LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

ทำแท้ง / อะเซ็กชวล / เฟมินิสต์ แง่มุมที่ทำงานกับใจจนอยากบอกต่อ จากซีรีส์ BoJack Horseman

“อยากให้ประเทศไทยมีการ์ตูนแบบนี้บ้าง”

นี่คือสิ่งที่เราคิดหลังเปิดเน็ตฟลิกซ์ ดู BoJack Horseman แอนิเมชันซิตคอมอเมริกัน ที่มีตัวละครหลักคือ โบแจ็ค ฮอร์สแมน ม้ารูปร่างเหมือนมนุษย์ อดีตดารายุค 90 ซึ่งกลายเป็นดาราไร้งานเมื่ออายุเพิ่มขึ้น จึงคิดอยากคัมแบ็กสู่วงการฮอลลีวูดอีกครั้ง โดยมีเหล่าเพื่อนๆ เคียงข้าง ทั้งคน สัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ ที่ล้วนมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ หลากเพศ หลากความคิด สะท้อนความหลากหลายบนโลกใบนี้ได้อย่างดี

BoJack Horseman ไม่ใช่การ์ตูนเด็ก เพราะถูกจัดอยู่ในประเภท ‘เหมาะกับผู้ใหญ่’ เนื่องจากมีเนื้อหาลึกซึ้ง แฝงประเด็นสังคมผ่านชีวิตมนุษย์ที่มีทั้งความสุข สนุก ซับซ้อน เฮงซวย ประหลาด ไม่โลกสวย แต่มีปลายทางที่จะสื่อสาร คือการยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ และสังคมควรทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

โดยตอนที่ทำงานกับใจเรามากที่สุด จนแอบน้ำตาคลอ และดีจนอยากเอามาเล่าให้อ่าน คือ 3 ตอน ซึ่งพูดถึงประเด็นสิทธิ์การทำแท้งที่ตัวเราไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากใคร โอบรับคนที่ไม่ฝักใฝ่ทางเพศ (Asexual) ที่สังคมมองว่าไม่ปกติ และเรื่องราวของเฟมินิสต์บนโลกชายเป็นใหญ่ที่กลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของบางคน

ประเด็นเหล่านี้แทบไม่เห็นแอนิเมชันไทยนำเสนออย่างตรงไปตรงมาออกสู่หน้าจอโทรทัศน์ หรือในสตรีมมิง ดังนั้นระหว่างรอประเทศตัวเองสร้างแอนิเมชันที่หลุดจากกรอบวัฒนธรรม หรือประวัติศาสตร์ไทย เราไปดูการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ให้คนตระหนักถึงประเด็นเรื่อง ‘เพศ’ ที่ถูกกดทับใน BoJack Horseman กันก่อนละกัน

ป.ล. มีการเปิดเผยเนื้อหาในซีรีส์

01 คนตั้งท้องมีสิทธิ์ทำแท้ง แต่คนไม่ท้องกลับชอบตัดสิน
(Season 3, Episode 6: Brrap Brrap Pew Pew)

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยประเทศเดียวหรอก ที่มีคนประเภทได้ยินว่าใครทำแท้งปุ๊บ จะหูผึ่งรอวิจารณ์ปั๊บ ว่าเธอน่ะไร้ค่า และทำบาป

ไดแอน เหงียน นักเขียนชาวเวียดนาม-อเมริกัน ตั้งท้องกับ มิสเตอร์พีนัทบัตเตอร์ แฟนหนุ่มของเธอ และตกลงร่วมกันว่าจะทำแท้ง เพราะยังไม่พร้อมจะเลี้ยงเด็ก

แต่เรื่องส่วนตัวดันกลายเป็นเรื่องของคนอื่น เมื่อไดแอนสติเหม่อลอย จนเผลอทวีตข้อความ “ฉันจะไปทำแท้ง” ลงทวิตเตอร์ของลูกค้าป๊อปสตาร์ เซ็กติน่า อควาฟิน่า ที่มีผู้ติดตาม 40 ล้านคน

การทำพลาดครั้งนั้น ทำให้ไดแอนเกือบโดนไล่ออกจากบริษัท แต่ก็ทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นบนโลกโซเชียลจนนักร้องดังอย่าง เทเลอร์ สวิฟต์ และนิกกี้ มินาจ ต่างชื่นชมเซ็กติน่า ว่านี่คือความกล้าหาญ

“ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์นี้ ไม่เคยพูดถึงมัน เพราะมันไม่อยากถูกตราหน้าว่ามีมลทิน การที่คุณออกมาทำแบบนี้มันเลยยิ่งใหญ่” ประโยคที่ไดแอนบอกกับเซ็กติน่าสะท้อนว่าความเป็นจริงแล้ว มีผู้หญิงอีกมากที่ไม่กล้าพอจะทำสิ่งนี้ เนื่องจากสังคมที่กดทับผู้หญิงคอยซ้ำเติมพวกเธออยู่ แต่การมีคนเริ่มพูด 1 คน กลับสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ 2 3 4 5 และอีกหลายชีวิตลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง

