะแยกย้ายสู่บ้านของโฮสต์ต้องมีการเข้าค่ายรวมกันก่อน ที่นั่นเธอเจอเข้ากับคนที่นับถือศาสนาอิสลามจากทั่วโลก 

“ทุกคนมีพิธีกรรมทุกอย่างไม่เหมือนกันเลย อันนี้คือสิ่งที่เปิดโลกเราที่สุดในการไปครั้งนั้น เหมือนกันอย่างเดียวคือ การละหมาด การที่เราได้พบว่าคนที่มีจุดเริ่มต้นศาสนาเดียวกันแต่เกิดคนละประเทศ มันแตกต่างขนาดนี้ ทำให้เรารู้เลยว่าชีวิตมันมีมากกว่าที่ยายบอกแน่นอน” เธอพูดต่อ “เราโชคดีนะที่ได้เจอตัวอย่างที่หลากหลายขนาดนี้ ได้เจอประสบการณ์ที่สามารถมาชั่งน้ำหนักได้ว่าอะไรใช่และไม่ใช่สำหรับเรา อะไรจริง ไม่จริง อะไรควรยึดไว้ อะไรควรปล่อย” 

หลังจากกลับมาถึงประเทศไทย เธอใช้เวลาในช่วงปรับตัวกลับสู่วัฒนธรรมเก่า การมีกลุ่มเพื่อนใหม่ และช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตสู่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในการตัดสินใจเรื่องการนับถือศาสนา “มันเป็นช่วงที่เรามีโอกาสในการรู้จักกับคนใหม่ๆ และสังคมใหม่ๆ มากมาย และเราก็ถือโอกาสนี้ในการ reinvent ตัวเอง และหนึ่งในสิ่งที่เราเปลี่ยนคือเราจะไม่บอกว่าตัวเองมาจากศาสนาอิสลาม”

การตัดสินใจของเธอไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือปีเดียวด้วยซ้ำ แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เริ่มมาจากหนึ่งในคำสอนว่าให้หาความรู้และพัฒนาตัวเองตลอดช่วงชีวิต และนั่นคือสิ่งที่เธอทำมาตลอดทั้งชีวิตของเธอ และมันพาเธอมาสู่การตัดสินใจนี้

Q

นอกจากการเรียนรู้แง่มุมต่างๆ มีเหตุผลอื่นไหม ที่ทำให้ตัดสินใจจะไม่บอกคนอื่นว่าเป็นมุสลิม

A

จริงๆ มีอีกอย่างคือ เรามองไปเห็นคนเคร่งศาสนาใกล้ๆ ตัวเราบางคนแล้วเรารู้สึกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ที่โอเคเลย มันคือหากเราคิดตามลอจิกว่าคนคนนี้คือคนที่มีความรู้ทางศาสนาสูงมากๆ แต่ว่าสำหรับเราในแง่มุมการใช้ชีวิตเขาห่วยแตกขนาดนี้ มันก็น่าจะต้องตั้งคำถามว่าศาสนานี้ในการตีความแบบนี้มันใช่จริงๆ หรือเปล่า


การใช้ชีวิตในสังคมมุสลิมทำให้เธอได้เจอมุสลิมหลากหลายแบบ ทั้งคนแบบยาย คนเคร่งศาสนาจัดๆ ญาติของเธอบางคนเป็นผู้หญิงมุสลิมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมากๆ หรืออีกคนเป็นมุสลิมที่เป็นเกย์ แต่ก็ยังปฏิบัติตัวทุกอย่างอยู่ในครรลองของศาสนา โลกของเธอเปิดกว้างขึ้นจากตัวอย่างของความหลากหลายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวัน

“เอาจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้เคร่งศาสนา และเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองขนาดนี้ อาจจะมาจากเพราะพ่อแม่เราไม่ได้เคร่งกับเรามากด้วย” เธอเล่าติดตลกไปถึงประสบการณ์ตอนที่บังเอิญไปรู้ว่าพ่อกับแม่กินเหล้า ซึ่งผิดหลักศาสนา แล้วเธอต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะยอมรับได้ว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนชั่ว แต่มันคือกิจกรรมที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทำ

Q

ในอุดมคติ คิดว่าศาสนาควรทำหน้าที่อะไรในสังคม?

A

เราว่าศาสนาควรเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงศีลธรรมและปรัชญา ทุกอย่างที่เราเรียนมาเกี่ยวกับศาสนามันเป็นความรู้ที่ให้มุมมองการใช้ชีวิต มารยาททางสังคม และวิธีคิดที่ดีต่อคนอื่นๆ ในสังคม เราว่าการเรียนศาสนาตอนเด็กมันทำให้เราเป็นคนที่ Politically Correct ในระดับหนึ่งเลยแหละ


Q

แล้วความเป็นจริงมันตรงตามในอุดมคตินั้นมั้ย?

