LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Eternal Sunshine of the Spotless Mind คลีเมนไทน์ เธอผู้ (ไม่) อยากจำ

โจเอล (จิม แคร์รีย์) ไปล่วงรู้มาว่าอดีตแฟนสาว คลีเมนไทน์ (เคต วินสเลต) ติดต่อให้บริษัทลบความทรงจำเจ้าหนึ่งกำจัดตัวเขาออกจากความทรงจำของเธอ หลังจากที่คบกันมาสองปีแล้วลากพาความสัมพันธ์ไปด้วยกันไม่รอด ด้วยความแค้น เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทนี้เพื่อจะลบเอาคลีเมนไทน์ออกไปจากอดีตบ้าง! แต่พอเอาเข้าจริง ตัวเขาในความทรงจำกลับพยายามพาคลีเมนไทน์ -คนรักที่ดูจะเข้าใจยาก ซับซ้อนแถมยังเป็นฝ่ายลบเขาทิ้งก่อนอีกต่างหาก- หนีให้พ้นจากเครื่องมือลบความทรงจำที่ตามมาราวีไม่หยุดหย่อนราวกับไม่อาจทำใจยอมรับได้หากจะต้องลืมเธอไป


พล็อตหนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) สุดจะเซอร์ของ มิเชล กอนดรี ที่ได้เจ้าพ่อคนเขียนบทหนังที่มักสำรวจเรื่องความสัมพันธ์ผ่านแง่มุมต่างๆ อย่าง ชาร์ลี คอฟแมน มาเขียนบทให้จนคว้ารางวัลออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยมมาครอง ขณะที่ตัววินสเลตเองเข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงจากเวทีเดียวกันจากการรับบทเป็นคลีเมนไทน์ หญิงสาวที่เปลี่ยนสีผมทุกฤดูกาล สดใสร่าเริง ท่าทางมั่นอกมั่นใจหากก็แฝงไปด้วยความหวาดหวั่นและเศร้าสร้อยบางอย่างอันนำมาสู่บทลงเอยที่เธอตัดสินใจเลิกรากับโจเอลและขอลบเขาออกจากความทรงจำในที่สุด

หนังตั้งคำถามสำคัญว่า เราควรจะลบความทรงจำที่ชวนเจ็บปวดนั้นทิ้งออกไปจากชีวิตหรือไม่ เพราะหากยังเก็บไว้ก็รังแต่จะชวนปวดหัวใจต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าลบมันออกไป เราจะยังคงเป็นเราในทุกวันนี้ไหม เราจะทำพลาดรอยเดิมรอบแล้วรอบเล่าหรือเปล่าเมื่อเราไม่ได้จดจำมันอีกต่อไปแล้ว 


สำหรับคลีเมนไทน์ เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ช่วงสองปีระหว่างเธอกับโจเอลนั้นงดงามมากและเจ็บปวดมากเช่นกัน จนเธอแบกรับมันต่อไปไม่ไหว จำต้องกัดฟันลบเลือนมันทิ้งไปในที่สุด และเรื่องราวของคนรักหนุ่มก็ไม่ได้เป็นแค่สิ่งเดียวที่สร้างความปวดร้าวให้เธอ ภายใต้ฉากหน้าของความสดใสร่าเริง เป็นหญิงสาวที่สนุกสนานกับการเปลี่ยนสีผม ออกเดินทางและทักทายคนแปลกหน้า ดังที่เห็นได้จากฉากแรกๆ เมื่อเธอพบโจเอลแล้วดิ่งเข้าไปทักทายเขาว่า "ฉันเคยรู้จักคุณมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย!" 


ขณะเดียวกันเธอก็เป็นคนซับซ้อน หนังฉายให้เห็นอดีตของโจเอลผ่านเครื่องลบความจำที่ไล่ล่าทำลายล้างความทรงจำของเขาไปทุกหนทุกแห่ง แต่แทบไม่มีฉากไหนเลยที่พาสำรวจให้เห็นความทรงจำในอดีตของคลีเมนไทน์ ก่อนหน้าที่เธอจะมาเจอกับโจเอล ก่อนหน้าที่เธอจะย้อมสีผม และก่อนหน้าที่เธอจะเป็นเธออย่างทุกวันนี้ มีเพียงแต่เรื่องเล่าที่เธอเล่าปากเปล่าให้โจเอลฟัง