เซ็กติน่า พาไดแอน กับ มิสเตอร์พีนัทบัตเตอร์ ไปคลินิกทำแท้ง แล้วพบว่ามีผู้ชายชูป้ายประท้วง “นี่คือการฆ่าเด็กชัดๆ” “ถ้าพระเจ้าถูกฆ่าล่ะ” และเกิดกระแสเชิญชายผิวขาวมานั่งคุยในรายการทีวีเรื่อง ‘แนวคิดเกี่ยวกับทางเลือกของผู้หญิง มันชักเลยเถิดไปไหม?’

“นี่ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของผู้หญิง ผมเป็นผู้ชาย แต่ถ้าผมท้องได้ ผมจะหยุดชีวิตผมเพื่อเด็กที่ผมไม่ต้องการหรือเปล่า ใช่ ผมจะหยุด เพราะผมไม่มีทางที่จะตัดสินใจแบบนั้น” ชายผิวขาวพวกนั้นตำหนิผู้หญิงที่ทำแท้ง ขณะที่พวกเขามีสิทธิพิเศษครบด้านทั้งการเป็นผู้ชาย (Male privilege) และการเป็นคนผิวขาว (White privilege) แอนิเมชันเรื่องนี้จึงกำลังบอกเราว่าคนที่มีสิทธิพิเศษมักใช้อำนาจของตัวเองตัดสินคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับผู้ถูกตัดสิน หรือในที่นี่หมายถึง ตั้งท้องไม่ได้ แต่ยังกล้าตัดสิน นั่นแหละ

“ฉันรู้สึกแย่ทางร่างกาย ฉันดีใจที่ได้ทำแท้งนะ แต่ก็รู้สึกแก่ชอบกล พวกเขาส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น อายุราวๆ 20 ถ้ามองจากภายนอกมันอาจดูเหมือนฉันควรพร้อมจะมีลูก แต่ฉันไม่พร้อมจริงๆ” สิ่งที่ไดแอนพูดกับพรินเซส แคโรลิน เพื่อนร่วมงานของเธอ สะท้อนว่า ปัจจุบันคนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ไม่ได้มีแค่วัยรุ่นอายุ 20 ต้นๆ แต่มีทุกช่วงอายุ แถมเธอยังแบกความคาดหวังจากสังคมว่าผู้หญิงวัยกลางคนอย่างเธอควรจะมีลูกได้แล้ว

“ไดแอน เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นกับใครก็ตาม” พรินเซส แคโรลิน พูดถูก

02 Asexual ตัว ‘A’ ใน LGBTQ+ ที่หลายคนไม่เข้าใจ
(Season 5, Episode 3: Planned Obsolescence)

ทอดด์ ชาเวซ เพื่อนของโบแจ็ค ตัดสินใจบอกคนอื่นเรื่องเพศของตัวเอง (Come out) ว่าเป็น Asexual หรือคนที่ไม่ฝักใจทางเพศ ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศ หรือความปรารถนาอยากมีเซ็กซ์ (ไม่ได้แปลว่ามีเซ็กซ์ไม่ได้นะ)

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า มีด้วยเหรอ คนที่คบกันแต่ไม่มีเซ็กซ์กัน เราอยากบอกว่า ’มี’ แต่ก็อาจจะยังใหม่มากสำหรับบางคน เพราะถูกปลูกฝังกันมาว่าเป็นแฟนกัน ปลายทางก็ต้องมีเซ็กซ์อยู่ดีถึงจะปกติ เช่นเดียวกับครอบครัวของ โยลันดา แฟนสาวของทอดด์ ที่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่าเธอเป็น Asexual นั่นทำให้วันที่ชวนทอดด์ไปบ้าน จึงวางแผนโกหกครอบครัวว่าเคยมีเซ็กซ์แล้ว

ซีรีส์เรื่องนี้วางคาแรกเตอร์ครอบครัวของโยลันดาเป็นคนที่อินกับการมีเซ็กซ์ทุกคน ตั้งแต่พ่อที่เป็นนักเขียนนิยายอีโรติก แม่ที่เป็นดาราหนังโป๊ และมินนี่ น้องสาวฝาแฝดที่เป็นคอลัมนิสต์ปรึกษาเรื่องเซ็กซ์

