LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

การต่อสู้กับอคติทางเพศในอุตสาหกรรมดนตรีของ Taylor Swift

"ฉันเบื่อเต็มทีที่ต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะวิ่งไหว ฉันสงสัยว่าจะไปถึงเส้นชัยได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่นี่ไหม หากว่าฉันเป็นผู้ชาย"

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของ The Man ซิงเกิลจากอัลบั้ม Lover (2019) ของศิลปินสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่เนื้อเพลงยั่วล้ออคติทางเพศได้อย่างแสบสัน ยียวนหากก็ชวนเจ็บปวด เมื่อนึกได้ว่าสิ่งที่เธอหยิบมาเล่าในบทเพลงนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลายๆ คน ไม่ว่าจะการถูกตั้งคำถามต่อสภาวะการเป็นผู้นำ, การตัดสินใจและการทำงาน (ยังไม่นับว่าในมิวสิกวิดีโอที่เธอกำกับเองนั้น สวิฟต์ยังแต่งองค์ทรงเครื่องเป็น 'ผู้ชาย' เต็มยศเพื่อล้อให้เห็นการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศหญิงกับเพศชายด้วย)

อันที่จริง ภาพรวมชีวิตและการทำงานของสวิฟต์นั้นอาจวางอยู่บนฐานของการต้องเผชิญกับอคติทางเพศอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง เธอเติบโตมาจากการเป็นนักร้องสาวคันทรี ผู้เขียนเพลงเล่าถึงรักแรกของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เติบโตเป็นศิลปินเพลงป๊อปที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย ความสำเร็จด้านหน้าที่การงานของเธอตีคู่กันมากับข่าวคราวชีวิตรัก พร้อมการประทับตราจากสื่อว่าบทเพลงฮิตติดชาร์ตของเธอหลายต่อหลายเพลงนั้นก็มีต้นธารมาจากความโกรธเกรี้ยว มุ่งหวังจะด่าทอและเอาคืนอดีตหนุ่มคนรัก ฯลฯ (เรื่องชวนขันคือ เธอเอา 'บทบาท' ที่สื่อต่างๆ มอบให้เธอนี้มาเขียนล้อตัวเองอีกทีหนึ่งใน Blank Space หนึ่งในซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสวิฟต์)

พ้นไปจากข่าวคราวเหล่านั้นแล้ว คำถามที่มาด้วยกันแต่แทบไม่มีใครสนใจคือ การที่เด็กสาวสักคนจะตกหลุมรัก จะเลิกรา จะเปลี่ยนแฟนนั้นมันเป็นเรื่องผิดบาปตรงไหน หรือแม้กระทั่งหากเธอจะหยิบเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาเขียนเป็นเพลง แล้วปัญหาของมันคืออะไร ในเมื่อการเขียนเพลงจากชีวิตส่วนตัวนั้นเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็ทำในอุตสาหกรรมนี้

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ถามคำถามนั้นต่อตัวเองมาโดยตลอด "คนชอบทำเหมือนว่าการเขียนเพลงคืออาวุธที่ฉันใช้ (เพื่อทำร้ายคนอื่น) เหมือนเป็นวิธีสกปรกๆ สักอย่าง" เธอบอก "ประมาณว่า 'ระวังนะ เพื่อน อย่าไปใกล้แม่นั่นล่ะ เดี๋ยวก็โดนเอาไปเขียนเพลงหรอก' ฉันอยากบอกจริงๆ ว่าอย่างแรกเลยนะ คนเราไม่ได้เขียนเพลงกันแบบนั้น อย่างที่สองคือ ถ้าเห็นว่าพวกเขาก็พูดอะไรแบบนี้ต่อศิลปินชายแล้วก็ช่วยมาบอกฉันทีเถอะ ที่แบบว่า 'ระวังนะ สาวๆ เดี๋ยวหมอนั่นจะเอาประสบการณ์ที่มีร่วมกันกับเธอ -โอ้ยตายล่ะ อย่าให้เกิดขึ้นจริงเล้ย- ไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะเอานะ' แบบนั้นน่ะ"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสวิฟต์ประสบความสำเร็จมหาศาล และถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของอุตสาหกรรมดนตรี (เธอเคยถอนเพลงทั้งหมดออกจาก Spotify เพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนที่ดีกว่าให้แก่ศิลปินหน้าใหม่) เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่คว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีสามสมัย ทั้งยังเพิ่งได้รับรางวัลศิลปินแห่งทศวรรษจากเวทีอเมริกันมิวสิกอวอร์ด (AMAs) ในขวบปีที่เธออายุเพียงสามสิบปีเท่านั้น หากแต่เธอก็ยังถูกกังขาอยู่ตลอดเวลา 