"ตอนฉันยังเด็ก คิดว่างั้นนะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าแค่พูดนี่ก็จะร้องไห้แล้ว บางครั้งฉันว่าคนเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าจริงๆ แล้วความโดดเดี่ยวในช่วงวัยเด็กมันเป็นยังไง มันเหมือนว่าเราไม่ได้สลักสำคัญอะไร ตอนนั้นฉันอายุสักแปดขวบได้มั้ง มีของเล่นด้วย เป็นพวกตุ๊กตาต่างๆ และตุ๊กตาตัวโปรดของฉันคือตัวที่น่าเกลียดที่สุดซึ่งฉันตั้งชื่อมันว่าคลีเมนไทน์ แล้วฉันก็เอาแต่ตะโกนใส่มันว่า 'แกมันน่าเกลียดสิ้นดี! สวยขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ!' เพี้ยนชะมัด เหมือนว่าหากฉันเปลี่ยนแปลงเจ้าตุ๊กตานั่นได้ ตัวฉันก็คงเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน"


"พวกผู้ชายชอบคิดว่าฉันสมบูรณ์แบบ คิดว่าฉันจะเป็นฝ่ายไปเติมเต็มเขา หรือไม่ก็ทำให้เขามีชีวิตชีวา แต่เอาเข้าจริงฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงพังๆ ที่มองหาความสุขสงบให้ตัวเองคนหนึ่งเท่านั้น ฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรเลย"


ภายใต้รอยยิ้ม ความมั่นใจและทีท่ารื่นเริงของคลีเมนไทน์จึงเป็นการฉาบเคลือบความไม่มั่นใจของตัวเอง ซึ่งมันส่งผลต่อวิธีที่เธอปฏิบัติต่อความสัมพันธ์อื่นๆ รอบตัวด้วย มากไปกว่านั้นยังหวาดกลัวความสัมพันธ์เมื่อเธอตระหนักดีว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกความหวานชื่นก็จะกลายเป็นความขื่นขมอันเป็นจุดจบ เธอจึงมีลักษณะหุนหันพลันแล่น อารมณ์ร้อน เพราะเธอบอกกับโจเอลเองว่าการติดต่อบริษัทดังกล่าวเพื่อลบเขาออกไปนั้น เป็นความใจเร็วของเธอเองด้วย ซึ่งการลบโจเอลออกไปนั้นทำให้เธอเริ่มสับสนและออกปากว่า "ฉันเคว้งคว้าง กลัวมาก รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังค่อยๆ เลือนหายไป" ลงเอยด้วยการเป็นฝ่ายเจ็บช้ำหรือรู้สึกว่าทำให้คนรักผิดหวัง มากไปกว่านั้นคือทำให้ตัวเองผิดหวังด้วย โดยเฉพาะตอนที่โจเอลบอกเธอว่า "ผมไม่เจออะไรที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับคุณเลย"


"แต่เดี๋ยวคุณก็เจอ" เธอบอกเขา "คุณจะเริ่มเห็นมันเอง สักพักฉันก็จะเริ่มเบื่อหน้าคุณและรู้สึกเหมือนติดกับดัก เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันเรื่อยมา"

"งั้นก็โอเค" โจเอลว่า

"โอเค" คลีเมนไทน์ตอบ หัวเราะได้ในที่สุด เพราะถึงอย่างไรนั่นคือคำตอบที่ทั้งคู่มีต่อความขมขื่นของชีวิตคู่ พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงความชอกช้ำและการทำร้ายกันและกันได้ แต่ทั้งอย่างนั้นมันคือหนึ่งในกระบวนการหล่อหลอม สร้างบทเรียนผ่านความทรงจำที่ทั้งสุขและทุกข์ของคนสองคน ไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าพวกเขาจะไปกันรอดหรือไม่ ในอนาคตใครจะเป็นฝ่ายปล่อยมือจากใครก่อน แต่อย่างหนึ่งที่พอจะพูดได้คือ พวกเขาคงเข้าใจในที่สุดแล้วว่าการลบเลือนอีกฝ่ายออกจากชีวิตนั้นไม่เพียงทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง หากแต่มันยังทำให้ตัวตนส่วนหนึ่งของเธอหลุดหายไปด้วย และนั่นอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับใครสักคนได้แล้ว



Author

MAN ON FILM

Content Creator

TAG

    Related Stories

    ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง  หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

    life

    ด้าน ดี-ร้าย ของการถ่ายเซลฟี่ ช่วยส่งเสริมความเป็นตัวเอง หรือทำให้คนหมกมุ่นกับหน้าตา

    BY KIMBEEL 24 JAN 2022

    MIRROR'sGuide