อาจจะสุดโต่งที่ผู้กำกับตั้งใจให้ทุกคนในบ้านชอบเซ็กซ์ แต่ในความเป็นจริง เขาอาจจะสื่อว่า เมื่อโยลันดาเป็นคนเดียวที่แตกต่าง หรือไม่เหมือนคนอื่นในบ้าน เลยมีสิทธิ์กลัวที่จะไม่ถูกยอมรับ เพราะในบางครอบครัวมีการตีกรอบลูกราวกับเป็นเจ้าของชีวิตอยู่จำนวนมาก เช่น การไม่ยอมรับลูกว่าเป็น LGBTQIA+ หรือการบังคับลูกให้เรียนในสายที่ต้องการเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูล เห็นได้ชัดจากการที่เธอโกหกพ่อแม่ว่าทอดด์เรียนจบมหาวิทยาลัยดังมา เพื่อให้พวกเขาประทับใจ

“แนวคิดไม่ฝักใฝ่เรื่องเพศ ทำให้ฉันประหลาดใจ ฉันโตมากับการที่ทั้งโลกเห็นฉันเป็นวัตถุทางเพศ” ประโยคที่แม่ของโยลันดาพูดกับทอดด์ตอนรู้ว่าทอดด์เป็น Asexual สะท้อนว่าผู้หญิงถูกมองเป็นวัตถุทางเพศมานาน และถูกคาดหวังว่าต้องให้ความสุขกับผู้ชายเสมอแม้เธอจะไม่อยากให้ก็ตาม นั่นทำให้หลายครั้งผู้หญิงที่ไม่ยินยอม (Consent) จะรู้สึกผิดเวลาผู้ชายรู้สึกน้อยใจที่ไม่ให้มีเซ็กซ์

สุดท้ายเมื่อสถานการณ์ไม่สู้ดี โยลันดาจึงพูดออกมาตอนที่น้องสาวฝาแฝดยั่วโมโหเรื่องการมีเซ็กซ์ว่า “ฉันก็ว่าจะทำ แต่ก็ล้มเลิก เพราะฉันเป็น Asexual” น่ายินดีที่ครอบครัวของเธอพร้อมยอมรับ แต่น่ายินร้าย ที่ทอดด์บอกเลิกเธอ เพราะเธอไม่ภูมิใจในความเป็นตัวเขาตั้งแต่เริ่มโกหกสารพัดแล้ว

03 เฟมินิสต์ที่ไม่เข้าใจปัญหา เรียกเฟมินิสต์ได้ไหม?
(Season 5, Episode 4: BoJack the Feminist)

ถ้ามีคนประกาศว่าตัวเองสนับสนุนเฟมินิสต์ แต่ไม่คิดจะทำความเข้าใจปัญหาของผู้หญิง และความหลากหลาย แบบนี้เราเรียกว่าสนับสนุนจริงๆ ไหม? คำถามที่เป็นหัวใจหลักของตอนนี้ กระตุ้นความรู้สึกเราให้มองไปรอบๆ สังคมว่ามีคนแบบนี้อยู่มากมายแค่ไหน และ BoJack the Feminist ก็พูด และจิกกัดสิ่งนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องราวเริ่มต้นจากข่าวตำรวจหญิงกำลังจับดาราดัง แวนซ์ แวกโกเนอร์ ที่ขู่เธอว่า “คุณควรจะปล่อยผมไป ถ้าคุณโชคดี ผมอาจจะบีบนมคุณ” และโวยวายเมื่อถูกใส่กุญแจมือต่อว่า “ตำรวจหน้าใหม่แน่ๆ กำลังเป็นเมนส์แหงๆ และฉันเกลียดคนยิวโว้ย”

การเหยียดเพศ และการเหยียดเชื้อชาติครั้งนั้น ทำให้แวนซ์ถูกสัมภาษณ์ในรายการวิทยุ และแก้ต่างให้ตัวเองว่าไม่ได้เกลียดคนยิวสักหน่อย ไม่งั้นจะนั่งห้องเรียนกับเพื่อนชาวยิวได้อย่างไร ที่สำคัญยังลากเพื่อนชาวยิวมาเป็นพยาน ซึ่งเขายอมรับคำขอโทษแลกกับการที่แวนซ์จะมอบบทสมทบให้เขาเล่น

ปัญหาที่ว่า ถูกแยกออกเป็นสองขา ขาแรกคือผู้คนมักอ้าง ‘ความสนิท’ กับคนในคอมมูนิตี้ มาเป็นตัวบอกสังคมว่า ฉันมีเพื่อนแบบนี้ ฉันจึงไม่เหยียด ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะแม้คุณจะมีเพื่อนอีกกี่ร้อยคน ก็ไม่ใช่ขออ้างในการดูถูก หรือเหยียดหยามใคร ขาที่สองคือ การใช้อำนาจเหนือกว่าแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่คนในคอมมูนิตี้หาได้ยากเพราะไม่มีสิทธิพิเศษ เช่น งานที่ถูกกีดกัน เพื่อปิดปาก