-แน่นอนว่าเรื่องรสนิยม ดนตรี และงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้- แต่สิ่งที่สวิฟต์มักถูกโจมตีอยู่บ่อยๆ คือเรื่องที่มาที่ไปถึงความสำเร็จตลอดจนความสามารถของเธอ "คนชอบถามกันเสมอแหละว่า 'นี่หล่อนเขียนเพลงเองจริงๆ เหรอ' แล้วพูดเรื่องชีวิตส่วนตัว พูดว่าฉันเดตกับใครบ้าง" เธอบอก "แล้วในอุตสาหกรรมดนตรีน่ะ เวลาเขาพูดถึงผู้ชาย เขาก็ใช้ศัพท์คนละคำกับเวลาที่พูดถึงผู้หญิงนะ ใช่ไหมล่ะ เช่น ผู้ชายทำอะไรสักอย่างจะถูกนับเป็นยุทธศาสตร์ แต่ถ้าผู้หญิงทำอะไรสักอย่างก็ถูกมองว่าเป็นการวางแผนเล่นเล่ห์ หรือผู้ชายนั้นได้รับอนุญาตให้แสดงออกได้ แต่ผู้หญิงแสดงออกอะไรสักอย่างก็จะถูกมองว่าเล่นใหญ่อยู่ดี"

"ลำพังในช่วงสิบปีมานี้ ฉันได้เห็นผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรือนร่าง ชีวิตรัก การแต่งตัวของพวกเธอ คืออย่างนี้ คุณเคยได้ยินใครสักคนพูดถึงศิลปินชายในทำนองที่ว่า 'ฉันชอบเพลงหมอนี่นะ แต่ไม่รู้ทำไมกลับไม่ชอบขี้หน้าเขาเท่าไหร่' ไม่เลย คำวิจารณ์แบบนั้นพุ่งไปที่พวกผู้หญิงเสมอ"

"คุณจะพบว่า ในรอบทศวรรษนี้มีศิลปินหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในหลายๆ ด้าน ผ่านทั้งการสตรีมมิง ยอดขายอัลบั้มและยอดขายตั๋ว รวมทั้งได้รับคำชมมากมายเลยด้วย ถามว่าทำไมเราถึงทำผลงานได้ขนาดนี้น่ะหรือ นั่นเป็นเพราะเราต้องรีบประสบความสำเร็จ เราต้องทำงานอย่างหนัก เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราคู่ควรกับสิ่งเหล่านั้น ต้องทำผลงานให้ได้ดีกว่าที่เคยตลอดเวลา ผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้จึงไม่เคยได้รับอนุญาตให้พักได้ ไม่ว่าจะบนเวทีหรือหลังเวที เราต้องห้อเต็มเหยียดกันตลอด บางครั้งมันเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำที่จะรู้สึกได้วางตัวปกติดูบ้าง จนดูเหมือนว่าเพื่อนศิลปินหญิงหลายๆ คนของฉันก็จำต้องรับมือกับความท้าทายเหล่านี้โดยไม่อาจเลี่ยงได้"

"มันถึงจำเป็นมากๆ ที่เราต้องทำทุกทางเพื่อให้ศิลปินหญิง นักแต่งเพลงหญิงและโปรดิวเซอร์หญิงในรุ่นต่อๆ ไปไม่ต้องมาเจออะไรเช่นนี้อีก" เธอบอก

และสวิฟต์ก็ยังเดินหน้าประสบความสำเร็จเรื่อยมา ภายหลังจาก folklore (2020) อัลบั้มลำดับที่แปดของเธอคว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีจากแกรมมี่ evermore (2020) ก็เพิ่งได้รับการประกาศว่าเข้าชิงสาขาเดียวกันไปติดๆ พร้อมกันกับที่ Red (Taylor's Version) (2021) อัลบั้มรี-เรคคอร์ดบทเพลงเก่าของตัวเองเมื่อเก้าปีก่อนก็กลับมาถล่มทุกชาร์ตเพลงอีกครั้ง และสำหรับประเด็นนี้ ไม่ว่าจะชอบผลงานเพลงเธอหรือไม่ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เธอคือหนึ่งในศิลปินหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่ง และทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้นสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่คนทำเพลงรุ่นต่อๆ ไป ไม่เพียงการตั้งคำถามต่อระบบลิขสิทธิ์ที่ทำให้ศิลปินไม่ได้เป็นเจ้าของเพลงเอง (จนเธอต้องรี-เรคอร์ดอัลบั้มเก่าๆ ใหม่อีกครั้ง) แต่ยังรวมถึงการตั้งคำถามต่อตัวอุตสาหกรรม การเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้แก่ศิลปินหน้าใหม่ตัวเล็กตัวน้อยต่างๆ หาก แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้เธอก็ยังต้องเผชิญกับข้อกังขาเก่าๆ ทั้งฝีมือการเขียนเพลง, ข่าวคราวการออกเดตและคนรักเก่า ฯลฯ ก็ไม่น่าแปลกใจหากวันหนึ่งเธอจะเขียนบทเพลงที่เล่าถึงอคติทางเพศอันเข้มข้นของวงการนี้

"ถ้าฉันเป็นผู้ชายละก็... ฉันจะเป็นผู้ชายให้ดู"

Author

MAN ON FILM

Content Creator

TAG

    Related Stories

    เส้นทางจากนักระบำเปลื้องผ้าสู่แรปเปอร์หญิงตัวจี๊ดของ Cardi B

    culture

    เส้นทางจากนักระบำเปลื้องผ้าสู่แรปเปอร์หญิงตัวจี๊ดของ Cardi B

    BY MAN ON FILM 22 JAN 2022

    MIRROR'sGuide