A

จะให้พูดว่าไม่ตรงก็ไม่ใช่นะ มันตรงบ้าง แต่มันเลยเถิดไปเรื่องอื่น มันกลายเป็นนโยบาย เป็นกฎหมาย กฎหมายเกิดขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมคนในสังคม ส่วนศาสนาเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวชี้นำการใช้ชีวิต มันทำให้กฎหมายที่เกิดขึ้นจากศาสนาเป็นกฎหมายที่ควบคุมการใช้ชีวิตของคนไปซะอย่างนั้น


เคย์มีมุมมองต่อศาสนาว่าในตัวบทของมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องถกเถียงมากนั้น เป็นคนสะอาด ทำดีต่อเพื่อนร่วมโลก เป็นคนดี แต่ปัญหาอยู่ที่การตีความ ซึ่งหลายๆ ครั้งมันเป็นการตีความแบบเหยียดเพศที่ฝังรากลึกลงไปกว่าศาสนาด้วยซ้ำ 

Q

จำเป็นหรือเปล่าที่เราทุกคนต้องเลิกนับถือศาสนา จึงจะเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศได้?

A

เราว่าคนที่มีแนวคิดสุดโต่งในการเคลื่อนไหวและการต่อสู้เพื่อสังคมมีความสำคัญมากๆ เลยนะ นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องมีแอคทิวิสต์ แต่ในส่วนของเรา เรารู้สึกว่ามันมีวิธีอื่นที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และเราถนัดวิธีนั้นมากกว่า


“เราไม่ชอบเข้าไปยุ่งกับความเชื่อทางศาสนาของคนอื่นมากขนาดว่าบอกให้เขาเลิกนับถือ เราเห็นด้วยว่าเราควรคุยกับคนใกล้ตัวเราว่าคุณค่าในโลกปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมากแล้ว เช่นเราคุยกับยายว่าเราได้เลื่อนตำแหน่งนะ ยายตอบเราว่า “เก่งมาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ต้องทำงานเยอะขนาดนั้นก็ได้ เพราะเดี๋ยวแต่งงานก็มาดูแลสามีอยู่ดี” เราควรคุยกับเขาว่าปัจจุบัน gender role ของผู้หญิงมันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชีวิตของผู้หญิงในปัจจุบันเรายืนได้ด้วยตัวเองแล้ว เราควรคุย แต่ไม่ใช่การบอกให้ใครเลิกเชื่อในสิ่งที่เขาโดนปลูกฝังมาหยั่งรากลึกลงไปถึงแก่นความเชื่อของเขาแล้ว”

เธอพูดต่อเกี่ยวกับมุมมองของเธอต่อศาสนาและการเคลื่อนไหว 

“ศาสนาสำหรับคนจำนวนมากมันไม่ใช่แค่ตำราที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ได้ หรือเป็นอะไรที่มันถูกเปลี่ยนแปลงได้แบบทันที มันมีวิธีที่เปลี่ยนเขาได้นะ แต่เราว่ามันไม่สามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเร็ววัน ถ้าความเชื่อนั้นๆ มันเป็นภัยทเช่น เราเห็นมีคนกำลังจะโดนปาหินตายต่อหน้าเรา เราต้องเข้าไปช่วย แน่นอนอยู่แล้ว แต่เรื่องเชิงโครงสร้าง เราว่าเราคนเดียวทำไม่ได้ในเวลานี้ 

การเปลี่ยนเรื่องศาสนาเป็นเรื่องของ generation เลยด้วยซ้ำ เหตุที่ทุกวันนี้ศาสนาและสังคมมันเป็นอย่างที่มันเป็น เพราะการสั่งสอนเลี้ยงดูของคนรุ่นก่อนหน้า สิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือเราสามารถสอนลูกหลานของเราในรุ่นถัดๆ ไปให้เป็นมนุษย์ที่ดี ฉะนั้นยังไงศาสนามันก็ถูก Reform แน่ๆ แค่มันไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ แต่บอกอีกทีว่าเราไม่ได้ลดทอนคนที่ต้องการขับเคลื่อนแบบทันที เพราะเราก็เชื่อว่าการขับเคลื่อนของเรานั้นก็ Valid และจำเป็นมากๆ ในสังคม” 

Q

ก่อนตายอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกนี้มากที่สุด

A

เราอยากให้คนได้รับโอกาสในการได้รู้ ได้เห็น ได้เปิดโลกแบบที่เราได้รับมากกว่านี้ เราไม่รู้และไม่สนใจว่าเขาจะรีแอคยังไง หรือทำยังไงกับโอกาสนั้นๆ แต่อย่างน้อยเราแค่อยากให้เขาได้พบเห็นประสบการณ์ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเขาได้เหมือนที่เราได้เจอ ไม่ว่าจะในเรื่องไหน


การเปลี่ยนแปลงนี้ ช่างเข้ากับเคย์มากกว่าอะไร เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งศาสนา ชีวิต และตัวตนของเธอทั้งหมด วางอยู่บนฐานของการหา และเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ไม่รู้จบตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเธอ และเธอนำความรู้ที่ได้มาตกตะกอน แล้วจึงตัดสินใจเปลี่ยนวงจรที่ไม่ได้รับใช้ชีวิตและอนาคตของเธออีกต่อไป ในขณะเดียวกันเธอก็ยังคงเก็บส่วนที่เธอคิดว่ายังสามารถปรับใช้ได้เอาไว้อยู่ด้วย

Author

TASSANA PUTTAPRASART

Content Creator

Related Stories

Yang Li หญิงจีนผู้ล้อเลียนผู้ชาย จนสร้างข้อถกเถียงได้ทั่วประเทศ

life

Yang Li หญิงจีนผู้ล้อเลียนผู้ชาย จนสร้างข้อถกเถียงได้ทั่วประเทศ

BY MIRROR TEAM 21 OCT 2021

MIRROR'sGuide