หลังจากถูกแฉมาซ้ำๆ เรื่องคุกคามทางเพศจนมีหลักฐานออกมาเป็นระยะ ทำให้เขาประกาศลาออกจากวงการ แต่ความตลกร้าย เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี แวนซ์กลับมารับงานแสดงอีกครั้ง และได้รับรางวัลการให้อภัยจากสังคม We Forgive You Award! จนไดแอนที่ประกาศตัวว่าเป็นเฟมินิสต์บอกว่า “เมืองนี้ปากว่าตาขยิบ พวกเขาทำเป็นตกใจเมื่อดาราคนโปรดกลายเป็นคนเฮงซวย แต่ก็ให้โอกาสคนเฮงซวยทุกคนที่เรารู้ธาตุแท้กลับสู่วงการได้”

และในงานพรมแดง นักข่าวกดถ่ายรูปขณะที่โบแจ็ค กำลังทำหน้าเหม็นชีสอยู่ ตอนที่พิธีกรประกาศรางวัลของแวนซ์ ทำให้ทุกคนคิดว่าเขาคือเฟมินิสต์ที่อยู่เคียงข้างเหยื่อ ความบังเอิญนั้นทำให้เขาได้ไปออกรายการต่างๆ และสวมรอยบอกว่าตัวเองเป็นเฟมินิสต์ ซึ่งทุกคนในห้องส่งปรบมือดังลั่น แถมยังบอกอีกว่าดีใจมากที่ผู้ชายพูดเรื่องนี้สักที นั่นทำให้พรินเซส แคโรลิน สั่งให้โบแจ็คจัดการแวนซ์ โดยให้ไดแอน เป็นคนช่วย

“กลายเป็นว่าฉันสามารถพูดอะไรก็ได้ผ่านโบแจ็คโดยไม่ถูกด่าว่าเสียงแหลมปวดหู หรือชอบเหน็บแนม” สิ่งที่ไดแอนพูดกับโบแจ็คสะท้อนค่านิยมเกลียดชังผู้หญิงในสังคม (Internalized misogyny) ที่มองผู้หญิงน่ารำคาญ และไม่ควรมีปากมีเสียง แถมโบแจ็คยังเสริมอีกว่า “ใครๆ ก็ชอบผู้ชายที่เป็นเฟมินิสต์ เพราะเสียงทุ้ม” โถ่ เจ้าม้าของเราก็ยังไม่หยุดเล่นมุกชายเป็นใหญ่กับคนดูอย่างเราอยู่ดี

เขายังบอกไดแอนว่าการเป็นเฟมินิสต์เป็นเรื่องสนุก จนไดแอนสวนกลับ “มันไม่สนุกสำหรับฉัน การเป็นผู้หญิงไม่ใช่งานอดิเรก หรือทำไปเพราะชอบ” และ “เมื่อเธอได้ทำสิ่งใหม่ ฉันกลับยังอยู่ที่เดิม” นั่นจึงทำให้โบแจ็คได้สติในที่สุด และขอบคุณไดแอนที่เปลี่ยนความคิดเขา ซีนนี้กำลังบอกว่ามีหลายคนลุกขึ้นมาประกาศตัวว่าสนับสนุนความเท่าเทียม แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย และหากเป็นผู้ชาย ก็จะมีสิทธิพิเศษที่ทำให้คนฟังมากกว่าผู้หญิงที่พูดเรื่องนี้มาหลายสิบปี

แม้ไดแอนจะทำให้โบแจ็คเข้าใจเรื่องนี้ได้ แต่สุดท้ายเธอก็ยังโดนเจ้าของรายการที่จ้างเธอมาช่วยปรับเนื้อหาเรื่องเพศ บอกให้ไปนั่งเฉยๆ อย่าเคี้ยวเสียงดัง และรอดูชื่อตัวเองบนเครดิตเท่านั้น ราวกับว่าเธอเข้ามาเพื่อให้คนเชื่อว่ารายการนี้ไม่เหยียดเพศ ทั้งๆ ที่เหยียดเต็มๆ

สุดท้ายทุกเรื่องราวการถูกกดทับของทุกเพศคงจะทยอยหมดไป ด้วยเสียงของคนที่เข้าใจ หรือพยายามทำความเข้าใจมันจริงๆ วันนี้อาจมีคนเข้าใจแค่ไม่กี่คน แต่วันหน้าอาจมีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคน เหมือนตัวละครใน BoJack Horseman ที่ต่างเติบโต แม้ระหว่างทางจะเจ็บปวดมากก็ตาม

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

"สมรสเท่าเทียม"  มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย  และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

life

"สมรสเท่าเทียม" มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสีย และทุกเพศร่วมกันผลักดันได้

BY SERENE 29 NOV 2021

MIRROR'sGuide